บทที่10 : นครแห่งตุ๊กตาพันิญญา
เสียงระฆังแห่งเมืองนาฬิกาดวงดาวดังขึ้นรับรุ่งอรุณแสงแรกของวันสาดผ่านยอดหอคอยสะท้อนกับเฟืองสีทองที่หมุนเป็จังหวะสม่ำเสมออีกครั้ง หลังจากเมืองรอดพ้นจากหายนะผู้คนต่างกลับมาใช้ชีวิตด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะและความหวังที่หวนคืนมะลิยืนอยู่บนระเบียงหอคอย มองดูเมืองเบื้องล่างสายลมอ่อน ๆพัดผ่านใบหน้าเธอยกนาฬิกาพกสีเงินที่เซเลสเทียมอบให้ขึ้นมาดูเข็มของมันยังคงหยุดนิ่งแต่เมื่อเธอััเบา ๆ ผลึกเม็ดเล็กตรงกลางกลับเปล่งแสงสีทองวูบหนึ่ง
"แปลกจัง..."
เธอพึมพำ
"มันเหมือนกำลังตอบสนองอะไรบางอย่าง"
เสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านหลังเซเลสเทียเดินถือกล่องไม้ขนาดยาวเข้ามา พร้อมรอยยิ้มสดใส
"ตื่นเช้ากว่าที่คิดนะ"
มะลิหัวเราะ
"เมื่อก่อนอยู่โลกเดิมฉันตื่นตีห้าทุกวันจนชิน"
แม้จะไม่ได้เล่าเื่โลกเดิมทั้งหมดแต่เพื่อน ๆ ต่างรู้ดีว่า มะลิเคยผ่านชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยและไม่ง่ายมาก่อน เซเลสเทียวางกล่องไม้ลง
"ข้ามีของฝาก"
เมื่อเปิดฝากล่องออกภายในมีผ้าคลุมเดินทางผืนใหม่สีขาวปักลายดาวสีเงินรองเท้าหนังสำหรับเดินทางไกลและกำไลข้อมือทองแดงสลักอักขระเวท
"กำไลนี้จะสร้างม่านป้องกันหนึ่งครั้งเมื่อเ้าอยู่ในอันตราย"
"แต่ใช้ได้เพียงวันละครั้ง"
มะลิรับไว้ด้วยความซาบซึ้ง
"ขอบคุณมาก"
เซเลสเทียยิ้มกว้าง
"ถือเป็ของขวัญจากทั้งเมือง"
หลังอาหารเช้าชาวเมืองจำนวนมากมารวมตัวที่ประตูเมืองเพื่อส่งคณะเดินทางเด็กๆ วิ่งเข้ามามอบดอกไม้ป่าช่อเล็ก ๆ หญิงชราคนหนึ่งยื่นขนมปังอบใหม่ให้ฟินน์
"กินให้อิ่มนะลูก"
ฟินน์ยิ้มกว้าง
"ขอบคุณครับ"
ลูนี่รับขนมหวานมาหลายถุงจนต้องใช้สองมือหอบ
เอเดนหัวเราะเบาๆ
"เ้าจะถือไหวหรือ"
"ไหวสิ"
พูดยังไม่ทันขาดคำถุงขนมก็หล่นลงพื้นทุกคนหัวเราะพร้อมกันบรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น
ออร์แลนเดินออกมาช้าๆ แม้ยังต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัว แต่สีหน้าของเขาสดใสขึ้นมากเขาหยุดตรงหน้ามะลิ
"ข้าติดหนี้เ้า"
มะลิส่ายหน้า
"ไม่มีใครติดหนี้ใครหรอกค่ะ"
"ทุกคนต่างช่วยกัน"
ออร์แลนยิ้มก่อนหยิบแผนที่โบราณม้วนหนึ่งส่งให้
"เส้นทางสายนี้..."
"ไม่มีอยู่ในแผนที่ทั่วไป"
มะลิคลี่แผนที่ออกเป็เส้นทางผ่านป่าทึบสีเขียวเข้มปลายทางคือเมืองที่มีสัญลักษณ์เป็ตุ๊กตาไม้
ด้านล่างเขียนชื่อไว้ว่านครแห่งตุ๊กตาพันิญญาไครอสเห็นชื่อเมืองก็ขมวดคิ้ว
"ข้านึกว่าเมืองนี้ถูกทิ้งร้างไปแล้ว"
ออร์แลนถอนหายใจ
"เมื่อยี่สิบปีก่อนใช่"
"แต่่สามปีที่ผ่านมา..."
