ตอนที่ 30 งานวิจัยกับจุดเริ่มต้น
“พวกเขามาเพื่อเยี่ยมน้องสาวฉันน่ะ” เสียงเติมตอบมาจากปลายสายก่อนที่จะวางสายไป
“เยี่ยมน้องสาว??” แน่นอนฉันรู้ว่าเติมมีน้องสาว เพราะก่อนที่ฉันจะยอมรับการมาเป็นตัวอย่างงานวิจัยของเติมฉันได้ขอข้อมูลส่วนตัวของเขา และรู้ว่าเขามีน้องสาวอยู่ และพวกเขาเหลือกันอยู่แค่สองคน เพราะพ่อแม่ของเติมนั้นเสียไปตั้งแต่เจ็ดปีก่อน และเป็นเหตุผลให้เติมต้องดิ้นรนอย่างเอาเป็นเอาตายทุกอย่างเพื่อดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดในครอบครัว รวมถึงเป็นเสาหลักและที่พึ่งให้กับน้องสาว
แต่ที่ฉันรู้ก็แค่ว่าเธอมีตัวตนอยู่และมีความเกี่ยวข้องกับเติมเป็นน้องสาวเท่านั้น และฉันไม่รู้อะไรมากไปกว่านั้น และแน่นอนฉันไม่รู้ว่าเธอป่วย หรือเธอป่วยเป็นอะไร
“น้องของเติมป่วยเป็นอะไรเหรอคะ?? หนักมากมั้ย?” ฉันหันไปถามพี่หมอแทนจากประกายความสงสัยเล็กๆในใจฉัน
“งั้นเราก็ไปด้วยกันกับพวกพี่เลยก็แล้วกัน ไว้เดี๋ยวพี่เล่าให้ฟังในรถ” พี่หมอยิ้มรับคำถามของฉันจากนั้นจึงเดินนำไปที่รถพอร์ชของเธอ “เดี๋ยวเราจะไปรับน้องพริมด้วย หลังเยี่ยมเสร็จเธอจะได้ไปเรียนกับพี่ลายเมฆต่อเลย”
“ค่ะ”ฉันตอบรับพี่หมอก่อนที่จะเดินตามเธอไปซึ่งพี่ลายเมฆเองก็เหมือนว่าจะนั่งรถเธอไปด้วยเช่นกัน
“หนูว่าพี่หมอก็ไม่เลวเลยนะคะ น่าจะเป็นแฟนขับได้ดีเลย เพราะเท่าที่หนูเคยนั่งครั้งล่าสุดพี่แกก็ขับนิ่มใช้ได้ แม้ว่าส่วนหนึ่งอาจจะเพราะมันคือรถพอร์ชก็เถอะ” หลังจากที่พี่หมอเดินนำไปนั่นทำให้ฉันกับพี่ลายเมฆรั้งอยู่ด้านท้าย ดังนั้นฉันจึงกระตุกเสื้อพี่ลายเมฆและชวนพี่แกคุยซะเลย
“พี่ว่าน้องกานน่าจะนุ่มนิ่มทั้งตัว เหมือนไก่ไม่มีกระดูก นุ่มนิ่มเคี้ยวอร่อย” พี่ลายเมฆหันกลับมาตอบฉันด้วยคำตอบกวนๆและรอยยิ้มเสแสร้งที่ประดับอยู่บนหน้าแกตลอดเวลา
“หนูได้ยินนะคะ...” พี่หมอที่เดินนำพวกเราอยู่เหมือนจะเดินชะลอและได้ยินบทสนทนาของพวกเรา
“ช่ายๆ พี่ว่าลุงที่นั่งรอรถประจำทางอยู่ตรงนู้นก็น่าจะได้ยินเหมือนกัน” พี่ลายเมฆยังคงตอบกลับแบบกวนๆ
“ฮึ่ม..” พี่หมอส่งเสียงในลำคอแล้วหันมามองค้อนใส่พี่ลายเมฆ อย่างไรก็ตามทุกคนสามารถสังเกตเห็นได้ว่าภายใต้ท่าทางเคืองๆ ของเธอ ใบหน้าของเธอซ่อนการอมยิ้มเอาไว้ไม่มิด ก่อนที่เธอจะรีบหันหน้าหนีไป
“แล้วพี่ลายเมฆปกติเดินทางยังไงเหรอคะ ก็พี่ไม่มีแฟนขับและหนูก็ไม่เคยเห็นพี่ขับอะไรเลย.. หรือว่าบางทีพี่อาจจะเดินทางด้วยพลังสายเนตร..ไอ้พลังสายเนตรนี่มันสะดวกสบายขนาดนั้นเลยเหรอค่ะ” ฉันยังคงเชียร์ให้พี่แกมีแฟนขับ เพราะฉันไม่ได้หวังว่าไอ้พลังสายเนตรนี่มันจะมีประโยชน์ขนาดนั้น
“ถูกต้อง ..พี่ใช้พลังสายเนตรเพื่อที่ขับมอเตอร์ไซค์เพราะพลังสายเนตรมันขับพอร์ชไม่ได้รู้ป่ะ?”
