ผมมองซ้ายมองขวาด้วยความสับสนอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเปิดประตูเดินเข้าไปในบ้านตามที่เด็กคนนั้นบอกบ้านหลังนี้ผมเคยมาเยือนหลายครั้งในสมัยก่อนแม้จะเป็เพียง่เวลาสั้น ๆ แต่มันก็มีความทรงจำอัดแน่นอยู่ในนี้มากมาย
ผมมองไปยังห้องนั่งเล่นที่เราสองคนเคยนั่งอ่านหนังสือด้วยกันและพบว่าตรงนั้นมีเตียงผู้ป่วยหลังหนึ่งตั้งอยู่และมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนนั้น
“มาทางนี้สิ”
ญานันคนที่ผมเคยรู้จักนั่งกวักมือเรียกผมเข้าไปหาภาพของเด็กผู้หญิงชั้นม.4 ที่ชอบใส่แว่นกรอบเหลี่ยม ทำหน้านิ่ง ๆและพูดน้อยคนนั้นกลับมาอีกครั้ง ดวงตากลมโตของเธอ ริมฝีปากเรียวเล็กยังคงไม่เปลี่ยนไปแม้จะอยู่ในวัยที่โตขึ้นจากเดิมมากแล้วก็ตาม
เธอแต่งหน้าบาง ๆและอยู่ในชุดที่ดูไม่เหมือนคนกำลังป่วยตามที่เธอบอกจนผมแอบสงสัยว่านี่เธอกำลังแกล้งอะไรผมหรือเปล่าดูเหมือนว่าเธอจะรู้ว่าผมกำลังสงสัยจึงพูดออกมาว่า
“ไม่ต้องสงสัยหรอกฉันไม่ได้แกล้งอะไรทั้งนั้นล่ะ”
“เธอดูแข็งแรงดีกว่าที่บอกซะอีกนะ”
“ก็อุตส่าได้เจอคุณชาทั้งทีขอสวยหน่อยไม่ได้หรือไง?”
ญานันตอบพลางหัวเราะเบาๆ
บอกตรง ๆสมองผมมันตื้อไปหมด ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี เอ...เวลาที่คนเราเจอแฟนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานานนี่ควรต้องพูดอะไรก่อนเหรอ? ผมยืนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกไปว่า
“ไม่เจอกันนานเลยนะ”
“ช้าไปแล้ว”
เธอตบมุกอย่างรวดเร็วพลางส่ายหัวไปมาด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย
“ไม่เจอกันสิบห้าปีคำที่จะพูดคำแรกคือคำนี้เองเหรอ?”
“ขอโทษ...”
“ฟังจนเบื่อแล้ว”
แล้วจะให้พูดอะไรล่ะ...
ญานันหรี่ตามองผมผ่านกรอบแว่นสี่เหลี่ยมพลางส่ายหัวเบาๆ
“พูดว่าสวยเหมือนเดิมเลยนะไม่เป็?”
“ก็รู้ว่าผมไม่ใช่คนแบบนั้นนี่...”
“เอาเถอะฉันจะยกโทษให้ก็แล้วกัน”
ยังเป็คนที่เข้าใจยากเหมือนเดิมเลยนะผมก็อยากจะพูดออกไปแบบนั้นหรอก แต่มีหวังคงโดนโกรธจริง ๆ แน่ถ้าผมพูดออกไป
ญานันมองไปที่เก้าอี้ข้างๆ เตียงเป็เชิงให้ผมนั่งลง ผมเลื่อนเก้าอี้ตัวนั้นเข้ามาใกล้ ๆเตียงก่อนที่จะนั่งลงตามคำชวน เมื่อเห็นผมนั่งลงข้าง ๆ เตียงแล้วญานันก็เอ่ยขึ้นมาว่า
“ฝากดูแลญาดาลูกสาวฉันหน่อยได้ไหม”
อยู่ดี ๆ ก็ปล่อยหมัดตรงมาเลยเรอะ จะตรงเกินไปแล้วเฮ้ย!
ญานันที่เห็นผมเบิกตากว้างด้วยความใผุดรอยยิ้มขึ้นมาบางๆ ที่มุมปากก่อนจะพูดต่อ
“สงสัยใช่ไหม?”
ผมไม่ได้ตอบออกไปแค่พยักหน้าเบา ๆ เท่านั้น มันก็แน่อยู่แล้วน่ะนะ เป็ใครจะไม่สงสัยกันบ้างล่ะอยู่ ๆ แฟนเก่าก็เรียกมาหาบอกว่า ‘ฉันกำลังจะตายฝากดูแลลูกสาวหน่อยได้ไหม’ แบบนี้ ใครไม่งงผมยอมให้ต่อยเลยเอ้า
“ฉันเป็มะเร็งน่ะ”
เธอตอบข้อข้องใจของผมออกมาพร้อมกับรอยยิ้มผมนั่งอึ้งไปครู่หนึ่งด้วยความใ ก่อนจะเอ่ยถามออกไป
“รู้ตัวั้แ่เมื่อไหร่?”
“เมื่อครึ่งปีก่อน”
“แล้วเด็กคนนั้นรู้ไหม?”
“รู้สิ”
เด็กคนนั้นรู้ด้วยงั้นเหรอถ้าอย่างนั้นแล้ว...
“แล้วทำไมถึงอยากฝากเด็กคนนั้นไว้กับผมล่ะ?”
ผมเอ่ยถามเื่ที่กำลังสงสัยออกไป
ญานันเงียบไปครู่หนึ่งแววตาของเธอดูเศร้าลงเล็กน้อย
“เด็กคนนั้นตอนนี้เหลือแค่ฉันคนเดียวน่ะ”
“แล้วพ่อของเด็กคนนั้นล่ะ?”
ถึงผมจะรู้ว่าเื่แบบนี้ไม่ควรถามก็เถอะแต่มันเป็เื่ที่ผมจำเป็ต้องรู้หากว่าเธออยากจะฝากเด็กคนนั้นให้ผมดูแลจริง ๆ
“ฉันตั้งท้องหนูดาตอนอายุ 18 น่ะกับผู้ชายคนนึงที่คบกันได้เพียงแค่วันเดียว”
“.....”
ญานันมองออกไปนอกหน้าต่างพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ
“บางครั้งความเหงามันก็น่ากลัวนะ ฉันที่ย้ายไปอยู่ที่รัสเซีย่แรก ๆคุยกับใครไม่ได้เลยต้องตั้งใจเรียนภาษารัสเซียเพื่อที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นได้อย่างเต็มที่ภาษาอังกฤษที่คิดว่าตัวเองเก่งแต่พอไปอยู่ที่นั่นแล้วมันแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยจริง ๆ”
ญานันพูดพลางห่อไหล่ลงเล็กน้อยแววตาของเธอดูเศร้าลงกว่าเมื่อครู่เสียอีก
“พอรู้ตัวอีกที เวลาก็ผ่านไปสองปีแล้ว ฉันที่กำลังโดนความเหงาเล่นงาน จู่ ๆก็มีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาทำความรู้จัก เข้ามาตีสนิทด้วยสุดท้ายฉันกับเขาก็ตกลงกันและมีอะไรกันในวันนั้นนั่นล่ะ”
“...........”
“หลังจากที่เรามีอะไรกันในวันนั้น เขาก็หายตัวไปจากชีวิตฉันทันทีตอนแรกฉันก็ใอยู่หรอกว่า ‘อ้ะ!นี่ฉันโดนฟันแล้วทิ้งงั้นเหรอ?’ อะไรแบบนั้นมันก็เสียใจอยู่หรอกนะ แต่พอมาคิด ๆ ดูแล้วฉันก็ไม่ได้รักอะไรผู้ชายคนนั้นเลยแม้แต่นิดเดียวมันเป็แค่ความเหงาที่มาผิดที่ผิดเวลาเท่านั้นเอง”
เธอพูดออกมาราวกับเป็เื่ธรรมดา
บอกตรง ๆตอนนี้ความรู้สึกสับสนก่อตัวขึ้นในหัวใจของผมเต็มไปหมด ทั้งโกรธ ทั้งเสียใจทั้งเห็นใจเธอ อยากจะเข้าไปกอดเธอไว้ตอนนี้เลย แต่...เหมือนมันมีอะไรบางอย่างที่คอยห้ามตัวเองอยู่
“แล้วพ่อกับแม่เธอว่ายังไงบ้างล่ะ”
ผมถามกลับไปเบาๆ โดยที่พยายามบังคับไม่ให้เสียงตัวเองสั่น ญานันระบายยิ้มออกมาบาง ๆก่อนจะอธิบายต่อ
“ตอนที่รู้ตัวว่าตั้งท้องหนูดาพ่อกับแม่ฉันโกรธมากเลยนะเชื่อไหม แต่ไม่นานนักท่านทั้งสองก็เข้าใจและยอมรับมันพอหนูดาเกิดมาก็เห่อกันใหญ่เลยล่ะ ท่านทั้งสองรักหนูดามาก ๆ เลยนะ”
“ถ้างั้นแล้วทำไม...?”
ผมถามออกไปด้วยความสงสัยแววตาของญานันได้เปลี่ยนเป็แววตาเศร้า ๆ อีกครั้ง
“พ่อกับแม่ฉันเสียไปเมื่อสองปีก่อนน่ะสิ จากอุบัติเหตุ”
ผมเงียบไปด้วยความใอีกครั้ง
“ตอนนั้นพวกเราตั้งใจว่าจะไปเที่ยวที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กด้วยกันสี่คนน่ะแต่บังเอิญหนูดาเกิดป่วยขึ้นมาฉันกับหนูดาก็เลยไม่ได้ไปด้วยระหว่างทางไปเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กรถยนต์ของคุณพ่อกับคุณแม่เกิดประสบอุบัติเหตุทำให้ท่านทั้งสองเสียไปน่ะ ตอนนั้นหนูดาร้องไห้อย่างหนักแถมเศร้าไปเป็เดือนเลยนะรู้ไหม”
“แล้วญาติคนอื่น ๆ ของเธอล่ะ”
“ไม่มีหรอก ครอบครัวของคุณพ่อไม่ได้ติดต่อกันนานแล้วส่วนญาติฝั่งแม่ฉันที่เป็คนไทยฉันก็ไม่อยากให้หนูดาไปอยู่ด้วยหรอก”
“ทำไมล่ะ?”
“พวกนั้นหวังสมบัติที่พ่อกับแม่ฉันทิ้งไว้ให้น่ะสิ ตอนที่พ่อกับแม่เสียพวกนั้นก็ทำตัวงี่เง่า แกล้งทำเป็สงสาร เห็นใจแต่ลับหลังก็เรียกฉันว่าท้องไม่มีพ่อบ้างล่ะ สำส่อนบ้างล่ะแล้วแบบนี้ฉันจะปล่อยให้หนูดาไปอยู่ด้วยได้ยังไงกัน”
ญานันพูดพลางทำสีหน้ารังเกียจผมเองก็เห็นด้วยนะที่เธอไม่อยากให้ลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอไปอยู่กับคนที่จ้องจะฮุบสมบัติของครอบครัวเธอแต่ว่านะ ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมถึงต้องเป็ผมทั้งที่เราสองคนเป็แค่แฟนเก่ากันเท่านั้น...
“สงสัยอยู่ใช่ไหม ว่าทำไมฉันถึงอยากให้คุณชาดูแลหนูดา”
ผมไม่ตอบเพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ เท่านั้น
“ฉันยังรักคุณชาอยู่นะ”
หา?
“อย่าทำหน้าใแบบนั้นสิ ฉันพูดเื่จริงนะ”
“เื่แบบนี้ใครจะไม่ใกันล่ะ”
ผมพยายามแย้งกลับไปญานันหัวเราะเบา ๆ พลางก้มตัวลงมาใกล้ ๆ ผม
“ฉันยังรักคุณชาเหมือนเดิม ั้แ่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนนะ”
บอกตรงๆ ว่าผมไม่เชื่อ แฟนเก่าที่เลิกกันไปเมื่อเกือบสิบห้าปีก่อนมาพูดว่ายังรักผมอยู่มันไม่ใช่อะไรที่จะเชื่อกันได้ง่าย ๆและยิ่งเธอกลับมาพร้อมกับลูกสาวแบบนี้แล้วด้วย มันยิ่งเชื่อยากเข้าไปใหญ่ถึงเธอจะบอกว่าแค่เผลอใจก็เถอะ...
ดูเหมือนว่าญานันจะรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่เธอจึงรีบอธิบายต่อ
“ฉันกับหนูดาเคยเจอคุณชาที่มอสโกเมื่อสี่ปีก่อน แต่ตอนนั้นฉันไม่กล้าทักน่ะ”
พอเธอพูดแบบนั้นผมก็นึกถึงเื่ที่ผมไปหาข้อมูลเขียนนิยายที่มอสโกเมื่อสี่ปีก่อนตอนนั้นไม่รู้เป็อะไร อยู่ดี ๆ ก็นึกอยากไปมอสโกพอคิดว่าอยากไปปุ๊บก็รีบไปทำวีซ่าเข้าประเทศรัสเซียในวันรุ่งขึ้นทันที ตอนที่วีซ่าอนุมัติผมก็รีบซื้อตั๋วเครื่องบินไปรัสเซียภายในสัปดาห์นั้นเลยพอมารู้ตัวอีกทีผมก็ไปเดินเล่นอยู่กลางกรุงมอสโกซะแล้ว...
“ไปนั่งดื่มกาแฟที่ร้าน LES ด้วยใช่ไหมล่ะนั่นร้านประจำของฉันเลยนะ หนูดาชอบเค้กของที่นั่นมากเลยล่ะ”
ร้านกาแฟที่เธอพูดถึงเป็ร้านเล็กๆ ตั้งอยู่บนถนน PokrovkaStreet ที่ผมบังเอิญไปเจอโดยบังเอิญบรรยากาศภายในร้านก็ตกแต่งแบบเรียบง่ายได้กลิ่นไอของยุคโซเวียตบาง ๆผมค่อนข้างชอบบรรยากาศของที่นั่นมากเลยล่ะ
“เอาไปเขียนลงในนิยายเื่ ‘ตามหัวใจที่หายไปในมอสโก’ ด้วยใช่ไหมล่ะร้านนั้น”
เธอรู้ชื่อของนิยายที่ผมเขียนเมื่อสี่ปีก่อนด้วยหรือเนี่ย
“เื่ราวของผู้ชายคนนึงที่ไปตามหาคนรักเก่าของเขาที่มอสโกแม้ว่าสุดท้ายแล้วจะหาไม่เจอแต่ผู้ชายคนนั้นก็ได้ปลดปล่อยตัวเองจากความรักในอดีตและสามารถเริ่มต้นความรักครั้งใหม่ได้อีกครั้งใช่ไหมล่ะ”
“อ่านด้วยเหรอ?”
“แฟนผลงานของคุณชาเลยล่ะ ทั้งฉัน ทั้งหนูดาเลย”
“ขอบคุณ...”
“ฉันมาหาแล้วไงล่ะ”
“หา?”
มาหาแล้ว? เธอพูดเื่อะไรกันหว่า ผมเผลอทำหน้างงออกไปเมื่อได้ยินคำพูดแปลกๆ ของเธอ
“ก็บอกว่าฉันมาหาแล้วไงล่ะ”
“อธิบายให้เข้าใจหน่อย”
ผมยังคงงงอยู่ว่าเธอพูดอะไรกันแน่ญานันมองหน้าผมพร้อมกับทำแก้มป่องแบบงอน ๆ ก่อนจะอธิบายต่อ
“ก็พระเอกของเื่นั้นคือคุณชาใช่ไหมล่ะส่วนคนที่ไปตามหานั่นก็ฉันไม่ใช่รึไงกัน คิดว่าเื่แค่นี้ฉันจะไม่รู้งั้นเหรอ?”
สมกับเป็หนอนหนังสือและสมกับที่อ้างตัวว่าเป็แฟนนิยายของผมเถียงไม่ออกเลยแฮะ... ก็เพราะว่าต้นแบบของตัวละครในเื่นั้นมันก็มาจากผมกับเธออย่างที่เธอว่านั่นล่ะ
“ยังมีเื่‘ความทรงจำที่ฝากไว้ในลมหนาวครั้งสุดท้าย’ ด้วยนะ นั่นก็ฉันใช่ไหม?”
เอ่อ...ก็ถูกอีกนั่นล่ะ
“พระเอกกับนางเอกต้องจากกันไปทั้งที่เพิ่งคบกันได้ไม่นานแต่ลึก ๆ ในใจพระเอกยังหวังให้นางเอกกลับมาหาตัวเองอยู่ ก็เลยยังรอเธอคนนั้นมาตลอดยี่สิบปีตอนสุดท้ายพระเอกก็ได้พบกับนางเอกอีกครั้งโดยบังเอิญและได้บอกความรู้สึกของตัวเองที่มีมาตลอดยี่สิบปีออกไปแต่สุดท้ายก็ไม่ได้บอกว่าพระเอกสมหวังหรือเปล่า เื่นี้ฉันชอบนะ”
เื่นี้ผมเขียนมาตอนกำลังฟุ้งซ่านคิดถึงเธอพอเขียนเสร็จก็เผลอส่งต้นฉบับไปหาผู้ดูแลของผมโดยไม่ตั้งใจแล้วมันตลกตรงที่ผู้ดูแลผมดันอ่านจบแล้วถูกใจเลยเอาไปตีพิมพ์ซะอย่างนั้นแถมยังขายดีซะอีก เป็อะไรที่ไม่คาดคิดเอามาก ๆแถมคนที่ผมไม่อยากให้อ่านที่สุดก็ดันได้อ่านด้วยเนี่ยสิ...
“นอกเื่ไปไกลแล้วล่ะเอาเป็ว่าเื่ของหนูดาฉันขอร้องคุณชาได้ไหม”
จู่ ๆ ญานันก็เปลี่ยนเื่พลางจับมือผมแน่น
“แล้วเธอล่ะ”
ผมย้อนถามกลับไป ญานันยิ้มพลางตอบกลับมาว่า
“ฉันจะไปรักษาตัวที่มอสโกน่ะ”
“แล้วทำไมไม่พาหนูดาไปด้วย?”
“เพราะฉันไม่รู้ว่าจะได้กลับมาหรือเปล่าน่ะสิ”
“แต่เด็กคนนั้นก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าเธอเป็มะเร็งน่ะ”
“ก็เพราะรู้น่ะสิว่าฉันเป็มะเร็ง ฉันเลยไม่อยากให้เธอไปกับฉันด้วยการที่ฉันจะไปรักษาครั้งนี้ฉันตั้งใจว่าจะต้องหายให้ได้เพื่อที่จะได้กลับมาอยู่กับหนูดาอีกครั้งไงล่ะ แม้ว่ามันจะทรมาณขนาดไหนก็ตาม”
เธอพูดออกมาด้วยความมุ่งมั่นกำลังใจของเธอเข้มแข็งมาก ๆ เมื่อเทียบกับผู้ป่วยโรคมะเร็งคนอื่น ๆที่ผมเคยพบเจอมา
“ยังดีว่าที่ฉันตรวจพบเร็ว หมอบอกว่าฉันเป็มะเร็งในระยะแรกยังพอมีทางรักษาให้หายขาดได้อยู่ ฉันเลยตั้งใจว่าจะไปรักษากับคุณหมอที่มีชื่อเสียงด้านนี้ที่มอสโกน่ะสิ”
“ไปคนเดียวเนี่ยนะ?”
“ใครบอกว่าไปคนเดียวล่ะ ฉันก็มีเพื่อนอยู่ที่รัสเซียนะไม่เหมือนคุณชาซะหน่อย”
แล้วก็แว้งมาเหน็บผมอีกจนได้ให้ตายสิ นิสัยเสียนี่แก้ไม่หายเลยรึไงกันนะ ไอ้นิสัยชอบพูดจาวกวนแถมยังชอบกัดผมด้วยคำพูดแปลก ๆ เนี่ย
“ฉันขอร้องได้ไหม”
ญานันส่งสายตาออดอ้อนมาอีกครั้งไม่ไหว ๆ ต่อให้เวลาจะผ่านมากี่ปีแล้วผมก็ยังแพ้เธออยู่ดีนั่นล่ะ
“ก็ได้ ฉันรับดูแลหนูดาให้ก็ได้”
“ต้องแบบนี้สิ ถึงจะเป็คุณชาของฉัน”
ฉันเป็คุณชาของเธอั้แ่เมื่อไหร่กันก็เลิกกันไปแล้วไม่ใช่รึไง... ผมแอบท้วงอยู่ในใจแต่ดูเหมือนว่าญานันจะทำเป็ไม่สนใจเหมือนเคย แต่มีเื่หนึ่งที่ติดใจผมอยู่ทำไมเธอถึงบอกว่า ‘ฉันกำลังจะตาย’ กันล่ะ?
“แล้วที่เธอบอกว่าฉันกำลังจะตายนี่มันยังไงกันแน่?”
“ก็ถ้าไม่บอกแบบนั้นคุณชาจะมาหาฉันถึงนี่เหรอ?”
เสร็จเธออีกจนได้...ผมว่าผมน่าจะแก้นิสัยชอบใจอ่อนของตัวเองให้หายสักทีนะ
“เอาล่ะ ในเมื่อคุณชาตกลงแล้ว ขอฝากหนูดาด้วยนะ”
“อะ อืม...”