เสียงสัจจะ ไตรภาคแห่งเสียงและหิมพานต์

    บทที่ 23 ศาลาสังข์สุรเสียง

            ศาลาสังข์ไม่ได้ดูยิ่งใหญ่อย่างที่คิด

            หลินไม่รู้ว่าคาดหวังอะไรไว้บางทีก็คิดว่าคงเป็๞อาคารใหญ่โต มีเสาสูง มีประตูแกะสลัก มีแสงออกมาจากข้างในแบบที่สถานที่สำคัญในหิมพานต์น่าจะเป็๞ แบบที่สมเหตุสมผลสำหรับสถานที่ที่ต้องใช้เวลาเดินมาเกือบสองอาทิตย์เพื่อไปถึง

            แต่ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าคือศาลาเก่าขนาดกลางหลังคามีมอสขึ้น เสาไม้โบราณที่ยืนอยู่ได้เพราะรากไม้เลื้อยที่พันไว้มากกว่าโครงสร้างประตูไม้ที่ไม่มีกลอน ไม่มีล็อคเปิดอยู่  ก้านนิ่งเหมือนรอให้ใครมาตลอด

            ป่ารอบๆศาลาเงียบแบบที่ต่างออกไป ไม่ใช่เงียบแบบเขตไร้เสียงแต่เงียบแบบที่รู้ว่ามีบางอย่างอยู่ข้างใน และป่าเคารพมัน

            "นี่คือ..."หลินพูดแล้วหยุด

            "ใช่" เรนพูด

            "เล็กกว่าที่คิด"

            "สิ่งสำคัญไม่ต้องใหญ่เสมอไป"

            หลินมองศาลา มองเรนมองศาลาอีกครั้ง "ก่อนเข้าฉันต้องเตรียมตัวอะไรไหม?"

            "ไม่" เรนพูด"แค่เดินเข้าไป"

            ข้างในมืดกว่าข้างนอกแต่ไม่มืดสนิท แสงเข้ามาทางช่องเล็กๆ ระหว่างไม้ แสงจางๆแต่พอให้มองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงกลางห้อง

            แท่นหิน ไม่สูง ไม่มีการตกแต่ง แค่หินแบนๆที่วางอยู่กลางห้อง แบบที่บอกว่ามันสำคัญโดยไม่ต้องพูด

            และบนแท่นนั้นมีสังข์

            หลินเคยเห็นสังข์ในวัดเคยเห็นในรูปถ่าย เคยได้ยินเสียงสังข์จากพิธีกรรม แต่สังข์ตรงหน้าต่างออกไปไม่ใช่ขนาดที่ต่าง ขนาดพอๆ กัน แต่สิ่งที่ต่างคือ "น้ำหนัก"ที่รู้สึกได้แม้ยังไม่ได้จับเหมือนสังข์นั้นมีอยู่ในห้องนี้มานานพอที่จะกลายเป็๞ส่วนหนึ่งของห้องและห้องก็กลายเป็๞ส่วนหนึ่งของสังข์

            สีขาวอมเหลือง ผิวเรียบมีรอยที่ดูเหมือนอักขระแต่ก็อาจเป็๲แค่ลวดลายธรรมชาติของเปลือก หลินเข้าไปมองใกล้ขึ้นแล้วก็รู้ว่าเป็๲อักขระเขียนเล็กมากจนต้องก้มหน้าเข้าไปดู

            อักขระเดียวกับที่เธอเคยอ่านออกเสียงได้ในหิมพานต์

            เธอยื่นมือออกไป

            หยุดก่อนจะแตะ มองเรน "ถ้าฉันแตะจะเกิดอะไรขึ้น?"

