ในขณะที่ตรงโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ตอนนี้ด้านในบ้านกู่เย่เฉินและหมิงเย่กำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องๆหนึ่งซึ่งไป๋เย่อิงพึ่งวิ่งเข้าไป
"อิงเอ่อร์เปิดประตูให้แม่เถอะ แม่ขอโทษที่ตอนนั้นแม่ไม่ได้สนใจความรู้สึกของลูก ได้โปรดให้โอกาสแม่อีกครั้งได้ไหม"
"อิงเอ่อร์ ปิดประตูมาคุยกันดีๆเถอะนะ พ่อกับแม่สำนึกผิดแล้วจริงๆ"
ทั้งสองคนเคาะประตูและเรียกไป๋เยว่อิงอย่างนี้อยู่พักใหญ่ ด้านในห้องไป๋เยว่อิงก็ไม่ได้อยู่ไกล เธอนั่งอยู่บริเวณหน้าประตูห้องเพียงเท่านั้น เมื่อได้พบเจอกับพ่อแม่อีกครั้ง ความทรงจำที่เธอพยายามจะลืมมันก็เด่นชัดขึ้นมา
ไป๋เยว่อิงจำได้ดี เธอเกิดมาในองค์กรคุมกฏโลกใต้ดินในตอนที่แม่ของเธออยู่ในระดับเทพสงครามขั้นต้นและเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำกองกำลัง
เวลาผ่านไปหลายต่อหลายปีด้วยกัน ตัวเธอจากที่เป็นเด็กทารกก็ค่อยๆเติบโตขึ้นมา ทว่ากลับปราศจากความรักความห่วงใยจากผู้เป็นแม่กับพ่อ เพราะหมิงเย่เอาแต่ทำงานจนไม่มีเวลามาดูแลตัวเธอ ส่วนกู่เย่เฉินเองก็ยุ่งเช่นเดียวกันเพราะเขาคือผู้มีพรสวรรค์ของตระกูลกู่ ดังนั้นจึงต้องทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกฝน
ไป๋เยว่อิงในวัยเด็กรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเป็นอย่างยิ่ง เธอพยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อเรียกร้องความสนใจจากแม่ ทั้งวาดภาพไปให้ พยายามฝึกฝนแม้ว่าตัวเองจะไม่มีพรสวรรค์ หรือแม้กระทั้งก่อเรื่องวุ่นวายก็มี
แต่สิ่งที่เธอได้กลับคืนมาจากแม่มีเพียงคำว่า 'อิงเอ่อร์ อย่าสร้างปัญหา' และการกักบริเวณเพียงเท่านั้น ชีวิตของเธอเป็นเช่นนี้มานานจวบจนอายุได้สิบแปดปี
ไป๋เยว่อิงไม่อาจที่จะทนความรู้สึกแบบนี้ได้อีกต่อไป จึงได้ตัดสินใจหนีออกมาและด้วยความที่อยู่ในองค์กรคุมกฏมาตั้งแต่เกิด เธอจึงรู้ลู่ทางและวิธีการปลอมตัวเป็นอย่างดี
เมื่อหนีออกมาได้แล้วเธอจึงใช้เงินเก็บทั้งหมดจ้างผู้เชี่ยวชาญเปลี่ยนชื่อและเปลี่ยนประวัติจนกลายเป็นคนละคนไป
นับแต่นั้นมาเธอก็ละทิ้งชื่อหมิงอิงเอ่อร์ที่แม่ตั้งให้และใช้ชื่อ เยว่อิง จวบจนมาพบเจอและแต่งงานกับไป๋เฉินจึงได้ใช้แซ่ไป๋ ทำให้เธอกลายเป็นไป๋เยว่อิงในปัจจุบัน