"เริ่มมีข่าวลือว่าผู้คนกลับเข้าไปอาศัยอีกครั้ง"
ไอริสถามทันที
"แล้วมีอะไรผิดปกติ"
ออร์แลนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ
"ไม่มีใครที่เข้าไป..."
"...กลับออกมาเหมือนเดิม"
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบลงลูนี่รีบขยับเข้าไปเกาะไหล่มะลิ
"ฟังดูไม่น่าไว้ใจเลย"
ฟินน์พยักหน้า
"ยิ่งเงียบแบบนี้ยิ่งอันตราย"
เอเดนเก็บแผนที่อย่างระมัดระวัง
"ถ้าแม่ทัพเงาคนต่อไปอยู่ที่นั่น"
"เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้"
คณะเดินทางออกจากเมืองใน่สายสองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าและป่าไม้เขียวชอุ่มแต่ยิ่งเดินทางลึกเข้าไปธรรมชาติกลับเริ่มเปลี่ยนไปต้นไม้สูงใหญ่เริ่มแห้งเหี่ยวใบไม้กลายเป็สีเทาไม่มีเสียงนกร้อง
ไม่มีเสียงแมลงมีเพียงความเงียบที่ชวนอึดอัดมะลิสังเกตเห็นตุ๊กตาไม้ตัวเล็ก ๆ แขวนอยู่ตามกิ่งไม้
ทุกตัวแกะสลักเป็รูปรอยยิ้มแต่ดวงตาของมันกลับดูเศร้าสร้อย
"ใครเอามาแขวนไว้นะ"
เธอเอื้อมมือจะหยิบดูไครอสรีบจับข้อมือไว้
"อย่าแตะ"
น้ำเสียงของเขาจริงจังผิดปกติ
"ในดินแดนแห่งนี้..."
"ทุกสิ่งอาจเป็กับดัก"
ตกบ่ายหมอกสีขาวเริ่มลอยต่ำลงทัศนวิสัยเหลือเพียงไม่กี่สิบเมตร ทันใดนั้นเสียงหัวเราะของเด็กก็ดังขึ้นจากในป่า"ฮ่า ๆ ๆ"
"มาจับกันสิ"
ลูนี่รีบหลบหลังไอริส
"มีเด็กอยู่ด้วยหรือ"
แต่ฟินน์กลับส่ายหน้า
"ไม่..."
"ข้าไม่เห็นใคร"
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้เหมือนอยู่ใกล้กว่าเดิมมะลิรู้สึกขนลุกเพราะเสียงนั้น...เหมือนดังอยู่ข้างหูของเธอเฟนริสที่เดินนำหน้ามาตลอดหยุดกะทันหันมันขู่คำรามต่ำ ๆ ขนทั่วตัวลุกชัน เอเดนชักดาบออกจากฝักไครอสเองก็กำด้ามดาบแน่น หมอกค่อย ๆ แยกออกเผยให้เห็นเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่ง
อายุราวเจ็ดหรือแปดขวบสวมชุดกระโปรงสีขาวเก่าๆ อุ้มตุ๊กตาผ้าหมีตัวหนึ่งไว้ในอ้อมแขน เธอยืนอยู่กลางถนนเพียงลำพัง
มะลิรีบเดินเข้าไป"หนู..."
"หลงทางหรือเปล่า"
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นช้าๆ ใบหน้าของเธอน่ารักแต่ดวงตา...กลับไม่มีแววตาของคนมีชีวิต เธอยื่นตุ๊กตาหมีออกมาหามะลิแล้วพูดด้วยเสียงแ่เบา
"พี่สาวคะ..."
"ช่วยอุ้มหนูหน่อยได้ไหม"
มะลิกำลังจะยื่นมือออกไปแต่ทันใดนั้นนาฬิกาพกสีเงินในกระเป๋าของเธอก็เปล่งแสงสีทองสว่างจ้าพร้อมส่งเสียงเตือน ติ๊ง...ติ๊ง... ติ๊ง...
ไครอสะโสุดเสียง
"มะลิ!ถอย!"
แต่สายเกินไป...รอยยิ้มของเด็กหญิงค่อยๆ กว้างขึ้นส่วนตุ๊กตาหมีในอ้อมแขนกลับหันศีรษะมามองมะลิเองและค่อย ๆ...ยิ้มตอบ
................