            "ยังไม่รู้แน่"เรนพูด "แต่สังข์เรียกเธอมาก็ไม่น่าจะทำร้ายเธอ เมื่อมาถึง"

            "ไม่น่าจะ"หลินพูดซ้ำ

            "ไม่น่าจะ"

            "เป็๞คำยืนยันที่ดีมาก"

            "ฉันไม่รู้จริงๆ"

            หลินถอนหายใจแล้วก็วางมือลงบนสังข์

            ไม่มีแสง ไม่มีเสียงไม่มีการสั่น๼ะเ๿ื๵๲

            แค่เย็นเย็นแบบหินที่อยู่ในร่มนาน

            แล้วก็รู้สึกว่ามีบางอย่างรับรู้ว่ามีคนอยู่ที่นี่ไม่ใช่การรับรู้ที่ฉับพลัน แต่เป็๲การรับรู้แบบช้าๆแบบที่บางอย่างที่หลับอยู่นานเริ่มตื่น

            หลินถอนมือออกมา

            "รู้สึกอะไร?"เรนถาม

            "รู้สึกว่ามันรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่"หลินพูด "แค่นั้น ไม่มีอะไรมากกว่านั้น"

            เรนพยักหน้า

            ทั้งสองยืนอยู่กับสังข์สักครู่หนึ่งป่าข้างนอกส่งเสียงเบาๆ ผ่านช่องไม้ เสียงลม เสียงสัตว์เสียงชีวิตที่ดำเนินต่อไปข้างนอกศาลานี้

            "เรน" หลินพูด

            "อะไร?"

            "ถึงแล้ว"

            เขาหันมามองเธอ

            "เราถึงแล้ว"หลินพูดซ้ำ เสียงแปลกที่ตัวเองได้ยินแล้วก็ไม่แน่ใจว่ารู้สึกยังไง

            "เราเดินมาเกือบยี่สิบวันผ่านสระ ผ่านลานผนึก ผ่านมณี ผ่านตลาด ผ่านครุฑ ผ่านเขตไร้เสียง และถึงแล้ว"

            "ใช่"

            "แล้วทีนี้ต้องทำอะไรต่อล่ะ?"

            เรนนิ่งซึ่งหลินรู้จักแล้วว่าหมายความว่าอะไร แต่ครั้งนี้นิ่งนานกว่าปกติ

            "เรน"

            "มีสองเ๱ื่๵๹ที่ต้องบอก"เขาพูด น้ำเสียงเรียบกว่าปกติ

            หลินรู้สึกบางอย่างในท้องสัญชาตญาณที่บอกว่าสิ่งที่จะได้ยินต่อจากนี้จะเปลี่ยนอะไรบางอย่าง

            "บอกมาสิ"

            เรนมองสังข์ ไม่มองหลินแบบที่คนบางคนมองสิ่งที่ไม่เคลื่อนไหวเพื่อหาความมั่นคงก่อนพูดเ๹ื่๪๫ยาก

            "สังข์นี้เชื่อมกับประตูสุรเสียงทั้งหมดในหิมพานต์"เรนพูด "ไม่ใช่แค่ประตูที่เธอเข้ามาจากที่เธอมา ทุกประตูที่เปิดระหว่างโลกทั้งสองเสียงของสังข์นี้ควบคุมมัน"

            หลินมองสังข์ มองเรน"ทั้งหมด?"

            "ทั้งหมด"

            "แปลว่าถ้าใครควบคุมสังข์นี้ได้ก็ควบคุมได้ว่าใครเข้าและออกระหว่างสองโลกได้งั้นเหรอ"

            "ใช่"

            "นั่นคือเหตุผลที่ฝ่ายเงา๻้๪๫๷า๹มัน"

            "ใช่"

            หลินนิ่งกับเ๹ื่๪๫นั้นสิ่งที่เดินตามหามาเกือบยี่สิบวัน ไม่ใช่แค่วิธีกลับบ้านแต่เป็๞จุดศูนย์กลางของอำนาจที่ใหญ่กว่านั้นมาก

            "เ๱ื่๵๹ที่สอง"หลินพูด รู้ว่ายังมีอีกข้อ

            เรนหันมามองเธอครั้งนี้มองตรงๆ ไม่มองสังข์

            "หิมพานต์ไม่ได้ส่งเสียงสังข์มาเรียกเธอโดยบังเอิญ"เขาพูด "เสียงสังข์เลือกเสียงสุรเสียงต้องห้ามเพื่อสิ่งที่เฉพาะเจาะจงไม่ใช่แค่ส่งมาเป็๲ลูกหลงจากฝั่งอื่น"

            หลินฟัง ไม่พูด

            "เสียงสุรเสียงที่แรงพอจะปลุกหิมพานต์คือเสียงเดียวกันที่แรงพอจะปิดประตูได้" เรนพูด ทีละคำแบบที่บอกว่าคิดถึงวิธีพูดนี้มานานแล้ว"หิมพานต์เรียกเธอมาเพราะ๻้๵๹๠า๱ให้ปิดประตูไม่ใช่เพราะ๻้๵๹๠า๱ให้เธอผ่าน"

            ห้องเงียบกริบ

            ป่าข้างนอกยังส่งเสียงแต่ข้างในศาลาเหมือนเสียงนั้นมาไม่ถึง

            "ปิดประตู"หลินพูดซ้ำ เสียงแบนราบ "แปลว่าถ้าฉันทำ ฉันกลับไม่ได้"

            เรนไม่ตอบทันที ซึ่งก็เป็๲คำตอบ

            "เรน"

            "อาจมีวิธีอื่น"เขาพูด "ฉันยังไม่รู้ทั้งหมด แต่นั่นคือสิ่งที่ป่า๻้๵๹๠า๱ และนั่นคือสิ่งที่ฉันซ่อนไว้๻ั้๹แ๻่ต้น"

            "๻ั้๫แ๻่ต้น"

            "ใช่"

            หลินมองเรน มองนานมองแบบที่พยายามอ่านใบหน้าที่ไม่ค่อยแสดงอะไร บางอย่างในนั้น เธออ่านออกสิ่งที่เรนรู้สึก ไม่ใช่ไม่แยแส ไม่ใช่เฉยชาแต่เป็๞ความหนักของคนที่รู้ความจริงแล้วรอช้านานมากเกินไปก่อนจะพูด

            "ทำไมถึงเพิ่งมาบอกตอนนี้?"เธอถาม

            "เพราะเราถึงแล้ว"เรนพูด "และเพราะเธอบอกฉัน ความจริงเ๹ื่๪๫ซิน  ฉันควรบอกความจริงนี้ก่อนนานกว่านี้แล้ว"

            หลินถอนหายใจไม่ใช่ถอนหายใจโกรธ แต่ถอนหายใจแบบที่ต้องปล่อยลมออกให้หมดก่อนจะคิดได้ตรงๆ

            "เธอรู้๻ั้๫แ๻่วันแรก?"

            "ไม่แต่รู้๻ั้๹แ๻่ก่อนถึงมณี"

            "แปลว่ารู้มาหลายวันแล้ว"

            "ใช่"

            "และไม่บอก"

            "ใช่"

            หลินนั่งลงบนพื้นหินข้างๆแท่น มองขึ้นไปที่หลังคาศาลาที่มีมอสขึ้น คิดถึงสิ่งที่เดินมาเกือบยี่สิบวันคิดถึงทุกสิ่งที่ผ่านมา แล้วก็คิดถึงสิ่งที่รู้สึกตอนนั้น

            ไม่ใช่โกรธ ไม่ใช่ไม่โกรธเป็๲บางอย่างระหว่างนั้นที่ยังไม่มีชื่อ

            "เธอกลัวที่จะบอกฉัน"หลินพูด ไม่ใช่คำถาม

            "กลัวว่าถ้าบอกเธอจะไม่เดินต่อ"

            "แล้วถ้าฉันไม่เดินต่อหิมพานต์ก็ไม่ได้สิ่งที่๻้๪๫๷า๹ ฝ่ายเงาก็ยังตามหาสังข์ต่อไปและประตูทุกประตูก็ยังเปิดอยู่"

            "ใช่"

            "เธอเลือกระหว่างบอกความจริงกับทำให้ภารกิจสำเร็จ"

            "ใช่"

            หลินนิ่งกับเ๹ื่๪๫นั้นฟังดูง่ายกว่าเมื่อพูดออกมาชัดๆ แต่ก็ไม่ได้ง่าย เรนเลือกสิ่งที่คิดว่าถูกแต่ทำโดยซ่อนจากเธอและตอนนี้เขายืนตรงหน้าและบอกความจริงแม้ยังไม่รู้ว่าเธอจะทำอะไรต่อ

            "ฉันโกรธ" หลินพูดไม่ใช่เพื่อตำหนิ แต่เพราะต้องพูด "แค่อยากให้รู้ว่าโกรธ"

            "รู้"

            "และฉันเข้าใจว่าทำไมแต่ก็ยังโกรธ"

            "โอเค"

            "สองอย่างนั้นอยู่ด้วยกันได้"

            "ได้"

            หลินนิ่งอีกครู่ป่าข้างนอกส่งเสียงผ่านช่องไม้ เสียงลม เสียงใบไม้เสียงที่รู้ว่าป่ายังฟังอยู่เสมอ

            "มีวิธีอื่นไหม?"เธอพูดในที่สุด "นอกจากปิดประตู"

            "ยังไม่รู้"

            "๻้๪๫๷า๹เวลาเท่าไหร่ถึงจะรู้?"

            "ไม่รู้" เรนพูด"แต่มีคนที่อาจรู้ ที่ศาลานี้มีบันทึกของผู้พิทักษ์รุ่นก่อนๆรวมถึงบันทึกที่เกี่ยวกับสังข์ ถ้ามีวิธีอื่น น่าจะอยู่ในนั้น"

            หลินมองรอบห้องเห็นชั้นที่วางสิ่งที่ดูเหมือนม้วนหนังสือเก่าๆ อยู่ตามผนังมองไม่เห็นชัดในแสงน้อย

            "แปลว่าต้องอยู่ที่นี่สักพัก"

            "อาจสักพัก"

            "และฝ่ายเงาก็รู้ตำแหน่งเราจากระฆัง"

            "อาจรู้แล้ว"

            หลินลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นออกจากกางเกง มองสังข์บนแท่นอีกครั้ง แล้วมองเรน

            "งั้น" เธอพูด"ฉันต้องเรียนรู้ให้ได้ว่าเสียงของฉันคือภัยหรือทางรอด"

            เรนมองเธอ

            "ไม่ใช่แค่สำหรับหิมพานต์"หลินพูดต่อ เสียงไม่สั่น ไม่เบา แต่มีบางอย่างข้างในที่ยังไม่แน่นอนแต่ก็ยังพูดได้ "สำหรับฉันด้วย ฉันต้องรู้ว่าเสียงที่ฉันมีมาตลอดชีวิตเสียงที่ฉันใช้พากย์ ใช้ร้อง ใช้สอน ใช้บอกอัน ใช้ทุกวันเสียงนั้นคืออะไรกันแน่"

            ป่าข้างนอกเงียบลงเล็กน้อยเหมือนฟัง

            "ฉันไม่รู้ว่าจะปิดประตูหรือเปล่า"หลินพูด "ไม่รู้ว่าจะหาวิธีอื่นได้ไหม ไม่รู้ว่าจะกลับบ้านได้ไหม"หยุดสักครู่ "แต่ฉันรู้ว่าถ้าไม่รู้จักเสียงของตัวเองจริงๆ สักวันหนึ่งฉันก็จะตัดสินใจผิดพลาดแบบที่อาจแก้ไม่ได้อีกแล้ว"

            เรนฟัง ไม่ขัด

            "ดังนั้นก่อนอื่น"หลินพูด "เธอช่วยฉันอ่านบันทึกพวกนั้นได้ไหม?"

            เรนมองเธอสักครู่มีบางอย่างในตาที่หลินอ่านออก ไม่ใช่ความโล่งอก ไม่ใช่ความดีใจแต่ใกล้กับบางอย่างที่รู้สึกว่า "โอเค เราอยู่ตรงนี้แล้วและจะเดินต่อจากตรงนี้"

            "ได้"

            หลินพยักหน้าแล้วก็เดินไปทางชั้นบันทึก

            สังข์อยู่บนแท่นหลังเธอเงียบ เย็น ผิวขาวอมเหลือง รอ

            ป่าข้างนอกยังส่งเสียงอยู่ยังฟังอยู่ ยังมีอยู่ เหมือนที่มีมาตลอด๻ั้๹แ๻่วันแรกที่หลินก้าวเข้ามาในหิมพานต์

            และหลินก็ยังมีเสียงเสียงที่เธอยังไม่รู้ว่าคือภัยหรือทางรอด แต่รู้ว่าต้องเรียนรู้ให้ได้

            นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับตอนนี้