บทที่ 12 โจวจวินฉิงรู้สึกใบหูแดงขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
โจวจวินฉิงหายใจช้าลง เขาพยายามสงบสติอารมณ์ เมื่อได้ยินเจียงอี้ถามถึงาแของเขา แล้วเอ่ยตอบเธอไปว่า "ครับ ผมลาพักงานแล้ว"
"จริงเหรอคะ? พักนานเท่าไหร่?"
"หนึ่งเดือน"
"แป๊บเดียวเอง… แผลลึกขนาดนี้ หนึ่งเดือนยังไม่หายดีหรอกค่ะ"
"พักได้แค่นี้ครับ"
เจียงอี้ถอนหายใจ "งั้นคงต้องบำรุงด้วยอาหาร ในเมื่อคุณลาพักงานแล้ว ก็แวะมาหาฉันบ่อย ๆ สิคะ ฉันจะปรุงยาบำรุงเืลมให้ จะได้หายเร็ว ๆ"
ไม่ใช่เป็ห่วงว่าโจวจวินฉิงจะไม่มีข้าวกิน เพราะคนรวยมีบ้านตั้งหลายหลัง คำว่าลำบากคงไม่ตกถึงเธอหรอก ที่พูดไปแบบนั้นก็เพราะเจียงอี้ทำยาบำรุงเก่ง แม้แต่ครูยังเคยชมว่าเธอมีพร์
"ขอบคุณครับ" โจวจวินฉิงรบกวนเธอมากพอแล้ว แต่เขาก็อยากหายเร็ว ๆ จะได้ไม่เสียเวลาด้วย
ระหว่างที่คุยกันโจวจวินฉิงก็ชะงัก ทำไมบทสนทนานี้มันช่างคุ้นหูอย่างนี้?
เขาหลุบตาลงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ใบหูของโจวจวินฉิงก็แดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง
เขานึกขึ้นได้ ครั้งล่าสุดที่เพื่อนร่วมทีมของเขาได้รับาเ็ ภรรยาของอีกฝ่ายก็กังวลแบบนี้เหมือนกัน บทสนทนาของสามีภรรยาก็แทบจะไม่ต่างจากตอนนี้เลย
โจวจวินฉิงเหลือบมองเด็กสาวที่กำลังตั้งใจพันผ้าพันแผลให้เขา ดวงตากลมโตที่ดูเหมือนจะพูดได้นั้น ตอนนี้หลุบลงเล็กน้อย ขนตายาวงอนยาวราวกับพัดเล็ก ๆ กะพริบปริบ ๆ
ทันทีที่รู้สึกตัวว่าเขามองเจียงอี้จนเหม่อลอยไป โจวจวินฉิงก็รีบละสายตาออกไปอย่างรวดเร็ว
"นี่คือสมุนไพรที่จำเป็ ถ้าหาได้ครบก็ดี ถ้าหาไม่ได้คุณก็บอกฉัน ฉันจะดูว่ามีอะไรทดแทนได้บ้าง"
เจียงอี้หยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมา เขียนรายชื่อสมุนไพรที่้าให้โจวจวินฉิง พลางคิดถึงอาการาเ็ของโจวจวินฉิง จึงเตรียมที่จะเริ่มบำรุงร่างกายให้เขาทันที "ใกล้เที่ยงแล้ว พอดีเลย คุณพักที่นี่ก่อน ฉันจะไปซื้อของมาทำกับข้าว"
โจวจวินฉิงยังคงรู้สึกหน้าร้อนผ่าว เขาจึงตอบสนองช้าไปเล็กน้อย เจียงอี้ก็รีบวิ่งออกไปแล้ว
เด็กคนนี้ช่างไม่คิดหน้าคิดหลัง แม้ว่านี่จะเป็บ้านของเขา แต่ตอนนี้ก็ให้เธอเช่าไปแล้ว เธอกล้าทิ้งเขาไว้ที่นี่คนเดียวได้ยังไง?