เสียงเตือนจากนาฬิกาพกสีเงินดังต่อเนื่องติ๊ง... ติ๊ง... ติ๊ง... แสงสีทองจากผลึกกลางนาฬิกาส่องสว่างผ่านหมอกสีเทา มะลิชะงักอยู่กับที่เธอมองเด็กหญิงตรงหน้าอย่างสับสนเด็กคนนี้ดูอ่อนแอเหลือเกินดวงหน้ากลมเล็ก ผมสีดำถักเปียเรียบร้อยและชุดกระโปรงสีขาวที่เปื้อนดินเล็กน้อย ทำให้เธอดูเหมือนเด็กธรรมดาที่หลงป่า แต่มีเพียงดวงตา...ดวงตาที่ว่างเปล่าราวกับไร้จิติญญา
"พี่สาว..."
เด็กหญิงพูดซ้ำด้วยน้ำเสียงใส
"อุ้มหนูหน่อย..."
"หนูเดินไม่ไหวแล้ว"
มะลิเม้มริมฝีปากหัวใจของเธออ่อนยวบภาพของหลานสาวในโลกเดิมผุดขึ้นมาในความทรงจำ
ถ้าเป็เมื่อก่อน...เธอคงรีบเข้าไปอุ้มเด็กคนนี้ทันทีแต่ตอนนี้เธอรู้ว่าการตัดสินใจด้วยความสงสารเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตราย ไครอสก้าวมายืนข้างมะลิดาบของเขายังคงอยู่ในฝัก
แต่ฝ่ามือจับด้ามดาบแน่น
"เด็กคนนี้..."
"ไม่มีเงา"
ทุกคนรีบก้มมองพื้นแม้แสงจากท้องฟ้าจะส่องลงมาแต่ใต้เท้าของเด็กหญิงกลับไม่มีเงาปรากฏ
ลูนี่ขนลุกจนปีกสั่น
"ข้าไม่ชอบเลย"
ฟินน์ยกธนูขึ้นแต่ไม่กล้าขึ้นสาย
"ถ้าเป็เด็กจริง..."
"ข้ายิงไม่ได้"
เอเดนพยักหน้า
"ไม่มีใครยิง"
เด็กหญิงก้มมองตุ๊กตาหมีในอ้อมแขนก่อนลูบหัวมันเบาๆ
"มิโอะ..."
"พี่สาวไม่ยอมอุ้มเรา"
ตุ๊กตาหมีตัวนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นดวงตากระดุมสีดำเปลี่ยนเป็สีแดงเข้มปากที่เย็บติดกันเริ่มฉีกออก ช้า ๆ จนกลายเป็รอยยิ้มกว้างผิดธรรมชาติ
ลูนี่กรีดร้อง
"มันขยับเอง!"
ทันใดนั้นตุ๊กตาหมีก็กระโจนออกจากอ้อมแขนเด็กหญิงพุ่งเข้าหามะลิด้วยความเร็วเหนือคาดเอเดนชักดาบรับทันที เคร้ง! เสียงโลหะปะทะดังสนั่นทุกคนตกตะลึงเพราะกรงเล็บของตุ๊กตาหมีแข็งราวกับเหล็กกล้าตุ๊กตาหมีกลิ้งถอยหลังก่อนยืนสองขาเหมือนมนุษย์มันหัวเราะเสียงแหลม "ฮี่...ฮี่...ฮี่..."
"นายหญิงบอกไว้จริงๆ"
"ผู้ถือเมล็ดดาวมาถึงแล้ว"
คำพูดของมันทำให้เอเดนหรี่ตา
"มันพูดได้"
ไอริสรีบเปิดตำรา เมื่อเห็นสัญลักษณ์บนหน้าผากของตุ๊กตาสีหน้าของเธอก็ซีดเผือด
"นี่ไม่ใช่หุ่นเชิดธรรมดา"
"มันคือ..."
"...ตุ๊กตาิญญา"
ในขณะนั้นเองเสียงปรบมือดังขึ้นจากกลางหมอกแปะ...แปะ...แปะ... หญิงสาวผมสีเงินค่อย ๆ เดินออกมาเธอสวมชุดเดรสสีม่วงเข้มประดับลูกไม้สีดำ ในมือขวาถือตุ๊กตาผ้าตัวเล็ก ส่วนมือซ้ายถือร่มสีดำแม้ไม่มีฝนตกใบหน้าของเธองดงามราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบแต่รอยยิ้มกลับเย็นเยียบ
"สวัสดี"
เธอโค้งตัวอย่างสุภาพ
"ข้าชื่อ..." "...ลูเครเซีย"
ไอริสสูดลมหายใจแรง"แม่ทัพเงาลำดับที่สี่..."
"ผู้เชิดหุ่นพันิญญา"
หญิงสาวยิ้มกว้างขึ้น"โอ้..."
"ยังมีคนจำข้าได้"
เธอหมุนตุ๊กตาในมือเบาๆ เส้นด้ายสีดำบางเฉียบหลายร้อยเส้นปรากฏขึ้นกลางอากาศบางเส้นเชื่อมกับตุ๊กตาหมีบางเส้น...ทอดยาวลึกเข้าไปในหมอกลูเครเซียดีดนิ้วหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นเด็กชาย เด็กหญิงและผู้ใหญ่หลายสิบคนก็เดินออกมาจากหมอกอย่างช้า ๆ ทุกคนมีสีหน้าไร้อารมณ์ดวงตาว่างเปล่าและมีเส้นด้ายสีดำผูกติดกับแผ่นหลัง มะลิถึงกับเบิกตากว้าง
"พวกเขา..."
"เป็คนจริง"
ลูเครเซียหัวเราะเบาๆ
"แน่นอน"
"ข้าไม่ชอบสร้างของปลอม"
"ของจริง..."
"...มีค่ากว่ามาก"
ฟินน์กำธนูแน่น
"เ้าควบคุมคนพวกนี้งั้นหรือ"
"ใช่"
ลูเครเซียตอบอย่างภาคภูมิใจ
"ทุกคนคือคอลเลกชันของข้า"
มะลิรู้สึกโกรธจนมือสั่น
"ปล่อยพวกเขาเดี๋ยวนี้!"
ลูเครเซียเอียงศีรษะ
"ทำไมข้าต้องปล่อย"
"พวกเขาไม่ต้องทุกข์"
"ไม่ต้องร้องไห้"
"ไม่ต้องผิดหวัง"
"เพียงเชื่อฟังข้า..."
"...ก็มีความสุขแล้ว"
มะลิส่ายหน้า
"นั่นไม่ใช่ความสุข"
"นั่นคือการพรากชีวิตของพวกเขา"
ลูเครเซียถอนหายใจเบาๆ เหมือนกำลังคุยกับเด็กที่ไม่เข้าใจโลก
"มนุษย์น่าสงสาร"
"พวกเ้าชอบเรียกสิ่งที่ทำให้เ็ปว่าอิสรภาพ"
ทันใดนั้นลูเครเซียยกนิ้วขึ้นเส้นด้ายสีดำสั่นไหวพร้อมกันชาวบ้านหลายสิบคนหยิบอาวุธขึ้น บางคนถือขวานบางคนถือมีด บางคนเป็เพียงเด็กที่ถือไม้ท่อนเล็ก แต่ทุกคนเดินเข้าหาคณะเดินทาง
เอเดนกำดาบแน่นฟินน์ขึ้นสายธนู ไครอสก้าวมาข้างหน้า แต่ไม่มีใครกล้าลงมือเพราะศัตรูตรงหน้า...
ไม่ใช่อสูรแต่เป็ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกควบคุมลูเครเซียหัวเราะอย่างพอใจ
"เอาสิ"
"ฆ่าพวกเขา"
"หรือจะยอมให้พวกเขาฆ่าเ้า"
มะลิกัดริมฝีปากนี่คือศัตรูที่น่ากลัวที่สุดั้แ่เธอเดินทางมาเพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน...ก็มีคนต้องเ็ปทันใดนั้น เมล็ดดาวแห่งความหวังและเมล็ดดาวแห่งความกล้าหาญบนหลังมือของเธอก็ส่องแสงพร้อมกันอีกครั้งแต่ครั้งนี้...แสงไม่ได้พุ่งออกจากตัวมะลิกลับพุ่งไปยังเด็กหญิงคนแรกที่ยืนอุ้มตุ๊กตาหมี
เด็กหญิงสะดุ้งน้ำตาหยดหนึ่งค่อยๆ ไหลออกจากดวงตาที่ไร้แวว ริมฝีปากของเธอสั่นเบา ๆ ก่อนเปล่งเสียงแ่ราวกระซิบ
"...ช่วย..."
"...ช่วยพวกเราด้วย..."
คำพูดนั้นทำให้ลูเครเซียหุบยิ้มทันทีเธอจ้องมะลิด้วยสายตาเ็าก่อนพูดช้า ๆ
"น่าสนใจ..."
"เ้าััิญญาที่ข้าผนึกไว้ได้"
"ถ้าอย่างนั้น..."
"...ข้าจะไม่เล่นอีกต่อไป"
เธอดีดนิ้วดังเป๊าะ! เส้นด้ายสีดำทั่วทั้งป่าพร้อมใจกระตุกและเงาคนอีกนับร้อย...ก็เริ่มเดินออกมาจากความมืด
..............
