เวทย์มนตร์ัโบราณ ศาสตร์ที่มิใช่เพียงแค่พลังอำนาจ หากเป็ดั่งคำสาบานที่จารึกไว้ด้วยชีวิตและจิติญญาของเผ่าพันธุ์อันสูงส่งเหนือธรรมดา ได้ถูกจารึกไว้ั้แ่ครั้งอดีตกาลที่ไร้จุดเริ่มต้นก่อนที่ดินแดนทรินิตี้เซเว่นจะถือกำเนิดเสียอีก
มันคือหนึ่งในเจตจำนงดั้งเดิมของเหล่าเทพเ้าแห่งั ที่ครั้งหนึ่งได้ปลดเปลื้องตนเองจากพันธนาการแห่ง์เพื่อสลักไว้ซึ่งเสียงแห่งการดำรงอยู่ในห้วงเวลานิรันดร์ ว่ากันว่าเวทย์มนตร์ัโบราณเป็ศาสตร์ต้องห้ามที่ถูกทิ้งไว้ในซากโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์
บางตำรากล่าวว่ามันคือร่องรอยแห่งหายนะของ์ บางปากของผู้รู้กล่าวว่ามันคือบันไดสุดท้ายที่พาผู้บรรลุสู่การเข้าใจสัจธรรม
อานุภาพของมันยิ่งใหญ่เกินพรรณา และอาจเรียกได้ว่าเหนือกว่าเวทมนตร์รูปแบบใดๆที่เคยบังเกิดในสายตาของสรรพชีวิต
ัในฐานะสัญลักษณ์แห่งความเป็หนึ่ง ความศักดิ์สิทธิ์ ความสูงส่ง ความกล้าแกร่ง และความไร้ขีดจำกัด
เป็ตัวแทนของพลังที่มิอาจควบคุมได้โดยมือของปุถุชน
และในตอนนี้ ตัวของโอดิน ผู้ที่เคยได้รับสายเืแห่งเอลฟ์และมนุษย์ ผู้ที่ครั้งหนึ่งถูกเรียกขานว่าเป็จักรพรรดิหมื่นเผ่าพันธุ์ก็รับรู้แล้วว่าเขาไม่มีทางรอดชีวิตไปจากการเผชิญหน้ากับตัวตนอันแข็งแกร่งและทรงอำนาจเบื้องหน้าได้อีกต่อไป
ทว่าในห้วงสุดท้ายของชีวิต โอดินกลับไม่ยอมก้มหน้า เขาเลือกที่จะเปิดใช้กระบวนท่าต้องห้ามขั้นสูงสุด
เวทย์มนตร์ที่แม้แต่เทพเ้าัผู้สถิตอยู่ในห้วงมิติที่หนึ่งก็ยังไม่อยากใช้มัน วิชาที่ต้องแลกด้วยการแผดเผาชีวิตของตนเองทั้งหมด เพื่ออัญเชิญพลังแห่งปฐมบทของัเทพอันเกรียงไกรออกมาทำลายล้างทุกสิ่ง แม้ต้องจบชีวิตก็ขอให้ลากพวกมันทั้งหมดตกตายไปพร้อมกัน
เวทย์มนตร์ัโบราณ ปฐมบทแห่งัเทพ คือพลังอำนาจนั้น
ทันทีที่คำร่ายสุดท้ายสิ้นสุดลง วงเวทย์ขนาดมหาศาลก็ปรากฏขึ้นบนฟากฟ้าเหนือศีรษะของโอดิน
มันมีรูปสัญลักษณ์อันสลับซับซ้อนที่ประกอบด้วยดวงอาทิตย์ ั และดวงดาวเรียงต่อกันเป็ตราแห่งพลังอำนาจ มิติสะท้อนเสียงคำรามแห่งธาตุ อากาศเริ่มเปลี่ยนทิศ กระแสพลังิญญากดทับไปทุกทิศทางจนกระทั่งแสงสว่างยังไม่สามารถแทรกผ่านได้
“ครืนนนนนนนนนนน!”
ฟ้าดินปั่นป่วนดังก้องกังวานไปทั่วทั้งพื้นพิภพ วงแหวนแห่งมนตราที่หมุนวนอยู่กลางฟ้าะเิพลังอำนาจออกมาอย่างรุนแรงที่สุด
มันรุนแรงถึงขั้นที่แม้แต่มิติยังต้องยอมโค้งงอให้กับการสำแดงของพลังระดับเทพ
เสียงคำรามของัดึกดำบรรพ์ดังกึกก้อง สั่นะเืจห้วงมิติที่ซ้อนทับหลายชั้นก็เริ่มสลายตัว
จากภายในสัญลักษณ์แห่งวงแหวน ร่างสีทองอันบริสุทธิ์ของเทพเ้าั มหาัเทพผู้สถิตอยู่ในมิติแห่งแรกได้เคลื่อนผ่านออกมาจากความว่างเปล่า มันปรากฏร่างจากเปลวแสงศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่ซ่านออกมาจากเสียงของโอดิน
มันไม่มีชื่อ เพราะชื่อคือสิ่งที่จำกัดตัวตน แต่มันคือต้นเสียงของสรรพั ัที่บรรจุจิตของเอกภพไว้ในโลหิต มันแผ่พลังจิตอันยิ่งใหญ่จนท้องฟ้าฉีกเป็สองเสี้ยว กลิ่นอายที่แผ่ออกมานั้นเต็มไปด้วยอำนาจที่สามารถกลืนกินแม้แต่ตัวตนแห่งกฎ
“นี่มัน.. พลังของเทพเ้ายังงั้นเหรอ?”
เบเฮมอทและเหล่าสิ่งมีชีวิตในตำนานตนอื่นๆ
เมื่อััได้ถึงคลื่นพลังที่หลั่งไหลออกมาจากัตนนี้ก็ต่างสั่นสะท้านและตกตะลึงไปพร้อมกัน
แม้แต่เทพจักรพรรดิอาร์กานอสที่เยือกเย็นที่สุดยังต้องเบือนหน้าหลบจากแสงตะวันสีทองที่หลั่งไหลลงมาจากเกล็ดของัเทพ
พวกมันไม่เคยคิดเลยว่าผู้วิวัฒน์ระดับ 10 ขั้น 1 คนหนึ่งจะสามารถสำแดงอานุภาพที่ยิ่งใหญ่ได้มากถึงเพียงนี้
ขณะเดียวกัน ตัวของเฟิงซิ่วที่ล่องลอยอยู่เบื้องหน้าก็เผยรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากของเขา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ฟังคล้ายคำท้าทาย
“เข้ามาสิ ฮาฟเอลฟ์ผู้มีพร์แห่งยุค!”
โอดินพอได้ยินก็ไม่ลังเล เขากำหมัดแน่นก่อนจะใช้แขนเหวี่ยงฟาดออกไปยังเบื้องหน้า
ฝ่ามือนั้นเป็การสั่งการวงจรเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่ที่ตนเองร่ายขึ้นให้ทำงานอย่างสมบูรณ์
รัศมีสีทองแผ่ขยายออกในรูปแบบของพายุหมุน ราวกับแสงอาทิตย์ที่พุ่งออกจากศูนย์กลางแห่งเอกภพ
“โฮกกกกกกกกกกกกก!”
ทันใดนั้น ปฐมบทแห่งัเทพก็แผดร้องคำรามออกมา ทำให้ฟ้าและดินถือกำเนิด ถาโถมเข้าใส่เฟิงซิ่วที่ยังคงลอยอยู่ไม่ไกล
ร่างของัเทพที่ถูกปลุกขึ้นนั้นใหญ่โตยิ่งกว่าท้องนภา
ปีกทั้งสองข้างแผ่กว้างเกินฟ้าทั้งฟาก ลำตัวที่หมุนวนในห้วงอากาศดั่งเกลียวอุกกาบาตที่หมุนทะลุผ่านห้วงดาราจักรขณะที่ปากของมันอ้ากว้างออก เผยให้เห็นความว่างเปล่าเบื้องในที่บิดเบี้ยวและไร้กฎ มันดูดกลืนทุกแสง ทุกพลัง ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่อยู่ในแนวสายตา
เฟิงซิ่วยังคงไม่ขยับ ไม่จะตั้งท่า เขาเพียงแต่จ้องมองัตนนั้นด้วยสายตาสงบนิ่ง
ก่อนจะหลุบเปลือกตาลงเล็กน้อยเหมือนยอมรับในพลังที่อีกฝ่ายสามารถอัญเชิญออกมาได้
แต่ในแววตาอันแดงฉานนั้น ไม่มีกระทั่งเงาของความหวาดกลัว