บทที่ 2 วางใจเถอะ ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก
ตระกูลฮั่วไม่ใช่ครอบครัวธรรมดา บ้านของพวกเขาเป็บ้านภายในรั้วสี่เหลี่ยมหลังใหญ่ มีห้องสี่ถึงห้าห้อง ดูแล้วกว้างขวางโอ่อ่า หน้าประตูยังมีสุนัขพันธุ์ใหญ่ที่ดูน่าเกรงขามผูกเอาไว้อีกด้วย แสดงถึงฐานะที่ไม่ธรรมดา
จางจิงจิงถูกพาตัวมายังห้องหอ คลุมผ้าคลุมหน้าเ้าสาว ตามธรรมเนียมแล้ว เธอควรจะถูกแกล้งในพิธีแต่งงาน แต่ตระกูลฮั่วไม่ใช่ครอบครัวที่จะให้ใครมาล่วงเกินได้ง่าย ๆ ใครบ้างจะกล้าล้อเล่นกับเทพเ้าแห่งโชคลาภกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ในงานเลี้ยงเมื่อครู่นี้ บรรยากาศก็อึดอัดมาก พี่น้องของฮั่วฉางชิงต่างไม่มีกะจิตกะใจจะมาแกล้งเ้าสาว พวกเขาคิดว่าหัวหน้าของพวกเขานั้นทั้งเก่งกาจและมีความสามารถ แต่กลับต้องมาแต่งงานกับผู้หญิงแบบนี้ ช่างน่าเสียดาย
ผู้หญิงคนนี้ นอกจากหน้าตาที่พอไปวัดไปวาได้แล้ว ก็ไม่มีอะไรเหมาะสมกับหัวหน้าของพวกเขาเลยสักนิด
พ่อและแม่ของฮั่วฉางชิงทำหน้าบึ้งตึง ั้แ่กลับมา พวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไรกับจางจิงจิงสักคำ
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อย ๆ จางจิงจิงรอเป็เวลานานก็ยังไม่มีใครเข้ามา เธอหิวจนทนไม่ไหว จึงเปิดผ้าคลุมหน้าออก แล้วมองหาอะไรกินในห้อง
บนตู้ข้างฝามีจานใส่แตงโมและถั่วลิสงอยู่ ข้างในยังมีลูกอมผลไม้อยู่สองสามเม็ด จางจิงจิงไม่คิดอะไรมาก คว้ามันมากินอย่างเอร็ดอร่อย
ทันใดนั้น ก็มีหัวของใครบางคนโผล่เข้ามาที่ประตู
จางจิงจิงมองปราดเดียว เห็นเป็เด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง หน้าตาดี แต่กลับมีหัวที่ใหญ่ผิดปกติ ดูแล้วน่าจะมีปัญหาเื่ภาวะทุพโภชนาการหรือเป็สภาวะของร่างกายที่เกิดจากการได้รับอาหารที่ไม่ครบถ้วน
จางจิงจิงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย จึงเอ่ยปากถาม “อยากกินไหม?”
แต่เด็กชายคนนั้นกลับจ้องมองเธอเขม็ง ท่าทางดูดุร้าย ก่อนจะวิ่งหนีไป
ในขณะที่จางจิงจิงกำลังงุนงง ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็เดินโซเซเข้ามาในบ้าน เป็ฮั่วฉางชิงที่กลับมาหลังจากดื่มเหล้าเสร็จแล้ว
เธอยืนงงอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดจึงตัดสินใจเข้าไปช่วยพยุง แต่พอก้าวเข้าไปใกล้ ๆ ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเขากระซิบว่า
"ปิดประตู"
ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ดูเหมือนจะไม่ได้เมาอย่างที่คิด
จางจิงจิงปิดประตู พอหันหลังกลับมา ฮั่วฉางชิงก็นั่งอยู่บนม้านั่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว เ้าคนนี้ไม่อยากดื่มต่อ เลยแกล้งเมากลับมา
แสงไฟในบ้านไม่ค่อยสว่างนัก แสงสลัว ๆ ทำให้จางจิงจิงรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง
“คุณไม่เป็ไรใช่ไหม...” จางจิงจิงพูดขึ้นหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ฮั่วฉางชิงเงยหน้ามองเธอแวบหนึ่ง ดวงตาของเขาแจ่มใสราวกับไม่เคยเกิดเื่อะไรขึ้น จากนั้นจึงชี้ไปที่เก้าอี้ข้าง ๆ ตัวเอง
“นั่ง”
จางจิงจิงคิดในใจ ชายคนนี้ช่างพูดน้อยเสียจริง ถ้าพูดแค่คำเดียวก็เข้าใจแล้ว จะให้พูดสองคำคงไม่มีวัน
เธอเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้าง ๆ เขาโดยไม่รู้ตัว และเผลอเหยียดหลังตรง
"คุณพูดเถอะค่ะ"
ออร่าของฮั่วฉางชิงช่างเหมือนกับหัวหน้าของเธอในชาติที่แล้ว จางจิงจิงจึงเผลอใช้คำสุภาพโดยไม่รู้ตัว
ฮั่วฉางชิงถึงกับชะงัก เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ผู้หญิงคนนี้ช่างแตกต่างจากคนบ้าเมื่อครู่นี้โดยสิ้นเชิง
"ผมอยากถามความคิดของคุณในตอนนี้ คุณน่าจะรู้สถานการณ์ของผมดี"
จางจิงจิงเงยหน้ามองฮั่วฉางชิงแวบหนึ่ง และััได้ถึงความจริงจังในแววตาของเขา
จริงอยู่ เื่ใหญ่ขนาดนี้ ฮั่วฉางชิงคงไม่คิดว่าพ่อกับแม่ของเธอจะไม่บอกเื่นี้กับเธอ
สาเหตุที่เขายอมตกลงเปลี่ยนตัวเ้าสาว คงเป็เพราะคิดว่าสาวบ้านนอกอย่างเธอนั้นอดทนทำงานหนัก ช่วยเขาเลี้ยงลูกได้ดีกว่า ไม่ใช่นิสัยเอาแต่ใจเหมือนอย่างจางจือจือ แม้แต่ตัวเองยังดูแลไม่ได้
จางจิงจิงครุ่นคิดถึงสถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้ แล้วอดหัวเราะแห้ง ๆ ไม่ได้
“ฮั่ว...คุณฮั่ว ฉันคิดดีแล้ว ฉันจะพยายามเป็ภรรยาที่ดี คอยช่วยคุณดูแลเด็ก ๆ ทั้งสามคน แต่ฉันมีเงื่อนไขนิดหน่อย อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย เรียกว่าคำขอร้องเล็ก ๆ หนึ่งข้อดีกว่า ไม่รู้ว่าคุณจะตกลงไหม”
ตอนนี้เธอไม่มีเงินติดตัวเลย การจะเอาชีวิตรอดในเมืองใหญ่คงเป็แค่ความเพ้อฝัน
เมื่อเทียบกับตระกูลจางจอมปลอมนั่นแล้ว การได้อยู่ที่ตระกูลฮั่วแบบนี้ยังดีซะกว่า เธอยิ่งชอบเด็ก ๆ อยู่แล้วด้วย การช่วยเลี้ยงลูกของเขาจึงไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร
ตอนที่เธอเพิ่งเรียนจบใหม่ เธอก็เคยทำงานเป็ครูอนุบาลมาก่อน ดูแลเด็ก ๆ หลายสิบคนยังทำได้ นับประสาอะไรกับเ้าตัวน้อยแค่สามคน
“เงื่อนไขอะไร? บอกผมมาสิ”
จางจิงจิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“คุณพอจะช่วยหางานให้ฉันทำได้ไหม? ฉันอยากจะทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วย ไม่อยากอยู่บ้านเฉย ๆ กินแรงคนอื่นเขา!”
จางจิงจิงพูดอย่างมีเหตุผล แต่จริง ๆ แล้วทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวเธอเอง แม้ว่าจะอยากหย่า แต่ก็ไม่ใช่ตอนนี้ อย่างน้อยที่สุดต้องหาเงินได้ และมีที่อยู่เป็หลักแหล่งเสียก่อน
เมื่อถึงเวลาที่เธอสามารถเอาตัวรอดในยุคสมัยนี้ได้ เธอค่อยหย่าก็ยังไม่สาย
จางจิงจิงคิดคำนวณในใจ ขณะที่ฮั่วฉางชิงกลับรู้สึกหนักใจ
การจะช่วยเธอหางานนั้นไม่ใช่เื่ยาก แต่จางจิงจิงโตมาจากชนบท อาจจะอ่านหนังสือไม่ออกด้วยซ้ำ ถ้าเป็แบบนั้น การจะหาตำแหน่งงานให้เธอคงมีข้อจำกัดอยู่มาก
“คุณทำอะไรเป็บ้างล่ะ?”
ฮั่วฉางชิงถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
จางจิงจิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอทำอะไรเป็หลายอย่าง แต่ถ้าพูดโอ้อวดเกินไป กลัวว่าจะถูกสงสัย
“ฉันอ่านหนังสือออก พูดภาษาจีนกลางได้ค่อนข้างชัดเจน แล้วก็เคยเรียนบัญชีด้วยตัวเองตอนอยู่บ้านนอก คุณคิดว่ามีงานแบบไหนที่เหมาะกับฉันไหม?”
จางจิงจิงไม่อยากถูกจัดให้ไปทำงานหนักที่โรงงาน เธออยากจะหางานที่ค่อนข้างสบายทำมากกว่า
พอฮั่วฉางชิงได้ยินคำตอบของหญิงสาว เขาก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างอดไม่ได้ ดูท่าทางค่อนข้างประหลาดใจ
คนปกติทั่วไปจะคิดว่าจางจิงจิงทำได้แค่ปลูกผักทำนาและทำอาหาร ไม่คิดว่าเธอจะมีความสามารถหลากหลายขนาดนี้
“ผมตกลง แต่ถ้าคุณอยากทำงาน คุณต้องผ่านการทดสอบก่อน ถ้าทำได้ ผมถึงจะจัดการให้คุณ”
ความหมายอื่นที่ซ่อนอยู่นั้นเรียบง่ายมาก หากเธอแค่พูดโอ้อวดเกินจริงก็ต้องขอโทษด้วย เขาคงหาตำแหน่งงานที่เหมาะสมให้เธอไม่ได้จริงๆ
จางจิงจิงรู้สึกดีใจมาก
“ขอบคุณมากจริง ๆ ค่ะ”
ฮั่วฉางชิงเหลือบมองเธอ “ไปล้างหน้าล้างตาแล้วนอนเถอะ”
หลังจากพูดจบ ฮั่วฉางชิงก็ออกไปล้างหน้าแปรงฟัน จางจิงจิงเทน้ำร้อนล้างหน้าล้างเท้าในห้อง พอเก็บของเสร็จ เธอก็นอนลงบนเตียง
เตียงในห้องนี้เป็เตียงเดี่ยวขนาดเล็ก กว้างประมาณเมตรครึ่ง ไม่กว้างขวางมากนัก หลังจากที่จางจิงจิงนอนลง เธอก็ขยับไปที่ขอบเตียงโดยไม่รู้ตัว
ตามหลักแล้ว พวกเขาทั้งสองคนได้จดทะเบียนและจัดงานแต่งงานกันแล้ว ตอนนี้เป็สามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย คืนนี้เป็คืนเข้าหอ ตามธรรมเนียมก็ต้อง...
เธอตั้งใจไว้แล้วว่าในอนาคตจะหย่า จึงไม่อยากมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับฮั่วฉางชิง ถึงแม้ว่าเขาจะหล่อเหลา และเธอเองก็เป็คนรักรูปลักษณ์ภายนอก แต่เธอก็ยังคิดว่าเื่แบบนี้ควรจะมีความรู้สึกเป็พื้นฐาน ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ต่างอะไรจากการสืบพันธุ์ของสัตว์
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอย่างว้าวุ่นใจ ฮั่วฉางชิงก็เดินเข้ามา ชุดทหารถูกถอดออก เหลือเพียงเสื้อกล้ามสีเขียวทหารตัวเดียว ภายใต้แสงไฟ จางจิงจิงมองเห็นกล้ามหน้าท้องแปดส่วนที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อได้อย่างชัดเจน
ใช่แล้ว ครบถ้วนทุกมัดกล้าม!
หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอ จากนั้นก็รีบหลับตาลง หัวใจเต้นแรง ความรู้สึกในใจนั้นช่างซับซ้อน
ทั้งอาย หวาดกลัว และประหม่า แถมยังมีความคาดหวังเล็ก ๆ...
ชาติที่แล้วเธอเป็สาวโสดอายุสามสิบกว่าปี ไม่เคยผ่านผู้ชายมาก่อน นี่เป็ครั้งแรกที่ได้นอนบนเตียงเดียวกับผู้ชายที่หล่อเหลาขนาดนี้ จะไม่ให้ประหม่าได้ยังไงกันเล่า?
ฮั่วฉางชิงกระแอมเบา ๆ แล้วเอื้อมมือไปดึงสายไฟ ซึ่งไม่นานนักทั้งห้องก็ตกอยู่ในความมืด
เขาพลิกตัวขึ้นเตียง พลางนอนลงข้าง ๆ จางจิงจิง
แม้ว่าจางจิงจิงจะพยายามขยับชิดขอบเตียงมากที่สุดแล้ว แต่เพราะฮั่วฉางชิงนั้นตัวสูงใหญ่ ส่วนเตียงก็เล็กเกินไป ทำให้ร่างกายของทั้งสองัักันเป็บริเวณกว้าง
ในความมืด ฮั่วฉางชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่วนจางจิงจิงมองเห็นปลายหูของเขาแดงระเรื่อภายใต้แสงจันทร์