ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 43 ทะเลสาบชุ่ยหลิ่ว ใช้ไก่แลกชีวิต

    ผมซ่อนตัวอยู่หลังแปลงดอกไม้ เฝ้าดูทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยสายตาตื่นตระหนก

    ผมไม่กล้าส่งเสียง ไม่แม้แต่จะหายใจแรง เพียงย่อตัวลงและเฝ้าสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ

    หญิงสาวคนนั้นนั่งยองๆ อยู่กับพื้น กินข้าวเปล่าอยู่ประมาณสองถึงสามนาทีจึงลุกขึ้นยืนด้วยความพอใจ

    เธอเดินไปทางทิศตะวันตก ก้าวเท้าอย่างแปลกประหลาด

    ทุกครั้งที่ก้าวเท้า จะมีน้ำหยดลงพื้นเป็นทาง แต่เมื่อเธอเดินไปได้สิบก้าว ร่างของเธอก็หายไป

    ในช่วงเวลานั้นเอง ผมรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างประหลาด

    เหมือนกับมีอากาศบริสุทธิ์ลอยเข้ามาในจมูก ให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย

    ความรู้สึกนี้คล้ายกับเมื่อวานที่ผมส่งจางเฉียงไป แต่ครั้งนี้มันชัดเจนและรุนแรงยิ่งกว่า

    นี่อาจจะเป็นสิ่งที่อาจารย์บอกไว้ตอนที่เขาตั้งธรรมนามให้ผมว่า หลังจากมีธรรมนาม ผมจะสัมผัสถึงพรที่ได้รับอย่างชัดเจน

    “นี่ถือว่าเป็นการได้รับพรสินะ” ผมพึมพำกับตัวเอง พลางสูดหายใจลึก รู้สึกว่าร่างกายเบาสบายขึ้นมาก

    วิธีการของอาจารย์ได้ผลจริงๆ ทุกอย่างที่ทำไปเมื่อครู่คุ้มค่าแล้ว

    ผมไม่ได้ออกไปทันที แต่รออยู่ในที่ซ่อนอีกสักพัก

    หลังจากมั่นใจว่าไม่มีอันตราย จึงออกมาจากแปลงดอกไม้

    เมื่อมองไปยังข้าวเปล่าที่ตั้งไว้ พบว่ามันยังอยู่ในสภาพดี เพียงแต่กลิ่นของข้าวได้หายไป และธูปเทียนก็ไหม้จนหมดแล้ว

    ผมไม่มีทางเลือก จึงต้องเปลี่ยนข้าวเปล่าและธูปเทียนใหม่อีกครั้ง

    ผมหยิบธูปขึ้นมาถือไว้ในมือตามขั้นตอนเดิม จากนั้นเดินไปที่ริมฝั่งทะเลสาบเพื่อดึงไก่ที่ตายแล้วขึ้นมาจากน้ำ

    แต่เมื่อดึงขึ้นมา ไก่ตัวนี้กลับดูสยดสยองไปทั้งตัว

    เลือดเนื้อขาดวิ่น ท้องถูกกินจนกลวง ดูน่ากลัวมาก

    ผมแก้เชือกออกและหยิบไก่อีกตัวมาผูกแทน

    ไก่ตัวนี้ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความตาย มันดิ้นรนอย่างดุเดือด และส่งเสียงร้อง “กุ๊กๆๆ” ไม่หยุด

    ผมจับปีกของมันไว้แน่นก่อนจะพูดเบาๆ ว่า “ขอโทษนะพี่ไก่ ไว้ผมจะเผาลูกบาสสองลูกไปให้เป็นการไถ่โทษ”

    พูดจบ ผมเหวี่ยงไก่ตัวนั้นลงไปในทะเลสาบ

    “ตู้ม!” เสียงไก่ตกน้ำดังขึ้น

    ไก่ตัวนี้พยายามดิ้นรนว่ายน้ำเช่นเดียวกับตัวก่อน และปลาขนาดใหญ่ที่โผล่หัวอยู่เมื่อครู่ก็หายไปในทันที

    ผิวน้ำกลับมากระเพื่อมไหวอย่างรุนแรงอีกครั้ง เสียงน้ำกระแทกริมฝั่งดัง “ซ่าๆ” และทวีความดังขึ้นเรื่อยๆ