“สรุปคือพี่ขับมอเตอร์ไซค์” ฉันสรุปคำตอบของพี่แกอีกครั้งให้ดูเป็นภาษามนุษย์ปกติมากขึ้น
“ความจริงพี่แกเลือกมอเตอร์ไซค์เพราะว่ามันนั่งได้แค่คนเดียว เพราะว่ามอเตอร์ไซค์ที่พี่แกขับคือ Haley Davidson softail slim ” พี่หมอที่ได้ยินบทสนทนาก็มาอธิบายเพิ่มให้ฉัน
“ทำไมต้องนั่งได้คนเดียวเหรอคะ” ฉันหันไปถามพี่หมอแทน
“เพราะพี่เขามีปัญหาเรื่องโรคประจำตัวไง โรคเกี่ยวกับหัวใจเป็นโรคที่อันตรายมากเมื่อมันแสดงอาการขึ้นมา และเขาพร้อมที่จะตายแค่คนเดียวไม่อยากให้คนที่เขาพามาด้วยต้องเสี่ยง.. แต่โรคพวกนี้มันก็ไม่ได้ดูรุนแรงขนาดนั้นในความคิดพี่” พี่หมอตอบ
“นั่นหมายความว่าพี่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับมาตรการที่ห้ามคนที่เป็นโรคกลุ่มนี้ขับรถเหรอคะ?? ”ฉันตั้งคำถามเพราะฉันเห็นข่าวคร่าวๆว่ามีการชงกฎหมายเมื่อเร็วๆนี้เกี่ยวกับกลุ่มโรคที่ห้ามทำใบขับขี่ตลอดชีพ
“พี่เห็นด้วยกับบางโรค แต่พี่ก็ไม่เห็นด้วยกับหลายๆโรคที่เขาห้าม อย่างที่เห็นด้วยก็จะเป็นโรคพวกลมชักหรือเบาหวานที่มีอาการต่อเนื่องนั้นมันอันตรายจริงๆ เพราะมันสามารถแสดงอาการได้บ่อยและตลอดเวลา อย่างไรก็ตามพวกโรคอย่างความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ ที่นานๆจะกำเริบที เป็นขึ้นมาทีก็แทบตายทันทีเนี่ย พี่ไม่เห็นด้วยที่จะแบนพวกเขา”พี่หมออธิบาย
“แต่ถ้ามันมีโอกาสเกิดขึ้นก็ควรห้ามนั่นไม่ถูกต้องแล้วเหรอคะ..”ฉันแสดงความคิดเห็นของตน ตอนนี้พวกเราก็มาถึงรถพอร์ชของพี่หมอแล้ว นั่นเป็นเหตุผลที่พี่หมอหยุดพูดและมีเวลาให้ฉันได้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง
“ก็ถ้ามองแค่นั้นมันก็อาจจะควรแบน แต่เราต้องมาดูความจริงให้กว้างขึ้น ลองคิดถึงบางคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคเกี่ยวกับหัวใจมาเป็น 5-6 ปี หรือเป็นสิบๆปี บางคนแทบจะไม่มีอาการกำเริบเลยตลอดเวลาเวลาสิบๆปี แต่สิ่งที่คนกลุ่มนี้ทำไม่ได้อย่างแน่นอนตลอดเวลาที่เขาเป็นก็คือการดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มมึนเมาในปริมาณมากๆจนส่งผลต่อระบบประสาทตอบสนอง เพราะถ้าพวกเขาทำแบบนั้นพวกเขาจะตายก่อนที่จะได้จับพวงมาลัย"