โจวจวินฉิงลุกขึ้นเก็บของ พลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ออกไปข้างนอกเช่นกัน
เจียงอี้คุ้นเคยกับแถวนี้เป็อย่างดี เธอจึงตรงไปที่ร้านสหกรณ์ในทันที ่เวลานี้คงไม่มีเนื้อขายแล้ว เหลือแต่กระดูกที่ไม่มีเนื้อติดอยู่ไม่กี่ชิ้น ราคาถูกและไม่ต้องใช้คูปองด้วย
“สหาย กระดูกพวกนี้ฉันขอเหมาหมดเลย” เจียงอี้ควักเงินออกมานับซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทรัพย์สินทั้งหมดของเธอแม้แต่หนึ่งเฟินก็ไม่อยากจะใช้เลยจริง ๆ
ลุงคนขายเนื้อเห็นแล้วก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร ปีนี้การกินเนื้อเพื่อบำรุงร่างกายก็เหมือนกับการฉลองเทศกาล เพียงแต่ว่าเด็กสาวคนนี้ออกแรงบีบเงินแน่นไปหน่อย กำเงินแน่นขนาดนี้ ถ้าออกแรงอีกนิดเงินคงขาดแน่ ๆ
ภายใต้สายตาตกตะลึงของลุง เธอก็ยอมปล่อยมืออย่างอาลัยอาวรณ์
ฮือ ๆ เป็คนกตัญญูต่อผู้มีพระคุณนี่มันลำบากจริงๆ โจวจวินฉิงกินเนื้อคำหนึ่ง ไม่สิ นี่มันไม่นับว่าเป็เนื้อเลย แค่ซดน้ำซุปกระดูกไปคำเดียว เงินหกหยวนแปดเหมาของเธอก็เหลือแค่ห้าหยวนแปดเหมาแล้ว
ดีนะที่เดิมทีเธอต้องบำรุงร่างกายให้พ่อกับแม่อยู่แล้ว ตอนนี้เพิ่มโจวจวินฉิงเข้ามาอีกคน ซุปกระดูกตุ๋นหอม ๆ น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่มีสมุนไพร ไม่งั้นคงได้ผลดียิ่งกว่านี้
พอก้าวเท้าเข้าบ้านเตรียมจะตุ๋นซุป ด้านหลังก็มีเสียงเคาะประตู เจียงอี้ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เพราะยังไม่ได้คุยอะไรกับเพื่อนบ้านแถวนี้เลย ใครกันนะที่มาเวลานี้?
“ขอโทษค่ะ...” เจียงอี้เปิดประตูออกไปเห็นหน้าแขกที่มาเยือนก็ถึงกับอึ้งไป
โอ้ นี่ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็เพื่อนสนิทของโจวจวินฉิง หรือก็คือสหายเจี่ยงิหล่าง ผู้ติดตามข้างกายคนสำคัญยังไงล่ะ!
ชายหนุ่มคิ้วเข้มตาคม พอเห็นเจียงอี้ก็ฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจ แล้วก็พูดเสียงดังฟังชัดว่า “พี่สะใภ้ครับ!”
“ค่ะ!” ฉันก็พลันตาสว่าง รีบตอบรับอย่างร่าเริง
โจวจวินฉิงแอบปีนกำแพงกลับเข้ามาเงียบเชียบเหมือนตอนออกไป ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนเลยออกมาดู โจวจวินฉิง “…”
สรุปคือสองคนนี้กำลังวางแผนอะไรกันอยู่?
เจียงอี้เห็นโจวจวินฉิงเดินออกมา รีบยิ้มประจบประแจงเขา “ไม่ใช่ ๆ ฉันไม่ใช่พี่สะใภ้คุณนะ ฉันฟังผิดไปเอง เรียกว่าพี่สาวก็ได้”
จริง ๆ แล้วหากเจี่ยงิหล่างเรียกว่าป้า เรียกว่ายายเธอก็ไม่ว่า
ใครจะไปคิดว่าชาติที่แล้วเจี่ยงิหล่างจะถือโอกาสที่เธอเรียกโจวจวินฉิงว่าอา เลยเรียกเธอว่าหลานสาวทุกครั้งที่เจอหน้า ดูสิ น่าถีบนัก!
โจวจวินฉิงไม่รู้จะทำยังไงกับเธอดี อายุเท่านี้จะให้คนอื่นเรียกว่า ‘พี่สาว’ เลยอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปเคาะหัวเธอเบา ๆ แล้วหันไปบอกเจี่ยงิหล่างว่า “อย่าเรียกแบบนั้น ของได้หรือยัง?”
“ได้แล้ว” เจี่ยงิหล่างยังคงจ้องมองเจียงอี้ ขยิบตาให้ แล้วทำปากแบบไม่มีเสียงถามโจวจวินฉิงว่า “พี่โจว นี่มันเื่อะไรกันเนี่ย? ไม่ใช่พี่สะใภ้จริง ๆ เหรอ? อย่ามาหลอกผมนะ!”
เจียงอี้รู้สึกจนใจ
แสดงออกชัดขนาดนี้ คิดว่าเธอตาบอดหรือไง?
“ไม่ใช่ พอได้แล้ว ไปได้แล้ว” โจวจวินฉิงรับของแล้วก็ไล่เขาไปทันที รวดเร็วราวกับพังสะพานหลังข้ามเสร็จ
เจี่ยงิหล่างไม่เชื่อ!
เขาไม่รู้ว่าโจวจวินฉิงให้เจียงอี้เช่าบ้านหลังนี้ พอเห็นหญิงสาวสวยมาทำราวกับเป็เ้าของบ้าน ใครจะไปเชื่อว่าทั้งสองคนไม่มีความสัมพันธ์กัน?
ไม่ได้การ เขาจะต้องอยู่ดูท่าทีสักหน่อย เผื่อว่าจะสามารถเป็สายให้คุณตาสวี ตาของโจวจวินฉิงได้
เจี่ยงิหล่างหน้าด้านพอ ถึงแม้โจวจวินฉิงจะไล่ เขาก็ยังไม่ยอมไปง่าย ๆ อาศัยจังหวะที่โจวจวินฉิงเผลอ เขาอุ้มถุงพุ่งเข้าไปในบ้าน "มาถึงขนาดนี้แล้ว ขอผมเข้าไปนั่งข้างในสักหน่อยนะ"
โจวจวินฉิงได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ
เจียงอี้เองก็ชินกับพฤติกรรมแบบนี้ของเขาแล้ว ชาติที่แล้ว ตอนที่เธอไปดื่มกาแฟกับโจวจวินฉิง เจี่ยงิหล่างก็จะต้องมาแจมด้วยทุกครั้ง บอกได้เลยว่าไม่มีใครหน้าหนากว่าเขาอีกแล้ว
"ที่เด็กคนนั้นเอามาให้เมื่อกี้ คือยาจีนเหรอ?"
"เธอรู้งั้นเหรอว่าเป็ยาจีน?" โจวจวินฉิงกำลังจะพูดว่าเจี่ยงิหล่างอายุมากกว่าเธอตั้งหกปี แต่พอเห็นว่าเจียงอี้รู้ว่าข้างในเป็อะไรโดยที่ไม่ต้องเปิดดู ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เจียงอี้รู้สึกภูมิใจขึ้นมาทันที "ไม่ใช่แค่รู้หรอกนะ ฉันยังเดาออกด้วยว่าข้างในมียาจีนอะไรบ้าง บอกแล้วไงว่าฉันน่ะเก่ง เชื่อฉันสิไม่ผิดหวังหรอก"
โจวจวินฉิงได้ยินแล้วก็ยิ้มมุมปากขึ้นมา
ท่าทางร่าเริงของเด็กสาว ไม่ได้ดูน่ารำคาญเลยแม้แต่น้อย กลับกัน ยิ่งมองยิ่งรู้สึกดี
“เก่งขนาดนี้ เริ่มเรียนหมอั้แ่เมื่อไหร่?”
รอยยิ้มของเจียงอี้ชะงักทันที เื่นี้บอกไปไม่ได้หรอก เพราะในชีวิตนี้เธอยังไม่เคยเห็นหน้าอาจารย์เลยด้วยซ้ำ แม้แต่ตอนนี้อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้
ท่านอาจารย์ชอบหายไปอย่างไร้ร่องรอยตลอด แต่ว่ากันว่า เราสองคนมีวาสนาเป็อาจารย์ศิษย์กัน ชาตินี้ท่านปรากฏตัวให้เห็นหน่อยเถอะนะ
ในใจคิดถึงอาจารย์ที่ค่อนข้างจะเพี้ยน ๆ คนนั้น จึงละสายตาไปทางอื่น พร้อมกับพูดตะกุกตะกักว่า “ก็ไม่นานหรอก ประมาณว่า...บางคนอาจจะเกิดมาเป็อัจฉริยะโดยธรรมชาติ คุณก็รู้ นี่เป็เื่ที่ช่วยไม่ได้”
โจวจวินฉิงมองเธออย่างพิจารณา เห็นได้ชัดว่าเด็กสาวกำลังโกหก
ที่น่าขำก็คือ เธอยังไม่วายที่จะแอบชมตัวเอง แม้ในขณะที่โกหก
“เอ่อ พี่โจว คุณไปรับรองเพื่อนของคุณก่อนเถอะ ฉันจะไปทำกับข้าวแล้ว” เจียงอี้กลัวว่าเขาจะถามอะไรอีก จึงรีบหันหลังวิ่งหนีไป
ทันทีที่โจวจวินฉิงก้าวเข้าประตู ก็ถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับสายตาของเจี่ยงิหล่าง ที่จ้องเขม็งราวกับไฟฉาย พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “พี่ยิ้ม พี่ยิ้ม ผมเห็นนะ! เมื่อกี้พี่ยิ้มให้ ‘พี่สะใภ้’ ด้วย!”