    ผมรีบหลบไปอยู่หลังแปลงดอกไม้และเฝ้าสังเกตทุกสิ่งทุกอย่างเงียบๆ

    เหตุการณ์ครั้งนี้เหมือนครั้งก่อน ไก่ดิ้นรนอยู่ไม่กี่ครั้ง ก่อนจะถูกดึงจมหายไปในทะเลสาบ

    ผ่านไปสามถึงสี่นาที ธูปในมือของผมจู่ๆ ก็เริ่มไหม้ด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

    ในขณะเดียวกันเชือกที่ผูกกับไก่ก็ถูกดึงตึงในทันที

    ด้วยประสบการณ์จากครั้งก่อน ครั้งนี้ผมไม่ได้รับบาดเจ็บที่มือ แต่กิ่งไม้ด้านหลังกลับส่งเสียง “เปรี๊ยะเปร๊าะ” เพราะแรงดึงของเชือก

    ผมจับเชือกแน่นและเริ่มดึงกลับมา

    ครั้งนี้ผมรู้สึกว่าต้องออกแรงมากกว่าครั้งก่อนเยอะ

    งานนี้ต้องใช้พลังมหาศาลและกินแรงอย่างมาก

    ครั้งก่อนผมใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ดึงขึ้นมาได้ แต่ครั้งนี้ผมต้องใช้เวลาถึงสิบกว่านาทีถึงจะดึงขึ้นมาได้สำเร็จ

    เมื่อสิ่งที่ถูกดึงขึ้นมาถึงฝั่ง ผมถึงได้เห็นว่าครั้งนี้เป็นชายร่างอ้วน

    เขาอ้วนมาก น้ำหนักน่าจะเกือบร้อยกิโลกรัมในตอนที่ยังมีชีวิต

    ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผมถึงดึงขึ้นมาได้ลำบากขนาดนี้

    หลังจากขึ้นมาบนฝั่งแล้ว เขาก็ทำแบบเดียวกับวิญญาณตนก่อน

    ชายร่างอ้วนมองซ้ายมองขวา ก่อนเตะไก่ที่ตายแล้วที่อยู่ข้างเท้าลงน้ำ จากนั้นก็ก้าวเดินไปยังจุดที่ผมวางธูปเทียนและข้าวเปล่าไว้

    เมื่อมองเห็นข้าวและธูปเทียน วิญญาณตนนี้ก็ล้มตัวลงหมอบกับพื้น และเริ่มกินอย่างตะกละตะกลามเหมือนหมู

    ผมมองดูด้วยความตกตะลึง นึกสงสัยว่าเขาหิวขนาดไหนถึงกลายเป็นแบบนี้

    จนกระทั่งเขากินเสร็จแล้วจากไป ผมก็รู้สึกถึงอากาศบริสุทธิ์ลอยเข้ามาในจมูกอีกครั้ง

    ความรู้สึกสดชื่นนี้ชัดเจนมาก ทำให้ร่างกายของผมรู้สึกสบาย สีของจ้ำสีม่วงบนร่างกายก็จางลงอย่างรวดเร็ว

    การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนนี้ทำให้ผมรู้สึกมีแรงฮึดขึ้นมาอีกครั้ง

    ผมมองไปที่ทะเลสาบ ซึ่งยังมีปลาขนาดใหญ่เหลืออยู่สามตัว และเริ่มทำตามขั้นตอนเดิมอีกครั้ง

    ครั้งที่สามที่ผมดึงขึ้นมาได้ คือหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง

    ครั้งที่สี่เป็นชายหนุ่มร่างสูงผอม

    หลังจากพวกเขาขึ้นฝั่ง ก็ทำแบบเดียวกับวิญญาณก่อนหน้านี้

    พวกเขาเตะไก่ที่ตายแล้วกลับลงไปในทะเลสาบ เดินไปยังจุดที่ผมวางข้าวและธูปไว้ กินข้าว สูดควันธูป และเดินไปทางทิศตะวันตก

    หลังจากพวกเขาจากไป ผมก็สัมผัสได้ถึงอากาศบริสุทธิ์ที่ลอยเข้ามาอีกครั้ง

    ทุกครั้งที่ผมดึงไก่ที่ถูกโยนลงน้ำกลับขึ้นมา มันจะถูกปลากินจนเนื้อขาดวิ่น

    แต่เมื่อผมกำลังจะจัดการไก่ตัวสุดท้ายเพื่อส่งวิญญาณจมน้ำตนสุดท้ายไป และคิดว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