เรื่องราวในชีวิตเช่นนี้แม้จะดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่และสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วไป แต่สำหรับไป๋เยว่อิงนั้นการที่ต้องอยู่กับความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ตลอดระยะเวลาสิบแปดปีมันช่างทรมานยิ่ง
ดังนั้นเมื่อไป๋ฉีเกิดมาตลอดจนทุกวันนี้ ไป๋เยว่อิงจึงดูแลเอาใจใส่เขาเป็นอย่างดีไม่มีข้อบกพร่อง นั่นก็เพราะเธอไม่อยากให้ลูกต้องทุกข์ทรมานเหมือนเธอเมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา
"อิงเอ่อร์ อิงเอ่อร์ เปิดประตูให้แม่เถอะนะ"เสียงสะอื้นของหมิงเย่ดังขึ้นมาอีกครั้ง
ไป๋เยว่อิงปาดน้ำตาจากนั้นก็เปิดประตูออกมา ในตอนนั้เองหมิงเย่ก็พลันกระโดดเข้าสวมกอดลูกสาวที่ไม่ได้พบเจอมานานโดยไม่รอช้า ปากของเธอพึมพำออกมาเพียงคำว่า 'ขอโทษ' อยู่ตลอดเวลาเพียงเท่านั้น
ในเวลานี้ไป๋เยว่อิงที่คิดว่าตัวเองอดกลั้นได้ก็ร้องไห้ออกมาเหมือนกัน ภาพนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายอย่างแท้จริง เพราะมันตีความไม่ได้ว่าเป็นภาพแห่งความดีใจหรือโศกเศร้า
เสียงร้องไห้ของสองสาวแม่ลูกดังลั่นบ้านจนไป๋ฉีและหมิงหรงเตรียมตัวจะเดินเข้าไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทว่าก็ถูกไป๋เฉินห้ามเอาไว้ "ปล่อยให้พวกเขาเคลียร์กันก่อนแล้วค่อยเข้าไป"
ทั้งไป๋ฉีและหมิงหรงที่ได้ยินก็กลับมานั่งยังที่เดิมในทันที แม้ในใจจะรู้สึกเป็นห่วงแม่ของตัวเองมากก็ตาม
ตัดกลับมายังในบ้าน ไม่นานนักทั้งไป๋เยว่อิงและหมิงเย่ก็สงบสติอารมณ์ได้ แต่ทว่าก็ยังคงยืนกอดกันอยู่เช่นนั้น ทางด้านกู่เย่เฉินที่ยืนอยู่ข้างๆก็น้ำตาซึมอยู่เหมือนกัน สี่สิบปีมานี้เขาตามหาลูกสาวคนนี้อย่างบ้าคลั่งในที่สุดก็ได้พบเสียที แถมยังพบในสถานที่ๆคาดไม่ถึงอีกต่างหาก
"หนูยังไม่หายโกรธนะคะ อย่าเข้าใจผิดไป"น้ำเสียงสั่นเคลือของไป๋เยว่อิงดังขึ้นมา
หมิงเย่มองหน้าลูกสาวก่อนจะตอบเธอไปว่า "ได้สิ ไม่หายโกรธก็ไม่หายโกรธ แค่ลูกออกมาหาแม่ก็พอใจแล้ว ลูกรักให้แม่ได้ไถ่โทษในสิ่งที่ทำไปนะ ครั้งนี้ต่อให้ต้องละทิ้งองค์กรก็ตามแม่ก็จะทำหากมันทำให้แม่ได้อยู่กับลูก"
กล่าวจบหมิงเย่ก็สวมกอดไป๋เยว่อิงอีกครั้ง กู่เย่เฉินที่อยู่ข้างๆเดินเข้ามาลูบเส้นผมของไป๋เยว่อิงอย่างแผ่วเบา "พ่อก็ต้องขอโทษด้วยเหมือนกันที่ตอนนั้นไม่ได้อยู่ดูแลลูกให้ดี อิงเอ่อร์ให้อภัยพ่อที่ไม่เอาไหนคนนี้ด้วยเถอะนะ"