หมอกสีเทาปกคลุมผืนป่าจนแทบมองไม่เห็นปลายทางชาวเมืองที่ถูกเส้นด้ายสีดำควบคุมค่อยๆ เดินออกมาจากความมืดทีละคน สิบคน...ห้าสิบคน...หนึ่งร้อยคน...ไม่นานจำนวนของพวกเขาก็มากกว่าสองร้อยชีวิตทุกคนมีสีหน้าไร้อารมณ์ ดวงตาว่างเปล่าและมีเส้นด้ายสีดำเชื่อมต่อจากแผ่นหลังลอยหายเข้าไปในหมอกลูนี่หน้าซีดจนแทบไม่มีสีเื
"เยอะเกินไปแล้ว..."
ฟินน์ลดคันธนูลงช้าๆ
"ข้ายิงไม่ได้จริงๆ"
เอเดนกำดาบแน่นจนเส้นเืปูดขึ้นดาบในมือของเขาไม่เคยสั่นแม้ต้องเผชิญสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่า
แต่วันนี้...มือของเขากลับสั่นเพราะศัตรูคือผู้บริสุทธิ์ลูเครเซียกางแขนออกด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนราวกับกำลังแนะนำครอบครัวอันเป็ที่รัก
"สวยงามไหม"
"ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสงบ"
"ไม่มีการทะเลาะ"
"ไม่มีา"
"ไม่มีใครโกหก"
เธอลูบตุ๊กตาในอ้อมแขนเบาๆ
"เพราะทุกคนเชื่อฟังเสียงเดียว"
มะลิมองใบหน้าของผู้คนเ่าั้บางคนมีคราบน้ำตาแห้งติดอยู่บางคนพยายามขยับปลายนิ้วราวกับกำลังต่อสู้กับบางสิ่ง เธอรู้ทันที...พวกเขายังมีสติอยู่เพียงแต่ร่างกายไม่ใช่ของตนเองมะลิสูดลมหายใจลึก
ก่อนก้าวออกไปเพียงลำพังเอเดนรีบคว้าแขนเธอ
"อันตราย"
มะลิส่ายหน้า
"ฉันอยากลองอีกครั้ง"
เธอเดินเข้าไปหาเด็กหญิงที่ร้องขอความช่วยเหลือเมล็ดดาวทั้งสองดวงเปล่งแสงอ่อนๆ ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เมื่อมะลิเอื้อมมือแตะหน้าผากเด็กหญิงโลกทั้งใบก็พลันเงียบงันภาพตรงหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนไปเธอไม่ได้อยู่ในป่าอีกแล้ว แต่ยืนอยู่กลางทุ่งดอกไม้สีฟ้าเด็กหญิงคนเดิมกำลังวิ่งเล่นกับพ่อและแม่ เสียงหัวเราะดังอย่างมีความสุข
"แม่ดูสิ!"
"หนูทำมงกุฎดอกไม้ได้แล้ว!"
ผู้เป็แม่หัวเราะพลางสวมมงกุฎให้ลูกสาวผู้เป็พ่อยิ้มกว้างก่อนอุ้มลูกขึ้นหมุนไปรอบๆ
มะลิมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มแต่แล้ว...ท้องฟ้ากลับมืดลงหมอกสีดำค่อย ๆ กลืนกินทุ่งดอกไม้
เสียงกรีดร้องดังขึ้นเด็กหญิงร้องไห้สุดเสียง
"แม่!"
"พ่อ!"
เส้นด้ายสีดำพุ่งออกมาจากความมืดพันรอบร่างของทั้งครอบครัวก่อนทุกอย่างจะกลายเป็สีดำ
มะลิลืมตาขึ้นน้ำตาไหลอาบแก้มเด็กหญิงยังคงยืนอยู่ตรงหน้าแต่ตอนนี้...เธอรู้แล้วว่าเด็กคนนี้ยังมีหัวใจ
เพียงถูกขังไว้ภายใน
ลูเครเซียหรี่ตา"เ้ามองเห็นความทรงจำของพวกเขา"
ไอริสใ"เป็ไปได้หรือ"
ไครอสพยักหน้าเบาๆ
"พลังใหม่ของเมล็ดดาว"
"เสียงแห่งดวงิญญา"
ลูเครเซียถอนหายใจ
"ข้าลืมไป..."
"ผู้ถือเมล็ดดาวที่มีสองดวงย่อมทำได้"
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเศร้า
"รู้ไหม..."
"เมื่อก่อนข้าก็เชื่อในอิสรภาพ"
ทุกคนเงียบลงเป็ครั้งแรก...ที่รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอจางหาย
"ข้ามีครอบครัว"
"มีน้องสาว"
"มีหมู่บ้านเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ"
เธอยิ้มบางๆ
"วันหนึ่ง..."
"โจรบุกเข้ามา"
"พวกเขาปล้นฆ่า และเผาทุกอย่าง"
ดวงตาของลูเครเซียสั่นไหว
"ทุกคนร้องขอความช่วยเหลือ"
"แต่ไม่มีผู้กล้าคนไหนมา"
"ไม่มีาาคนไหนส่งทหารมา"
"ไม่มีเทพองค์ใดตอบรับคำอธิษฐาน"
เธอก้มมองตุ๊กตาในมือ
"เหลือเพียง..."
"...ตุ๊กตาตัวนี้"
มะลิสังเกตเห็นว่าตุ๊กตาที่ลูเครเซียกอดไว้สวมชุดเหมือนเด็กหญิงตัวเล็กและมีริบบิ้นสีฟ้าเก่าๆ ผูกอยู่
"มันคือ..."
ลูเครเซียยิ้มเศร้า
"น้องสาวของข้า"
ทุกคนตกตะลึง
"ข้าเก็บิญญาของนางไว้"
"เพื่อไม่ให้นางจากไป"
"จากนั้น..."
"ข้าก็คิดได้"
"ถ้าทุกคนเชื่อฟัง"
"ถ้าทุกคนอยู่ภายใต้การควบคุม"
"ก็จะไม่มีา"
"ไม่มีการทรยศ"
"ไม่มีใครต้องเสียใจอีก"
เธอเงยหน้าขึ้นรอยยิ้มอันอ่อนโยนกลับมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้...มันเต็มไปด้วยความบิดเบี้ยว
"โลกที่ข้าสร้าง..."
"...สมบูรณ์แบบ"
มะลิส่ายหน้าเบาๆ
"ไม่..."
"โลกแบบนั้นไม่มีชีวิต"
"ต่อให้ไม่มีน้ำตา"
"แต่ก็ไม่มีเสียงหัวเราะที่แท้จริง"
ลูเครเซียหัวเราะ
"เ้าพูดเหมือนคนที่ไม่เคยสูญเสีย"
มะลิหลับตาลงเธอนึกถึงชีวิตในโลกเดิมความเหน็ดเหนื่อย ความผิดหวัง การจากลาที่ไม่มีวันหวนกลับ
เธอเปิดตาขึ้นอีกครั้งก่อนตอบอย่างหนักแน่น
"ฉันเคยสูญเสีย"
"ฉันเคยร้องไห้"
"ฉันเคยคิดว่าโลกไม่ยุติธรรม"
"แต่เพราะอย่างนั้น..."
"ฉันถึงรู้ว่าความสุขมีค่ามากแค่ไหน"
"ถ้าไม่มีสิทธิ์เลือก"
"ความสุขก็ไม่ใช่ความสุขอีกต่อไป"
คำพูดนั้นทำให้ลูเครเซียนิ่งไปครู่หนึ่งมือที่กอดตุ๊กตาแน่นเริ่มสั่นราวกับหัวใจที่ถูกปิดตายมานาน
กำลังเกิดรอยร้าวแต่เพียงชั่วครู่ดวงตาของเธอก็กลับมาเ็า
"เกือบแล้ว..."
"เกือบถูกเ้าหลอกเสียแล้ว"
เธอยกตุ๊กตาขึ้นเหนือศีรษะเส้นด้ายสีดำทั่วทั้งป่ากระตุกพร้อมกันชาวเมืองหลายร้อยคนคุกเข่าลง
แล้วพลังเงาก็หลั่งไหลเข้าสู่ตุ๊กตาเสียงหัวเราะของเด็กน้อยหลายร้อยคนดังซ้อนกันอย่างน่าขนลุก
"ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า..."พื้นดินเริ่มสั่นะเื ตุ๊กตาในมือของลูเครเซียค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นหนึ่งเมตร...
สามเมตร...ห้าเมตร...จนกลายเป็ตุ๊กตาั์สูงกว่าสิบเมตรดวงตาสีดำสนิทของมันค่อย ๆ เปิดขึ้น
ก่อนก้มลงมามองมะลิพร้อมเอ่ยด้วยเสียงของเด็กหญิงนับร้อยที่ดังประสานกัน
"คืนพวกเรา..."
"หรือปลดปล่อยพวกเรา..."
"เ้าจะเลือกทางไหน..."
"...ผู้ถูกเลือกแห่งเมล็ดดาว"
...............
ตุ๊กตาั์สูงกว่าสิบเมตรยืนตระหง่านอยู่กลางป่าหมอกสีเทาหมุนวนรอบร่างของมันราวกับพายุ
ดวงตาสีดำสนิทค่อยๆ ก้มลงมามองมะลิเสียงของเด็กนับร้อยดังประสานกันจนแยกไม่ออกว่าเป็เสียงของใคร
"คืนพวกเรา..."
"หรือปลดปล่อยพวกเรา..."
"ผู้ถูกเลือกแห่งเมล็ดดาว..."
พื้นดินเริ่มสั่นะเืต้นไม้ใหญ่หักโค่นลงทีละต้นแรงกดดันมหาศาลแผ่ปกคลุมไปทั่วป่า
ฟินน์รีบขึ้นสายธนูเอเดนยกดาบขึ้นตั้งท่า ไครอสก้าวมายืนหน้าทุกคน แต่ไม่มีใครลงมือ
เพราะทุกคนรู้ดี...พลังของตุ๊กตาั์เกิดจากิญญาของผู้บริสุทธิ์หากทำลายมันด้วยกำลัง
ิญญาเ่าั้อาจสูญสลายไปด้วยลูเครเซียกอดตุ๊กตาตัวเล็กแนบอกดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเ็ป
"เห็นหรือยัง"
"นี่คือสิ่งที่พวกเ้าปกป้อง"
"โลกที่ปล่อยให้ผู้คนร้องไห้"
"โลกที่พรากคนสำคัญไป"
มะลิก้าวออกมาเพียงลำพังเธอไม่ชักดาบแห่งคำอธิษฐานไม่ยกมือเตรียมโจมตีแต่เดินตรงไปข้างหน้า
เอเดนะโ"มะลิ!"
เธอหันมายิ้ม"เชื่อฉันนะ"
เพียงประโยคเดียวก็ทำให้เอเดนลดดาบลงมะลิเดินไปจนอยู่ตรงหน้าตุ๊กตาั์เธอหลับตาวางมือทั้งสองข้างลงบนหน้าอก เมล็ดดาวแห่งความหวังและเมล็ดดาวแห่งความกล้าหาญเปล่งประกายสว่างไสวแสงสีทองและสีแดงค่อยๆหลอมรวมกันแต่ครั้งนี้...แสงไม่ได้กลายเป็ดาบกลับแผ่กระจายออกเป็ละอองดาวนับพันละอองดาวลอยไปแตะหน้าผากของชาวเมืองทีละคนน้ำตาเริ่มไหลจากดวงตาที่เคยว่างเปล่า
เด็กหญิงคนแรกยิ้มทั้งน้ำตา
"แม่..."
ชายชราที่ถูกควบคุมกระซิบเบาๆ
"ข้ายังจำได้..."
หญิงสาวคนหนึ่งร้องไห้
"ฉันอยากกลับบ้าน..."
ไอริสเบิกตากว้าง
"นี่คือ..."
ไครอสยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
"บทเพลงแห่งดวงิญญา"
"พลังที่แท้จริงของผู้ถือเมล็ดดาว"
"ไม่ใช่การทำลาย"
"แต่คือการปลุกหัวใจ"
เส้นด้ายสีดำเริ่มสั่นทีละเส้น...ทีละเส้น...ก่อนจะขาดออกเองชาวเมืองค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น เมื่อพวกเขาลืมตาอีกครั้งแววตาที่เคยว่างเปล่ากลับมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ลูเครเซียใจนถอยหลัง
"เป็ไปไม่ได้..."
"ไม่มีใครตัดเส้นด้ายแห่งิญญาได้!"
มะลิยิ้มอย่างอ่อนโยน
"ฉันไม่ได้ตัดมัน"
"พวกเขา..."
"...เลือกตัดมันด้วยตัวเอง"
ลูเครเซียส่ายหน้าแรงๆ
"ไม่!"
"ไม่มีใครเลือกความเ็ป!"
มะลิมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น
"ใช่"
"ไม่มีใครอยากเจ็บ"
"แต่การมีชีวิต..."
"หมายถึงการได้เลือก"
"แม้บางครั้ง..."
"จะเลือกผิดก็ตาม"
ลูเครเซียนิ่งงันเธอก้มมองตุ๊กตาในอ้อมแขนหยดน้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนใบหน้าของตุ๊กตา
ทันใดนั้นริบบิ้นสีฟ้าที่ซีดจางกลับส่องแสงอ่อนๆ ิญญาของเด็กหญิงตัวเล็กค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
เธอยิ้มให้พี่สาวอย่างอ่อนโยน
"พี่คะ..."
"หนูไม่เคยโกรธพี่เลย"
ลูเครเซียทรุดตัวลง
"ไม่..."
"อย่าไป..."
เด็กหญิงส่ายหน้า
"หนูไม่ได้จากไป"
"หนูอยู่ในความทรงจำของพี่เสมอ"
"แต่พี่ต้องปล่อยหนู..."
"...เพื่อให้พี่ได้ใช้ชีวิตต่อ"
ิญญาของเด็กหญิงค่อยๆ จางหายพร้อมรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุด ลูเครเซียร้องไห้ออกมาอย่างที่ไม่เคยร้องไห้มาก่อนเมื่อหัวใจของผู้เชิดหุ่นคลายพันธนาการตุ๊กตาั์ก็เริ่มแตกสลาย มันไม่ได้ะเิ
แต่ค่อยๆ กลายเป็ละอองแสงสีขาว ิญญานับร้อยดวงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าทุกดวงโค้งคำนับให้มะลิ
ก่อนหายไปกับแสงดาวหมอกสีเทาที่ปกคลุมป่ามาหลายปีค่อยๆ สลายหายไป แสงอาทิตย์ส่องลงมายังพื้นป่าอีกครั้ง ต้นไม้ที่เหี่ยวเฉาเริ่มผลิใบอ่อนดอกไม้เล็กๆ เบ่งบานทั่วผืนดิน ลูเครเซียเดินมาหามะลิ
เธอถอดเข็มกลัดรูปตุ๊กตาไม้ที่ติดอยู่บนหน้าอกก่อนวางลงในมือของมะลิ
"ข้าแพ้แล้ว"
"แต่..."
"ข้าดีใจ"
เธอยิ้มทั้งน้ำตา
"ขอบคุณ..."
"...ที่ช่วยปลดปล่อยน้องสาวของข้า"
มะลิกุมมือของเธอไว้
"เธอไม่ได้อยู่คนเดียว"
"เริ่มต้นใหม่ได้นะ"
ลูเครเซียพยักหน้าเบาๆ ก่อนเดินจากไปโดยไม่มีเส้นด้ายสีดำแม้แต่เส้นเดียวติดตัว
ในขณะนั้นเองเข็มกลัดรูปตุ๊กตาไม้ก็เปล่งแสงขึ้นกลางอัญมณีเม็ดเล็กปรากฏแผนที่โบราณ
ทุกคนรีบมองเส้นทางสีทองค่อยๆ ลากผ่านูเา แม่น้ำ และทะเลทราย ก่อนหยุดที่ต้นไม้ขนาดมหึมาซึ่งสูงเสียดฟ้าไอริสเปิดตำราอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นสัญลักษณ์เดียวกัน เธอก็อุทาน
"ต้นไม้แห่งโลก..."
"อิกดราซิล!"
ไครอสพยักหน้า
"ตามตำนาน"
"ต้นไม้แห่งโลกเชื่อมโยงทุกสรรพชีวิต"
"และเป็สถานที่ซึ่ง..."
"...เมล็ดดาวแห่งปัญญาหลับใหลอยู่"
ทันใดนั้นเมล็ดดาวทั้งสองบนหลังมือของมะลิก็ส่องประกายพร้อมกันราวกับตอบรับการเดินทางครั้งใหม่
แต่ในเงามืดอันห่างไกล...ภายในปราสาทสีดำาาแห่งเงากำลังจ้องมองภาพทั้งหมดผ่านกระจกเวท
ริมฝีปากของเขายกขึ้นเป็รอยยิ้ม
"น่าสนใจ..."
เขาหันไปมองชายร่างสูงผู้สวมชุดคลุมสีเขียวเข้มรอบตัวมีเถาวัลย์สีดำเลื้อยพัน
"ถึงตาเ้าแล้ว..."
ชายผู้นั้นลืมตาสีมรกตขึ้นช้าๆ ก่อนโค้งศีรษะรับคำสั่ง
"ข้าจะทำให้..."
"ต้นไม้แห่งโลก..."
"...กลายเป็สุสานของผู้ถือเมล็ดดาว"
เปลวไฟสีดำลุกโชนขึ้นทั่วห้องบัลลังก์การเดินทางครั้งใหม่...กำลังจะเริ่มต้น
.....................
จบบทที่ 10
ขอกำลังใจด้วยนะค่ะ