บทที่100
วันถัดมา
รัตติกาลนั้นผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วลู่หยางไป๋เฟิ่งได้ชมทิวทัศน์ในยามราตรีบริเวณด้านบนหอสูงเช่นนั้นทั้งราตรีจนถึงประมาณเกือบจะยามเช้าทั้งสองถึงแยกจากกัน
วันถัดมา
ณจวนตระกูลไป๋
ในยามเช้าตรู่ผู้คนภายในจวนกำลังลงมืออย่างแข็งขันเพื่อทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถบ่าวไพร่ภายในจวนออกแรงทำความสะอาดตั้งแต่ในยามเช้าคนที่รับหน้าที่ในการจัดเตรียมอาหารก็จัดเตรียมอาหารของตนเองใส่สอบตั้งแต่ในยามที่ท้องฟ้านั่นยังไม่สาง
ช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่คนภายในตระกูลนั้นจะเดินทางมานั่งทานอาหารเช้าด้วยกัน
ภายในห้องอาหารแห่งจวนตระกูลไป๋๋ภายในสถานที่แห่งนี้โต๊ะกลมขนาดใหญ่ที่เป็นโต๊ะกินข้าว มันถูกตั้งตระหง่านเอาไว้บริเวณใจกลางห้องและบริเวณด้านบนโต๊ะนั้นมันเองก็มีอาหารมากมายที่ถูกตั้งเรียงรายเอาไว้
อาหารเหล่านั้นเป็นอาหารมากมายที่ที่น่าจะมีไม่ต่ำกว่ายี่สิบถึงสามสิบชนิดกลิ่นหอมของมันที่ลอยออกมาจากตัวของพวกมันเองหอมหวลเกินบรรยาย
ยามเช้าเช่นนี้อากาศกำลังดีคนภายในตระกูลต่างพากันมารวมตัวภายในห้องอาหารเพื่อที่จะนั่งทานอาหารเช้า
ภายในโต๊ะอาหารยามนี้มีขุนนางไป๋ผู้ที่เป็นผู้นำตระกูลนั่งอยู่รวมไปถึงฮูหยินของเขาทั้งสองมาถึงโต๊ะอาหารก่อนเป็นคนแรก
หลังจากนั้นไม่นานนักไป๋ลี่มีีผู้ที่เป็นบุตรคนสุดท้องก็เดินเข้ามาภายในห้องอาหารพร้อมกับจี้หยวนผู้ที่เป็นบุตรบุญธรรมเดินตามมาด้านหลัง
ทั้งสองมานั่งลงที่โต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยอาหารเช้ามากมาย
ขุนนางไป๋ผู้ที่มาถึงก่อนเป็นคนแรกดวงตากวาดมองไปบริเวณรอบๆโต๊ะก่อนที่จะทำการเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย“ ไป๋เฟิ่งเล่า? ”
ในตอนนี้ผู้เป็นบิดารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่มองไม่เห็นบุตรสาวคนโตของตนเองเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้
อันที่จริงแล้วบุตรสาวคนโตของเขาควรจะมาหลังเขาเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นเพราะว่านางนั้นเป็นคนที่ตรงเวลาเป็นอย่างมาก
โดยทั่วไปแล้วนางจะเดินทางมาที่ห้องอาหารแทบจะเป็นคนแรกเมื่อทานอาหารจนเสร็จก็รีบออกไปด้านนอกเพื่อเดินทางไปที่กองทัพ
แต่ในวันนี้ยังไม่เห็นวี่แววของนางเลยสักนิดรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่เห็นภาพอันแปลกตาที่ไม่เห็นบุตรสาวของตนเองเดินทางมาถึงโต๊ะอาหารเป็นอันดับถัดไป
ไป๋ลี่มี่หลังจากได้ยินเช่นนั้นยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะยื่นใบหน้าออกมาและก็กล่าวอย่างกระซิบกระซาบ“ ท่านพี่น่าจะยังหลับอยู่นะเจ้าค่ะ ”
“ หลับ? ” ผู้ที่เป็นบิดาและมารดาที่นั่งอยู่แสดงใบหน้าตื่นตระหนกตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ก่อนที่ไป๋ลี่มี่จะทำการอธิบายออกมาอีกครั้ง“ ท่านพ่อและท่านแม่รู้หรือไม่เจ้าคะว่าเมื่อคืนท่านพี่กลับมาดึกเป็นอย่างมากหลังจากกลับมาก็นั่งทานอาหารอยู่คนเดียวภายในห้องอาหารแต่อยู่ๆก็มีข้ารับใช้นำจดหมายมามอบให้กับท่่านพี่บอกว่ามีคนฝากเอาไว้ให้”
“ หลังจากที่ได้อ่านจดหมายเพียงแค่เล็กน้อยทันทีก็รีบร้อนวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่สนใจผู้ใดเลยสักนิด”
“ หลังจากนั้นกว่านั้นพี่จะกลับมาท่านพ่อท่านแม่รู้หรือไม่เจ้าคะว่าเป็นเวลาเท่าใด?”
ผู้เป็นบิดาและมารดาที่นั่งอยู่ด้านหน้าฟังน้ำเสียงการเล่าที่น่าสนใจของบุตรสาวคนเล็กยื่นใบหน้าเข้ามาอย่างสนอกสนใจทั้งสองใช้ดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามของตนเองมองตรงเพื่อพยายามถามหาความจริง
ไป๋ลี่มี่แสดงรอยยิ้มออกมาที่มุมปากทั้งสองข้างก่อนที่นางจะกล่าว“ กว่าท่านพี่จะกลับมาก็เกือบจะยามเช้า ”
“ เพราะแบบนั้นเวลานี้ยังคงนอนอยู่ก็ไม่แปลกหรอกเจ้าค่ะ~ ”
หลังจากที่ได้ยินบุตรสาวของตนเองแล้วออกมาเช่นนั้นผู้เป็นบิดาที่นั่งอยู่ยกมือขึ้นมาลูบปลายคางความคิดเล็กน้อยก่อนที่จะเงยใบหน้าของตนเองขึ้นแล้วหันไปถามกับบุตรบุญธรรมของตนเองที่นั่งอยู่ทางด้านขวามือ “ช่วงนี้ภายในกองทัพมีงานอันไดวุ่นวายหรือไม่เมื่อคืนนางอาจจะออกไปสะสางงานภายในกองทัพก็ได้”
ป๋ายจี้หยวนที่กำลังนั่งอยู่ยกมือทั้งสองข้างของตนเองขึ้นมาประสานกันหลังจากนั้นก็ก้มศีรษะของตนเองลงไปเล็กน้อย“ เรียนพ่อบุญธรรมงานภายในกองทัพนางน่าจะสะสางเสร็จไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน ”
เมื่อได้ยินคำยืนยันเช่นนั้นมันทำให้ผู้เป็นบิดายิ่งรู้สึกสงสารมากขึ้นไปอีกถึงกับใช้ดวงตามองไปทางด้านซ้ายและขวาเพื่อพยายามถามหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้
ไป๋ลี่มี่ที่กำลังนั่งอยู่กระพริบตาปริบๆก่อนที่นางจะทำการกล่าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว“ ไม่ใช่เจ้าค่ะไม่ใช่ เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องกองทัพแต่ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวท่านพ่อรู้หรือไม่เจ้าคะว่าหลังจากนั้นก็เห็นท่านพี่หายไปนานเลยไปถามกับข้ารับใช้ผู้นั้นเกี่ยวกับเรื่องจดหมาย”
“ ผู้คุ้มกันที่เป็นคนรับจุดหมายนั้นเอาไว้บอกว่ามีบุรุษผู้หนึ่งที่มาส่งจดหมายนี้ให้กับท่านพี่แล้วก็บอกว่าเป็นเพื่อนกัน”
“ แถมข้าถามผู้คุ้มกันผู้นั้นเขายังบอกว่าบุรุษผู้นั้นรูปงามใช่หยอก ”ไป๋ลี่มี่นางทำการเล่าไปหัวเราะไปอย่างสนุกสนานราวกับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกใหม่
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้คนภายในโต๊ะอาหารต่างพากันแสดงใบน่าประหลาดใจแตกต่างกันออกไป
ผู้เป็นบิดาที่นั่งอยู่เอ่ยถามขึ้นอย่างรวดเร็ว“เพื่อนอย่างนั้นหรือนางมีเพื่อนด้วยอย่างนั้นรึนอกจากภายในกองทัพก็ยังไม่เห็นนางสนิทสนมกับบุรุษผู้ใดเลย”
“ นี่หรือว่า!!!! เจ้ากำลังจะบอกว่าไป๋เฟิ่งไปอยู่กับบุรุษนั้นทั้งคืนงั้นรึ?” ผู้เป็นบิดาแสดงใบหน้าที่ตื่นตระหนกตกใจริมฝีปากล่างและบนอ้าออกจากกันราวกับไม่อยากจะเชื่อ
แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แปลกใหม่ที่ทำให้เขานั้นต้องตื่นตระหนกตกใจอยู่แล้วเกิดมาทั้งชีวิตเขาไม่เคยเห็นบุตรสาวของตัวเองสนิทสนมกับผู้ใดเป็นพิเศษโดยเฉพาะบุรุษ
แล้วในตอนนี้ก็บอกว่าบุตรสาวของเขาหายไปอยู่กับบุตรทั้งราตรีจะเป็นไปได้อย่างไร
ป๋ายจี้หยวนมันได้ยินคำพูดเช่นนั้นออกมาร่างกายของมันนิ่งสนิทแม้ว่าบนใบหน้าจะยังเย็นชาแต่ตอนนี้ภายในใจนั้นดั่งเปลวเพลิงที่ลุกไหม้มันอยู่ต่อหน้าพ่อบุญธรรมของมันไม่สามารถพูดจาอะไรได้มากมายนัก
แต่ถ้าตรงบริเวณนี้ไม่มีผู้ใดอยู่มันคงจะบังเกิดความหึงหวงขึ้นมาอย่างถึงที่สุด
บุตรสาวคนเล็กเมื่อเห็นบิดาแสดงใบหน้าตื่นตระหนกตกใจเช่นนั้นออกมานานจึงทำการพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว“ไม่เห็นแปลกตรงไหนเลยนี่เจ้าคะจนพออย่างไรเองให้พี่เองก็เป็นสตรีจะมีใจให้บุรุษบ้างมันก็ไม่เห็นจะมีปัญหาเรื่องใด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นขุนนางไปยกมือของตนเองขึ้นมาทุบโต๊ะดวงตาลูกไม่ดูดเปลวเพลิง“ เป็นไปไม่ได้!!!จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรนางไม่เคยแสดงออกกับบุรุษผู้ใดในรูปแบบนั้นมาก่อนเลยเจ้าจำไม่ได้อย่างนั้นหรือว่าตอนนั้นพ่อบังคับให้นางออกเรือนนั่งทำลายงานแต่งเสียสิ้น”
“ ท่านพ่อเนี่ยนะเจ้าคะสมกับเป็นบุรุษจริงๆไม่เข้าใจความคิดละเอียดอ่อนของสตรีเอาเสียเลยที่ท่านพี่ทำลายงานแต่งในครั้งนั้นก็เพราะว่าไม่ถูกใจคนที่ท่านพ่อหามาให้ ”บุตรสาวคนเล็กพูดออกมาพร้อมกับส่ายใบหน้าของตนเองไปมาด้วยความหนักใจ
แต่ในขณะที่พวกเขากำลังสนทนาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างสนุกปากอยู่นั้นผู้ที่ตกเป็นเจ้าของหัวข้อแห่งการสนทนาก็ได้ย่างกายเข้ามาภายในห้องแห่งนี้
ไป๋เฟิ่งวันนี้นางเองก็ยังคงสวมใส่ชุดลำลองสีแดงฉานโดยชุดที่นางสวมใส่เป็นชุดสีแดงที่คล้ายคลึงกับชุดของบุรุษแต่ว่ามีลวดลายขึ้นมาเล็กน้อย
นางก้าวเดินเข้ามาภายในห้องพร้อมกับกระบี่ที่อยู่ภายในมือของตนเองใบหน้าขาวผ่องปรากฏเส้นเลือดฝาดดูมีชีวิตชีวามากกว่าในวันอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด
แม้ว่าวันนี้นางจะยังคงแสดงใบหน้าที่เย็นชาแต่ความรู้สึกและออร่าเปล่งปลั่งที่แผ่ซ่านออกมาจากใบหน้าของนางนั้นไม่สามารถปิดบังได้
ไป๋เฟิ่งที่ก้าวเดินเข้ามาภายในห้องในวันนี้มีท่าทางที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจนรวมถึงบรรยากาศที่อยู่บริเวณรอบร่างกายด้วย
นางงดงามขึ้นมากกว่าเมื่อวานอีกราวกับว่านางงดงามขึ้นในชั่วข้ามคืนที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนคือเรือนผมด้านหลังของนางที่มักจะไม่ค่อยจัดส่งวันนี้นางทำทรงผมหางม้าด้านหลังดูดีแถมยังได้ปิ่นปักผมที่เป็นเครื่องประดับเช่นสตรีเอาไว้ด้านบนอีกด้วย
เรียกว่าเมื่อนางก้าวเดินเข้ามาภายในบริเวณนี้ก็สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับเหล่าข้ารับใช้ที่อยู่ภายในบริเวณนี้เป็นอย่างมาก
พวกเขาต่างพากันใช้ดวงตาของตนเองต้องมองไปที่คุณหนูใหญ่ที่ก้าวเดินเข้ามาอย่างตกตะลึง
ก่อนหน้านี้นางไม่เคยแม้แต่จะกลับต้องของของสตรีแต่วันนี้เหตุใดด้านบนศีรษะถึงมีปิ่นปักผมสีเงินปักอยู่เช่นนั้นได้
นางเดินเข้ามาด้านในห้องอาหารพร้อมกับมานั่งลงบนเก้าอี้ที่มันยังคงว่างอยู่
เพียงแค่นางเดินเข้ามาด้านในแล้วมานั่งลงตรงตำแหน่งที่นั่งของตนเองมันก็ทำให้นางกลายเป็นเป้าสายตาของผู้คนภายในโต๊ะอาหารในทันที
โดยเฉพาะน้องสาวคนเล็กของนางที่นั่งอยู่ข้างกายใช้ดวงตาจ้องมองมาที่นางอย่างเปล่งประกายระยิบระยับ
ไป๋เฟิ่งรู้สึกประหลาดใจดวงตาของนางเหลือบไปมองทางด้านซ้ายและขวามองเห็นคนที่อยู่บริเวณรอบๆร่างกายแสดงท่าทางที่แตกต่างออกไปจากทุกที
แน่นอนว่านางยอมสัมผัสได้ดวงตามากมายที่จับจ้องมาที่นางอย่างไม่กระพริบราวกับว่ากำลังถามหาความจริงบางอย่าง
ไป๋ลี่มี่ที่กำลังจ้องมองท่านพี่ของตนเองที่อยู่ด้านหน้าดวงตาของนางเหลือบไปมองเห็นปิ่นปักผมสีเงินที่อยู่บริเวณด้านบนศีรษะของนาง “ หื้ม~”
“ ท่านพี่เจ้าคะปิ่นปักผมนั่น.. ”นางยื่นมือของตนเองออกไปอย่างรวดเร็วหวังจะใช้เพื่อของตนเองสัมผัสเข้าที่ปิ่นปักผมสีเงินที่อยู่บนศีรษะของพี่สาวของนาง
แต่เมื่อทำการยื่นมือเข้าไปในระยะไป๋เฟิ่งสัมผัสได้ว่ามีมือกำลังเข้ามาจับปิ่นปักผมด้านบนศีรษะของนางมือของนางขยับเขยื้อนหลังรวดเร็วคว้าจับเข้าที่ข้อมือของไป๋ลี่มี่สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับผู้คนภายในโต๊ะอาหารเป็นอย่างมาก
จบบท