ไป๋เยว่อิงแม้จะได้ยินแต่ก็ไม่ได้ตอบกลับมา กู่เย่เฉินที่เห็นเช่นนั้นก็พลันยิ้มบางๆให้ บอกตามตรงเมื่อได้พบเจอกับลูกสาวคนโตในใจของกู่เย่เฉินก็รู้สึกกลัวขึ้นมา กลัวว่าหากพรุ่งนี้มีอะไรผิดพลาดแล้วจะไม่ได้กลับมาหาครอบครัวอีก
ทว่าเขาก็ไม่ได้ใช้ภารกิจนี้มาเป็นข้ออ้างขอคืนดีลูกสาวแต่อย่างใด เพราะมันอาจจะทำให้ไป๋เยว่อิงกังวลใจมากขึ้นด้วยซ้ำ
หลังจากที่ผ่านไปสักพัก ในตอนนี้แขกทั้งหมดที่มาร่วมงานเลี้ยงได้กลับกันไปหมดแล้ว พวกไป๋เฉินและไป๋ฉีก็เดินเข้าไปในบ้าน แน่นอนว่าสิ่งที่เห็นยังเป็นหญิงสาวทั้งสองคนที่กำลังกอดกันกลมอยู่เช่นนั้น ทุกคนที่ได้เห็นก็ยกยิ้มออกมาในทันที
หมิงเย่ที่สัมผัสได้เธอก็ปาดน้ำตาแล้วหันไปหาลูกสาวคนเล็กอย่างหมิงหรง "หรงหรงมานี่สิ นี่คือพี่สาวของลูกไง"
หมิงหรงสะดุ้งเฮือก แม้เธอจะรับรู้เรื่องนี้ได้ตั้งแต่ได้ยินคำพูดแรกของแม่เธอที่พูดกับไป๋เยว่อิงแล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังตกใจอยู่ดีเมื่อได้รับรู้เรื่องนี้อย่างจริงจังจากปากแม่ของเธอเอง
หมิงหรงเดินเข้าไป จากนั้นก็มองไปยังหน้าของไป๋เยว่อิงด้วยแววตาที่หลากหลาย "ไม่ใช่คุณน้าแต่เป็นพี่สาวงั้นหรือคะ พี่คือพี่สาวของหนูจริงใช่ไหม"
คำถามที่ดูไร้เดียงสาของหมิงหรงดังขึ้นมา ทำให้ไป๋เยว่อิงต้องปาดน้ำตาในทันใด เธอตอบเพียงสั้นว่า
"ใช่!"
หมิงหรงก็พลันสวมกอดไป๋เยว่อิงไปพร้อมกับแม่ของเธอในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลายหลาย ทั้งดีใจ ยินดี ตื่นเต้น ทราบซึ้ง เนื่องจากตัวของหมิงหรงเองก็อยากมีพี่น้องมานานแล้ว เมื่อไป๋เยว่อิงกลายมาเป็นพี่สาวของเธอก็เหมือนกับได้เติมเต็มความปรารถนานั้น
ส่วนทางด้านไป๋ฉีเขาตอนนี้อยู่ในสภาพสับสนปรับตัวไม่ทัน ความสัมพันธ์ครอบครัวของเขาในตอนนี้มันอะไรกัน เมื่อไป๋ฉีมาเรียงลำดับดูดีๆเขาก็พลันยิ้มเจื่อนออกมา
จากความคิดของเขาสรุปได้ว่า หมิงเย่เป็นยายของเขาในขณะที่กู่เย่เฉินเป็นตา สุดท้ายคือหมิงหรงที่ตามศักดิ์แล้วสมควรจะเป็นน้าหญิงเล็กของตัวไป๋ฉีเอง
เมื่อคิดได้ดังนี้ชายหนุ่มก็แทบอยากจะร้องไห้ ในตอนที่บุกเบิกเขาเคยทะเลาะกับยายของตัวเองงั้นหรือ แถมในเวลานั้นถ้าโรสไม่ติดต่อมาเขาก็คิดที่จะสะบั้นดาบใส่ยายของตัวเองจริงๆ
ส่วนที่ซับซ้อนกว่านั้นคือหมิงหรงต่อไปเขาควรจะเรียกผู้หญิงคนนี้อย่างไรดี เรียกหรงหรงเหมือนเดิมในฐานะศิษย์อาจารย์ เรียกน้องสาวตามระดับอายุ หรือจะต้องเรียกว่าน้าหญิงเล็กตามศักดิ์ดี