”บางคนอ้างว่านั่นมันเพราะคนกลุ่มนี้อาจทนความเครียดสะสมจากการขับรถไม่ได้ แต่ถ้าคนกลุ่มที่ว่ามีงานมีการทำ เขาก็ควรจะทนได้และทนได้ดี เพราะการทำงานน่าจะมีความเครียดและกดดันสูงกว่า ก็ถ้ามีหมอ วิศวกร หรือคนที่ทำงานเครียดๆแล้วแล้วเป็นโรคกลุ่มนี้ได้ ทั้งๆที่พออาการกำเริบมันอาจจะส่งผลรุนแรงกว่าการขับรถหลายเท่า พี่ก็ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องห้ามคนกลุ่มนี้ขับรถ “
”มาพูดถึงคนปกติมีกี่คนที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มมึนเมามาหลายปีหรือสิบปี และมีกี่คนที่ดื่มแล้วไม่ขับเลยจริงๆ หรือแม้แต่ดื่มก็ยังสามารถขับได้เพราะมองว่าตัวเองไหว คนที่มีสติไม่ครบเพราะดื่มกลุ่มนั้นยังน่ากลัวกว่ากลุ่มคนป่วยพวกนี้อีก แต่ก็นะ.. เราแบนคนส่วนใหญ่ไม่ได้” พี่หมออธิบายและเริ่มขับรถไปแล้วเพื่อไปรับน้องพริม
มันก็มีเหตุผลดี.. แต่..พี่มั่นใจเหรอว่าเราแบนคนส่วนใหญ่ไม่ได้ ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ก็ถูกปิดปากอยู่ไม่ใช่เหรอ
พวกเราเดินทางบนถนนมาได้สักพัก เลาะไปตรอกซอกซอยต่างๆก่อนที่จะมาถึงหน้าหอพักของน้องพริม ซึ่งเป็นหอพักที่ค่อนข้างดี มีระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา มันผิดคาดนิดหน่อยเพราะฉันนึกว่าน้องจะพักหอหญิงล้วน แต่ฉันก็นึกขึ้นได้ว่าหอพักหญิงส่วนใหญ่นั้นมีข้อจำกัดมากมายและมักจะกำหนดเวลาเข้าออกหอ ซึ่งในขณะนี้ที่น้องเขาทำงานเสริมและเรียนเสริมไปด้วยนั่นอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกกว่าที่จะเข้าพักในหอพักปกติที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาเท่านั้น
“สวัสดีค่ะ” สาวน้อยใสซื่อขึ้นมานั่งเบาะหลังกับฉันและเริ่มต้นทักทายทุกคนในรถ
“เอ่อ .. ว่าแต่น้องเติมป่วยเป็นอะไรเหรอคะ??” ในที่สุดฉันก็นึกขึ้นได้ว่าฉันต้องถามเรื่องนี้
“อืมม เรารู้หรือเปล่าว่าพ่อแม่เติมเสียไปแล้ว..” พี่หมอถาม
“ค่ะ มันเกี่ยวกันเหรอคะ”
“อืม พ่อแม่เติมเสียจากการที่พวกเขาล้มเหลวในการทำธุรกิจเมื่อเจ็ดปีก่อนและทนรับไม่ไหว พวกเขาเลยตัดช่องน้อยแต่พอตัว ในตอนที่พ่อแม่เสียเติมไปเรียนอยู่แต่น้องสาวของเติมไม่ใช่แบบนั้น เธออยู่ที่บ้านและได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ทำให้เธอช็อคอย่างรุนแรงและส่งผลกระทบอย่างแรงต่อจิตใจเธอจนถึงปัจจุบัน ภาวะในปัจจุบันของเธอจึงค่อนข้างแย่ เธอหมดอาลัยตายอยาก หวาดกลัว มีปัญหาเรื่องการนอนหลับและเป็นภาวะสับสนจนเธอมีอาการซึมเศร้าอย่างรุนแรง”
“ในตอนนี้เธอไม่แทบจะไม่ตอบสนองต่ออะไรเลย เหมือนมีชีวิตแต่ไร้ซึ่งวิญญาณ ในตอนแรกเติมคิดว่าเป็นเพราะผลของยาจากการจ่ายยากดประสาทมากเกินไป แต่กลับกลายเป็นว่าพี่กับพี่ลายเมฆ ดันสามารถเข้าถึงเธอได้ อย่างน้อยๆเธอก็มีปฎฏิกิริยาตอบสนอง เขาจึงรู้ว่าไม่ใช่เพราะฤทธิ์ยา แต่ทำไมเขาถึงเข้าถึงน้องสาวตัวเองไม่ได้ นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เติมเริ่มสนใจด้านจิตวิทยาอย่างจริงจัง”
จากเรื่องที่พี่หมอเล่าให้ฉันฟังมันทำให้ฉันได้รู้ถึงความจริงเบื้องหลังของความสนใจของเติมต่อฉันยัยขี้แพ้ หรือน้องน้ำที่มีหลายบุคลิก หรือแม้แต่พี่ลายเมฆ ชายที่มีหน้าแบบเดียวและมีทักษะในด้านจิตวิทยาสูงมากๆ
ทุกสิ่งที่เขาทุ่มเททำเป็นเพราะน้องสาวที่เป็นครอบครัวคนสุดท้ายของเขาต้องการความช่วยเหลือ
“บางทีเขาอาจจะหาทางเพื่อเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำของน้องสาว หรือบางทีเขาอาจจะพยายามบรรเทาความเจ็บปวดของตัวเองจากสิ่งที่เกิดขึ้น พี่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขามุ่งไปทางไหนมากกว่ากัน” พี่หมอกล่าว
“อืมม... แต่พี่ว่านะ น้องพริมกับน้องรินทร์ น่าจะเข้ากันได้ดีนะ ใครๆก็ชอบคนแบบน้องพริมทั้งนั้นแหละ” พี่ลายเมฆกล่าวเสริม และนั่นทำให้ฉันได้รู้จักชื่อของน้องสาวของเติมเป็นครั้งแรก ชื่อของเธอคือรินทร์
“ทำไมพี่ถึงคิดว่าน้องจะเข้ากันได้ดีล่ะคะ” เป็นพี่หมอที่ออกปากถาม
“เคยได้ยินคำนี้มั้ย? คนที่ดูดีจะดึงดูดคนที่ดูดี” พี่ลายเมฆตอบกลับพี่หมอด้วยคำถาม
“นั่น...ไม่น่าจะออกมาจากปากคนแบบพี่ได้เลยนะคะ” ฉันท้วงทันทีที่ได้ยิน ถ้าเป็นจริงอย่างนั้นจะมีพี่เมฆกะพี่หมออยู่ตรงหน้าฉันเพื่ออะไร
“ไม่ว่ามันจะออกจากปากใครมันก็เป็นความจริงที่ไม่เปลี่ยน คิดว่าไอ้หนุ่มที่โรงอาหารจะสนใจหรืออยากรู้จักเธอมั้ยถ้าเธอเป็นคนเก่าไม่ใช่เธอแบบทุกวันนี้ หรือถึงเขาสนนั่นก็คงเพราะเขาได้รู้จักเธอมาก่อนและด้านที่เขารู้จักเธอมันดูดีในสายตาเขา” พี่ลายเมฆตอบกลับ ฉันอึ้งไปเล็กน้อย แต่มันก็จริงอย่างที่พี่แกพูด ความจริงนั้นไม่เปลี่ยนแม้ว่าจะออกจากปากใคร และนี่คือความจริง
ในตอนนั้นฉันแอบสังเกตเห็นสายตาที่พี่หมอเหลือบมาที่พี่ลายเมฆผ่านกระจกมองหลัง มันทำให้ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าแกคิดอะไรอยู่ แต่ฉันเริ่มเข้าใจเหตุผลที่พี่หมอเข้าไม่ถึงพี่ลายเมฆแล้ว มันเป็นแค่ความระแวดระวัง ทิฐิ หรืออะไรสักอย่างของคนที่มองว่าตัวเองมีจุดด้อย ความจริงใจและความมั่นคงเป็นสิ่งที่ยากที่จะวัดเมื่อมันมาถึงคนที่มองโลกในมุมที่ต่างกัน ฉันขำตัวเองเล็กน้อยที่เคยคิดว่าตัวเองจะช่วยอะไรพี่หมอได้ เพราะฉันเริ่มเข้าใจปัญหามากขึ้น แต่ฉันเห็นปัญหาแล้ว แม้ว่าฉันจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่ฉันคงทำให้พี่หมอสบายใจได้ เพราะสำหรับพวกเขา มีแค่เวลาเท่านั้นที่กั้นอยู่ แม้ฉันไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกมากขนาดไหน แต่มันก็ค่อยๆละลายภูเขาน้ำแข็งในใจของพี่ลายเมฆแน่นอน
“นั่นไม่ได้อธิบายเหตุผลที่น้องพริมจะเข้าได้กับทุกคนเลยนะคะ เพราะที่พี่ว่ามันก็ดึงดูดเฉพาะคนที่ดูดีไม่ใช่เหรอ??” พี่หมอจี้คำถามได้อย่างตรงจุด
“ก็มันเป็นความจริง..ที่บอกเล่าไม่หมด..คล้ายๆ คนเราต้องดื่มน้ำวันละแปดแก้วนั่นแหละ.. ความจริงก็คือ.. มันไม่ได้ดึงดูดเฉพาะคนที่ดูดี.. แต่มันดึงดูดคนที่ดูไม่ดีด้วย.. คนรวยจะดึงดูดคนรวย.. แต่ก็ดึงดูดคนจนด้วย.. คนหล่อจะดึงดูดคนสวยคนสวยจะดึงดูดคนหล่อ.. แต่หนุ่มหล่อสาวสวยก็จะดึงดูดพวกที่ดูไม่ได้เหมือนกัน กฎแห่งแรงดึงดูด ด้านบวกดึงดูดทั้งด้านเดียวกันและด้านตรงข้าม ในขณะที่ด้านลบ ไม่ดึงดูดอะไรเลย อาจจะผลักออกเสียด้วยซ้ำ... สิ่งที่พี่สงสัยว่าน้องพริมโตมาขนาดนี้ได้ยังไง แต่คำตอบอาจจะเป็นเพราะว่าทุกคนรักเธอก็ได้” พี่ลายเมฆอธิบายยาวเหยียดเพื่อไขข้อสงสัยของทุกคน แต่ในระหว่างนั้นสาวน้อยที่ถูกพาดพิงกลับกล่าวขึ้นมาว่า
“หนูชอบกินคัพเค้กค่ะ แต่คุณแม่บอกว่าให้กินข้าวกับผักเยอะๆจะได้โตไวๆ แต่หนูก็ชอบกินคัพเค้กมากกว่าอยู่ดี”
‘เธอยังคงยืนยันว่าโตมากับการกินคัพเค้ก’ พี่หมออดขำไม่ได้กับคำตอบของเธอ และคำพูดของเธอทำให้พี่ลายเมฆต้องกุมขมับ... ดูเหมือนว่า.ฉันจะไม่ใช่คนเดียวที่มีปัญหากับความใสซื่อของเธอ
.....................................