    วิญญาณตนที่ห้าซึ่งผมดึงขึ้นมาเป็นหญิงสาว

    เธอมีรูปร่างเล็ก สูงประมาณร้อยห้าสิบเซนติเมตร และผอมมาก

    การดึงเธอขึ้นฝั่งง่ายกว่าครั้งก่อนๆ มาก ผมแทบไม่ต้องออกแรงเลย

    เมื่อเธอขึ้นมาถึงฝั่ง ผมก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ

    เธอมีใบหน้าขาวซีดน่ากลัว และบรรยากาศรอบตัวเธอก็ทำให้ผมรู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก

    เมื่อเธอถูกดึงขึ้นมาบนฝั่งกลับต่างจากวิญญาณจมน้ำสี่ตนแรกอย่างสิ้นเชิง

    หลังจากขึ้นมาบนฝั่ง เธอไม่ได้เตะไก่ที่ตายแล้วกลับลงไปในทะเลสาบ แต่เธอกลับมองตามเชือกมาทางผม

    ด้วยประสบการณ์หลายๆ ครั้ง ผมจึงซ่อนตัวได้ดีมาก

    หลังจากดึงเธอขึ้นฝั่ง ผมก็กลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ ร่างกายไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย แต่ความรู้สึกที่ผมได้รับจากเธอเหมือนกับเธอรู้ว่ามีคนอยู่หลังแปลงดอกไม้ รู้ว่าผมซ่อนตัวอยู่ตรงนั้น

    เธอยืนอยู่ริมฝั่งโดยไม่ขยับเขยื้อน และจ้องมาทางผมนิ่งๆ เป็นเวลาสี่ถึงห้านาที

    ผมรู้สึกขนลุกเกรียวไปทั้งตัว ทุกลมหายใจต้องระมัดระวังอย่างที่สุด

    ผมถึงกับต้องใช้มือปิดปากและหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา

    ความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากเธอซึมเข้าสู่ร่างกายของผมเป็นระยะ

    ผมรู้สึกกังวลใจและกลัวจนแทบขยับไม่ได้ กลัวว่าเธอจะพุ่งเข้ามาหาผมในพริบตา

    มือข้างหนึ่งของผมถือธูปไว้แน่น ส่วนอีกข้างสัมผัสกระบี่กระดูกปลา

    หลังจากยืนมองอยู่นาน เธอก็หันหัวไปทางจุดที่ผมวางธูปเทียนและข้าวเปล่าไว้

    เธอเริ่มเดินไปทางจุดบูชา ก้าวเท้าอย่างช้าๆ

    เมื่อเธอมาถึงจุดที่วางข้าวและธูปเทียนไว้ การกระทำของเธอก็แตกต่างจากวิญญาณตนอื่น

    วิญญาณตนอื่นดูหิวโหยอย่างมาก พุ่งเข้าไปกินข้าวและสูดควันธูปทันที บางตัวถึงกับกินอย่างตะกละเหมือนหมู แต่วิญญาณหญิงตนนี้กลับยืนนิ่งอยู่หน้าแท่นบูชาเหมือนกลัวว่าข้าวจะมีพิษ

    เธอยืนอยู่ที่นั่นอีกสี่ถึงห้านาทีก่อนจะค่อยๆ นั่งยองลง

    เธอเริ่มสูดควันธูป และหยิบข้าวขึ้นมากิน แต่เธอกินข้าวได้เพียงคำเดียวก็พ่นออกมาทันที

    เมื่อผมเห็นว่าเธอพ่นข้าวออกมาก็ขมวดคิ้วด้วยความกังวล

    ผมรู้สึกว่าเธอไม่ใช่วิญญาณธรรมดา

    และในวินาทีต่อมา ความคิดของผมก็ได้รับการยืนยัน

    เพราะหลังจากเธอพ่นข้าวออกมาก็วางกล่องข้าวลง จากนั้นเธอนั่งยองๆ แล้วค่อยๆ หันหัวมาทางที่ผมซ่อนตัวอยู่

    ดวงตาของเธอเปล่งแสงสลัวๆ จ้องมาที่แปลงดอกไม้ที่ผมหลบอยู่

    จากนั้นเธอก็พูดออกมาด้วยเสียงเย็นเยียบว่า “ข้าวไม่อร่อย ฉันอยากกินอย่างอื่น...”

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน