ศาลาสังข์ไม่ได้ดูยิ่งใหญ่อย่างที่คิด
หลินไม่รู้ว่าคาดหวังอะไรไว้บางทีก็คิดว่าคงเป็อาคารใหญ่โต มีเสาสูง มีประตูแกะสลัก มีแสงออกมาจากข้างในแบบที่สถานที่สำคัญในหิมพานต์น่าจะเป็ แบบที่สมเหตุสมผลสำหรับสถานที่ที่ต้องใช้เวลาเดินมาเกือบสองอาทิตย์เพื่อไปถึง
แต่ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าคือศาลาเก่าขนาดกลางหลังคามีมอสขึ้น เสาไม้โบราณที่ยืนอยู่ได้เพราะรากไม้เลื้อยที่พันไว้มากกว่าโครงสร้างประตูไม้ที่ไม่มีกลอน ไม่มีล็อคเปิดอยู่ ก้านนิ่งเหมือนรอให้ใครมาตลอด
ป่ารอบๆศาลาเงียบแบบที่ต่างออกไป ไม่ใช่เงียบแบบเขตไร้เสียงแต่เงียบแบบที่รู้ว่ามีบางอย่างอยู่ข้างใน และป่าเคารพมัน
"นี่คือ..."หลินพูดแล้วหยุด
"ใช่" เรนพูด
"เล็กกว่าที่คิด"
"สิ่งสำคัญไม่ต้องใหญ่เสมอไป"
หลินมองศาลา มองเรนมองศาลาอีกครั้ง "ก่อนเข้าฉันต้องเตรียมตัวอะไรไหม?"
"ไม่" เรนพูด"แค่เดินเข้าไป"
ข้างในมืดกว่าข้างนอกแต่ไม่มืดสนิท แสงเข้ามาทางช่องเล็กๆ ระหว่างไม้ แสงจางๆแต่พอให้มองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงกลางห้อง
แท่นหิน ไม่สูง ไม่มีการตกแต่ง แค่หินแบนๆที่วางอยู่กลางห้อง แบบที่บอกว่ามันสำคัญโดยไม่ต้องพูด
และบนแท่นนั้นมีสังข์
หลินเคยเห็นสังข์ในวัดเคยเห็นในรูปถ่าย เคยได้ยินเสียงสังข์จากพิธีกรรม แต่สังข์ตรงหน้าต่างออกไปไม่ใช่ขนาดที่ต่าง ขนาดพอๆ กัน แต่สิ่งที่ต่างคือ "น้ำหนัก"ที่รู้สึกได้แม้ยังไม่ได้จับเหมือนสังข์นั้นมีอยู่ในห้องนี้มานานพอที่จะกลายเป็ส่วนหนึ่งของห้องและห้องก็กลายเป็ส่วนหนึ่งของสังข์
สีขาวอมเหลือง ผิวเรียบมีรอยที่ดูเหมือนอักขระแต่ก็อาจเป็แค่ลวดลายธรรมชาติของเปลือก หลินเข้าไปมองใกล้ขึ้นแล้วก็รู้ว่าเป็อักขระเขียนเล็กมากจนต้องก้มหน้าเข้าไปดู
อักขระเดียวกับที่เธอเคยอ่านออกเสียงได้ในหิมพานต์
เธอยื่นมือออกไป
หยุดก่อนจะแตะ มองเรน "ถ้าฉันแตะจะเกิดอะไรขึ้น?"
"ยังไม่รู้แน่"เรนพูด "แต่สังข์เรียกเธอมาก็ไม่น่าจะทำร้ายเธอ เมื่อมาถึง"
"ไม่น่าจะ"หลินพูดซ้ำ
"ไม่น่าจะ"
"เป็คำยืนยันที่ดีมาก"
"ฉันไม่รู้จริงๆ"
หลินถอนหายใจแล้วก็วางมือลงบนสังข์
ไม่มีแสง ไม่มีเสียงไม่มีการสั่นะเื
แค่เย็นเย็นแบบหินที่อยู่ในร่มนาน
แล้วก็รู้สึกว่ามีบางอย่างรับรู้ว่ามีคนอยู่ที่นี่ไม่ใช่การรับรู้ที่ฉับพลัน แต่เป็การรับรู้แบบช้าๆแบบที่บางอย่างที่หลับอยู่นานเริ่มตื่น
หลินถอนมือออกมา
"รู้สึกอะไร?"เรนถาม
"รู้สึกว่ามันรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่"หลินพูด "แค่นั้น ไม่มีอะไรมากกว่านั้น"
เรนพยักหน้า
ทั้งสองยืนอยู่กับสังข์สักครู่หนึ่งป่าข้างนอกส่งเสียงเบาๆ ผ่านช่องไม้ เสียงลม เสียงสัตว์เสียงชีวิตที่ดำเนินต่อไปข้างนอกศาลานี้
"เรน" หลินพูด
"อะไร?"
"ถึงแล้ว"
เขาหันมามองเธอ
"เราถึงแล้ว"หลินพูดซ้ำ เสียงแปลกที่ตัวเองได้ยินแล้วก็ไม่แน่ใจว่ารู้สึกยังไง
"เราเดินมาเกือบยี่สิบวันผ่านสระ ผ่านลานผนึก ผ่านมณี ผ่านตลาด ผ่านครุฑ ผ่านเขตไร้เสียง และถึงแล้ว"
"ใช่"
"แล้วทีนี้ต้องทำอะไรต่อล่ะ?"
เรนนิ่งซึ่งหลินรู้จักแล้วว่าหมายความว่าอะไร แต่ครั้งนี้นิ่งนานกว่าปกติ
"เรน"
"มีสองเื่ที่ต้องบอก"เขาพูด น้ำเสียงเรียบกว่าปกติ
หลินรู้สึกบางอย่างในท้องสัญชาตญาณที่บอกว่าสิ่งที่จะได้ยินต่อจากนี้จะเปลี่ยนอะไรบางอย่าง
"บอกมาสิ"
เรนมองสังข์ ไม่มองหลินแบบที่คนบางคนมองสิ่งที่ไม่เคลื่อนไหวเพื่อหาความมั่นคงก่อนพูดเื่ยาก
"สังข์นี้เชื่อมกับประตูสุรเสียงทั้งหมดในหิมพานต์"เรนพูด "ไม่ใช่แค่ประตูที่เธอเข้ามาจากที่เธอมา ทุกประตูที่เปิดระหว่างโลกทั้งสองเสียงของสังข์นี้ควบคุมมัน"
หลินมองสังข์ มองเรน"ทั้งหมด?"
"ทั้งหมด"
"แปลว่าถ้าใครควบคุมสังข์นี้ได้ก็ควบคุมได้ว่าใครเข้าและออกระหว่างสองโลกได้งั้นเหรอ"
"ใช่"
"นั่นคือเหตุผลที่ฝ่ายเงา้ามัน"
"ใช่"
หลินนิ่งกับเื่นั้นสิ่งที่เดินตามหามาเกือบยี่สิบวัน ไม่ใช่แค่วิธีกลับบ้านแต่เป็จุดศูนย์กลางของอำนาจที่ใหญ่กว่านั้นมาก
"เื่ที่สอง"หลินพูด รู้ว่ายังมีอีกข้อ
เรนหันมามองเธอครั้งนี้มองตรงๆ ไม่มองสังข์
"หิมพานต์ไม่ได้ส่งเสียงสังข์มาเรียกเธอโดยบังเอิญ"เขาพูด "เสียงสังข์เลือกเสียงสุรเสียงต้องห้ามเพื่อสิ่งที่เฉพาะเจาะจงไม่ใช่แค่ส่งมาเป็ลูกหลงจากฝั่งอื่น"
หลินฟัง ไม่พูด
"เสียงสุรเสียงที่แรงพอจะปลุกหิมพานต์คือเสียงเดียวกันที่แรงพอจะปิดประตูได้" เรนพูด ทีละคำแบบที่บอกว่าคิดถึงวิธีพูดนี้มานานแล้ว"หิมพานต์เรียกเธอมาเพราะ้าให้ปิดประตูไม่ใช่เพราะ้าให้เธอผ่าน"
ห้องเงียบกริบ
ป่าข้างนอกยังส่งเสียงแต่ข้างในศาลาเหมือนเสียงนั้นมาไม่ถึง
"ปิดประตู"หลินพูดซ้ำ เสียงแบนราบ "แปลว่าถ้าฉันทำ ฉันกลับไม่ได้"
เรนไม่ตอบทันที ซึ่งก็เป็คำตอบ
"เรน"
"อาจมีวิธีอื่น"เขาพูด "ฉันยังไม่รู้ทั้งหมด แต่นั่นคือสิ่งที่ป่า้า และนั่นคือสิ่งที่ฉันซ่อนไว้ั้แ่ต้น"
"ั้แ่ต้น"
"ใช่"
หลินมองเรน มองนานมองแบบที่พยายามอ่านใบหน้าที่ไม่ค่อยแสดงอะไร บางอย่างในนั้น เธออ่านออกสิ่งที่เรนรู้สึก ไม่ใช่ไม่แยแส ไม่ใช่เฉยชาแต่เป็ความหนักของคนที่รู้ความจริงแล้วรอช้านานมากเกินไปก่อนจะพูด
"ทำไมถึงเพิ่งมาบอกตอนนี้?"เธอถาม
"เพราะเราถึงแล้ว"เรนพูด "และเพราะเธอบอกฉัน ความจริงเื่ซิน ฉันควรบอกความจริงนี้ก่อนนานกว่านี้แล้ว"
หลินถอนหายใจไม่ใช่ถอนหายใจโกรธ แต่ถอนหายใจแบบที่ต้องปล่อยลมออกให้หมดก่อนจะคิดได้ตรงๆ
"เธอรู้ั้แ่วันแรก?"
"ไม่แต่รู้ั้แ่ก่อนถึงมณี"
"แปลว่ารู้มาหลายวันแล้ว"
"ใช่"
"และไม่บอก"
"ใช่"
หลินนั่งลงบนพื้นหินข้างๆแท่น มองขึ้นไปที่หลังคาศาลาที่มีมอสขึ้น คิดถึงสิ่งที่เดินมาเกือบยี่สิบวันคิดถึงทุกสิ่งที่ผ่านมา แล้วก็คิดถึงสิ่งที่รู้สึกตอนนั้น
ไม่ใช่โกรธ ไม่ใช่ไม่โกรธเป็บางอย่างระหว่างนั้นที่ยังไม่มีชื่อ
"เธอกลัวที่จะบอกฉัน"หลินพูด ไม่ใช่คำถาม
"กลัวว่าถ้าบอกเธอจะไม่เดินต่อ"
"แล้วถ้าฉันไม่เดินต่อหิมพานต์ก็ไม่ได้สิ่งที่้า ฝ่ายเงาก็ยังตามหาสังข์ต่อไปและประตูทุกประตูก็ยังเปิดอยู่"
"ใช่"
"เธอเลือกระหว่างบอกความจริงกับทำให้ภารกิจสำเร็จ"
"ใช่"
หลินนิ่งกับเื่นั้นฟังดูง่ายกว่าเมื่อพูดออกมาชัดๆ แต่ก็ไม่ได้ง่าย เรนเลือกสิ่งที่คิดว่าถูกแต่ทำโดยซ่อนจากเธอและตอนนี้เขายืนตรงหน้าและบอกความจริงแม้ยังไม่รู้ว่าเธอจะทำอะไรต่อ
"ฉันโกรธ" หลินพูดไม่ใช่เพื่อตำหนิ แต่เพราะต้องพูด "แค่อยากให้รู้ว่าโกรธ"
"รู้"
"และฉันเข้าใจว่าทำไมแต่ก็ยังโกรธ"
"โอเค"
"สองอย่างนั้นอยู่ด้วยกันได้"
"ได้"
หลินนิ่งอีกครู่ป่าข้างนอกส่งเสียงผ่านช่องไม้ เสียงลม เสียงใบไม้เสียงที่รู้ว่าป่ายังฟังอยู่เสมอ
"มีวิธีอื่นไหม?"เธอพูดในที่สุด "นอกจากปิดประตู"
"ยังไม่รู้"
"้าเวลาเท่าไหร่ถึงจะรู้?"
"ไม่รู้" เรนพูด"แต่มีคนที่อาจรู้ ที่ศาลานี้มีบันทึกของผู้พิทักษ์รุ่นก่อนๆรวมถึงบันทึกที่เกี่ยวกับสังข์ ถ้ามีวิธีอื่น น่าจะอยู่ในนั้น"
หลินมองรอบห้องเห็นชั้นที่วางสิ่งที่ดูเหมือนม้วนหนังสือเก่าๆ อยู่ตามผนังมองไม่เห็นชัดในแสงน้อย
"แปลว่าต้องอยู่ที่นี่สักพัก"
"อาจสักพัก"
"และฝ่ายเงาก็รู้ตำแหน่งเราจากระฆัง"
"อาจรู้แล้ว"
หลินลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นออกจากกางเกง มองสังข์บนแท่นอีกครั้ง แล้วมองเรน
"งั้น" เธอพูด"ฉันต้องเรียนรู้ให้ได้ว่าเสียงของฉันคือภัยหรือทางรอด"
เรนมองเธอ
"ไม่ใช่แค่สำหรับหิมพานต์"หลินพูดต่อ เสียงไม่สั่น ไม่เบา แต่มีบางอย่างข้างในที่ยังไม่แน่นอนแต่ก็ยังพูดได้ "สำหรับฉันด้วย ฉันต้องรู้ว่าเสียงที่ฉันมีมาตลอดชีวิตเสียงที่ฉันใช้พากย์ ใช้ร้อง ใช้สอน ใช้บอกอัน ใช้ทุกวันเสียงนั้นคืออะไรกันแน่"
ป่าข้างนอกเงียบลงเล็กน้อยเหมือนฟัง
"ฉันไม่รู้ว่าจะปิดประตูหรือเปล่า"หลินพูด "ไม่รู้ว่าจะหาวิธีอื่นได้ไหม ไม่รู้ว่าจะกลับบ้านได้ไหม"หยุดสักครู่ "แต่ฉันรู้ว่าถ้าไม่รู้จักเสียงของตัวเองจริงๆ สักวันหนึ่งฉันก็จะตัดสินใจผิดพลาดแบบที่อาจแก้ไม่ได้อีกแล้ว"
เรนฟัง ไม่ขัด
"ดังนั้นก่อนอื่น"หลินพูด "เธอช่วยฉันอ่านบันทึกพวกนั้นได้ไหม?"
เรนมองเธอสักครู่มีบางอย่างในตาที่หลินอ่านออก ไม่ใช่ความโล่งอก ไม่ใช่ความดีใจแต่ใกล้กับบางอย่างที่รู้สึกว่า "โอเค เราอยู่ตรงนี้แล้วและจะเดินต่อจากตรงนี้"
"ได้"
หลินพยักหน้าแล้วก็เดินไปทางชั้นบันทึก
สังข์อยู่บนแท่นหลังเธอเงียบ เย็น ผิวขาวอมเหลือง รอ
ป่าข้างนอกยังส่งเสียงอยู่ยังฟังอยู่ ยังมีอยู่ เหมือนที่มีมาตลอดั้แ่วันแรกที่หลินก้าวเข้ามาในหิมพานต์
และหลินก็ยังมีเสียงเสียงที่เธอยังไม่รู้ว่าคือภัยหรือทางรอด แต่รู้ว่าต้องเรียนรู้ให้ได้
นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับตอนนี้