ทั้งสองใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามในการล่าสัตว์ แต่กลับใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วยามในการขุดหย่วนจื้อ
พอเก็บหย่วนจื้อเสร็จ ดวงอาทิตย์ก็ลอยคล้อยไปทางตะวันตกแล้ว
ไม่พูดพร่ำ ทั้งสองก็รีบเก็บของแล้วลงเขากลับบ้าน
ระหว่างทางที่เดินผ่านลำธารสายหนึ่ง กู้ฉางสุ่ยก็เอื้อมมือจับปลาหลี่ตัวยาวพอๆกับตะเกียบมาได้สี่ตัว
ตกเย็น สองสามีภรรยาก็หอบหย่วนจื้อหนึ่งมัดใหญ่ กระต่ายหนึ่งตัว และปลาหลี่สี่ตัวกลับถึงบ้านตระกูลกู้
ทันทีที่เปิดประตู เจียงซื่อก็เดินออกมาเพราะได้ยินเสียง พอเห็นเข้าก็เลิกคิ้วขึ้นสูง
“ผู้ใดใช้ให้เ้าหอบหญ้าป่ากลับมามัดโตขนาดนี้ รีบเอาไปทิ้งเลย! น้องชายเ้ากำลังแต่งกลอนเขียนอักษรอยู่ในห้องเดี๋ยวแมลงอะไรในนั้นออกมากัดน้องชายเ้า ใครจะรับผิดชอบ”
“ท่านแม่ ไม่ใช่หญ้าป่าเ้าค่ะ พืชชนิดนี้เรียกว่าหย่วนจื้อ เป็สมุนไพรประเภทหนึ่ง”เถียนฮวนรีบตอบเสียงเบา “ท่านแม่ของข้า...สุขภาพไม่ค่อยดี หลายปีมานี้ต้องกินยาที่ปรุงจากหย่วนจื้อตลอดเมื่อก่อนพวกเราต้องซื้อ แต่ข้าเห็นว่าบนเขามี จึงเก็บส่งให้ท่านแม่ แบบนี้จะได้ไม่เปลืองเงินทั้งยังใช้เป็ของฝากสำหรับกลับไปเยี่ยมบ้านได้ด้วย”
เจียงซื่อเชิดปากขึ้นทันที “แต่งออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกจากอ่างน้ำ เ้าก็เป็คนของบ้านตระกูลกู้แล้วจะมัวห่วงหาบ้านแม่เ้าเพื่อสิ่งใด”
แม้จะยอมอ่อนข้อให้ในบางเื่ แต่กับเื่ที่เป็เส้นแบ่งชัดเจน เถียนฮวนก็ยังยืนยันหนักแน่น
“ท่านก็รู้ดี ท่านแม่ข้าไม่เหลือใครแล้ว เหลือแต่ข้าเพียงคนเดียว พวกเราอยู่ด้วยกันมาแต่ไหนแต่ไรสนิทกันยิ่งนัก ต่อให้แต่งออกมาแล้ว ข้าก็ไม่มีวันทอดทิ้งนาง นี่เป็สิ่งที่ข้าต้องแจ้งให้ท่านทราบ”
เจียงซื่อสีหน้าเปลี่ยนไป
“พูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร หรือเ้าจะให้บ้านเราจ่ายเงินเลี้ยงแม่เ้า? ข้าขอบอกไว้เลยนะ บ้านเราน่ะไม่มีเงินมาดูแลคนนอกหรอก!”
รู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องพูดแบบนี้ เถียนฮวนก็กล่าวว่า “เื่นั้นท่านไม่ต้องกังวลข้าจะหาวิธีด้วยตัวเอง”
“เ้ามีปัญญาหรือ หาเงินเป็ไหม ถ้าหาไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องใช้เงินจากบ้านเราอยู่ดี!”เจียงซื่อตวาด
ยังไม่ทันพูดจบ ก็ได้ยินเสียงกระแอมกระไอด้วยความไม่พอใจดังออกมาจากห้องกู้ฉางเจี๋ย
เจียงซื่อรีบเปลี่ยนน้ำเสียง ลดระดับเสียงลงทันที “เอาเถอะๆ ตอนนี้ข้าไม่อยากมานั่งเถียงอะไรกับเ้าอีกข้าถามหน่อย เ้าใช้กระต่ายทำอาหารเป็หรือไม่ ถ้าทำได้ก็ไปทำอาหารให้ข้าหน่อย น้องชายสามีเ้าเขียนหนังสือแต่งกลอนมาตั้งนานคงเหนื่อยแย่ เดี๋ยวข้าจะให้เขากินอะไรดีๆ หน่อย”
“เ้าค่ะ” เถียนฮวนพยักหน้า รับกระต่ายกับปลาหลี่มาจากกู้ฉางสุ่ย แล้วเดินเข้าครัวไปทันที
นางชำแหละกระต่าย ถอนขน รีดเื แล่เป็ชิ้นขนาดพอเหมาะ จากนั้นใช้เกลือหยาบหมักไว้สักครู่แล้วจึงตุ๋นกับหัวไชเท้า
ส่วนปลาหลี่นั้นเอาเครื่องในออกให้เรียบร้อย ตั้งน้ำมันช่ายจื่อให้ร้อนแล้วทอดให้เหลืองทั้งสองด้านเติมน้ำเปล่าแล้วเคี่ยวบนเตาไฟอ่อนๆ จนได้น้ำแกงขาวขุ่น
ก่อนยกลง นางโรยเกลือและต้นหอมเล็กน้อย กลิ่นหอมก็อบอวลทั่วครัว
เมื่อทำอาหารสองจานหลักเสร็จแล้ว เถียนฮวนก็หั่นผักกาดขาวมาผัดอีกจาน ทำเป็หมูนึ่งข้าวคั่ว
เนื้อสามผักหนึ่ง รวมเป็สามกับข้าวหนึ่งน้ำแกง สีสันของอาหารแดงเขียวสวยงาม เมื่อจัดใส่จานก็ยิ่งดูน่ารับประทาน
เมื่อยกกับข้าวทั้งสี่ขึ้นโต๊ะ สองพี่น้องกู้ฮวาจือกับกู้ฮวาเย่ว์ก็ไปเรียกกู้ฉางเจี๋ยกับสหายออกมากินข้าว
กลุ่มปัญญาชนในชุดยาวทยอยเดินออกมา พอเห็นอาหารทั้งสี่บนโต๊ะ พวกเขาก็พากันทำหน้าใ
“โห พี่ฉางเจี๋ย วันนี้ท่านแม่เ้าฝีมือดีขึ้นเยอะเลยนะ! อาหารพวกนี้ดูหน้าตาดีกว่าคราวก่อนที่เรามากินตั้งเยอะ!”
“กลิ่นก็ดีกว่าเดิมยิ่งนัก! แค่ไม่รู้ว่ารสชาติจะเป็อย่างไร”
เมื่อได้ยินคำชมเหล่านี้ กู้ฉางเจี๋ยก็อดรู้สึกปลาบปลื้มไม่ได้
“อาหารพวกนี้ไม่ใช่แม่ข้าทำหรอกนะ เป็พี่สะใภ้ใหญ่ข้าทำ”
“พี่สะใภ้ใหญ่เ้า?พี่ใหญ่เ้ามีภรรยาั้แ่เมื่อไหร่ ข้าไม่เห็นรู้เื่เลย!ไม่ได้จัดงานแต่งเสียด้วยซ้ำ!”
“เพิ่งแต่งเมื่อวานนี้ พี่ใหญ่ข้าก็อย่างที่พวกเ้ารู้กัน ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อแม่ข้าจะให้จัดงานเอิกเกริกไปทำไม แค่รับตัวเข้าบ้านมาก็พอแล้ว” กู้ฉางเจี๋ยตอบเรื่อยเปื่อยจากนั้นก็โบกมือเรียกบรรดาสหาย “ไม่ต้องพูดมากแล้ว มากินข้าวกันเถอะ!”
“ดีเลย!” เหล่าปัญญาชนที่มาด้วยกันก็ไม่ได้สนใจเื่กู้ฉางสุ่ยนัก พวกเขาสนใจอาหารบนโต๊ะมากกว่า
พอกู้ฉางเจี๋ยเอ่ยชวน ทุกคนก็รีบหาที่นั่งทันที
กู้ฮวาจือกับกู้ฮวาเย่ว์ก็รีบช่วยกันตักข้าว ส่งถ้วย ดูแลแขกอย่างขะมักเขม้น
พอคำแรกเข้าปาก เสียงชมก็เริ่มดังขึ้นทันที
“อร่อยมาก! เนื้อกระต่ายไม่มีกลิ่นสาบเลย แถมรสชาติเข้มข้นจริงๆ อร่อยมาก!”
“น้ำแกงปลาหลี่หอมมาก กลิ่นคาวไม่มีเลยแม้แต่น้อย รสชาติดีมาก ข้าดื่มได้สองถ้วยแน่ๆ!”
“แม้แต่ผัดผักธรรมดาก็ยังกรอบอร่อย หมูนึ่งข้าวคั่วก็แทบจะละลายในปาก ข้าวถ้วยนี้ข้ากินได้อีกถ้วย!”
พวกเขานั่งกินไปพลาง กล่าวชมอาหารไปพลาง คำพูดสรรเสริญหลั่งไหลไม่ขาดสาย
บางคนถึงกับเริ่มแต่งกลอน กล่าวคำเปรียบเปรยอย่างงดงาม สมกับเป็ปัญญาชนในยุคโบราณ
กู้ฮวาจือกับกู้ฮวาเย่ว์ที่ช่วยรินน้ำชาอยู่ข้างๆ ก็พลอยรู้สึกภูมิใจขึ้นมาทันตาเห็น
ขณะที่ลานหน้าบ้านกำลังวุ่นวาย เถียนฮวนซึ่งเป็คนทำอาหาร กลับเก็บตัวอยู่ในห้องั้แ่จัดการปรุงอาหารเสร็จนางเอาเวลาไปตั้งอกตั้งใจจัดการกับหย่วนจื้อ
ส่วนเื่ที่พ่อแม่สามีปล่อยให้บุตรสาวซึ่งยังไม่ออกเรือนไปนั่งคุยกับบุรุษแปลกหน้ากลางลานบ้านนางก็ไม่อยากพูดถึงอีกแล้ว
หญิงสาวเริ่มจากกำจัดเศษหญ้าออกจากหย่วนจื้อทีละต้น จากนั้นค่อยๆ เอาแกนด้านในออกเหลือไว้แต่เปลือกด้านนอก
ฟังดูเหมือนง่าย แต่ทำจริงกลับต้องใช้แรงและเวลา หากกู้ฉางสุ่ยไม่มาช่วยอีกแรงนางคงไม่มีทางจัดการกับหย่วนจื้อทั้งหมดภายในหนึ่งชั่วยามได้แน่
“หมดวันแล้ว เอาแค่นี้ก่อน ท่านเอาไปแขวนตากไว้สักคืน พรุ่งนี้เราค่อยเอาไปที่บ้านตระกูลถังแล้วจัดการที่เหลือให้เรียบร้อยอีกที” เถียนฮวนปัดเศษหญ้าออกจากตัวแล้วหันมาบอก
กู้ฉางสุ่ยพยักหน้า เก็บหย่วนจื้อใส่ตะกร้าให้เรียบร้อยก่อนนำไปแขวนไว้ใต้ชายคา
เวลานั้นเอง กู้ฉางเจี๋ยกับสหายก็พากันลุกจากโต๊ะ หลังกินอิ่มกันถ้วนหน้า
แขกที่มาเยือนอิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า ต่างก็พุงกางเดินกลับไป
กู้ฉางเจี๋ยหาวแล้วหาวอีก ก่อนจะกลับเข้าไปนอน อาหารที่เหลืออยู่ก็ถูกเจียงซื่อกู้อัน และบุตรสาวทั้งสองช่วยกันกวาดเรียบไม่เหลือ
พอเถียนฮวนกับกู้ฉางสุ่ยมาหาอะไรกิน ก็พบว่าในถ้วยในจานสะอาดหมดจด ไม่มีอะไรเหลือเลยแม้แต่น้อย
“ถึงข้าจะไม่ชอบหน้าท่านสักเท่าไหร่ แต่กับข้าวที่ท่านทำก็ใช้ได้เลยนะ ทำเอาข้ากินข้าวเพิ่มไปอีกถ้วยเย็นนี้สงสัยต้องออกไปเดินย่อยสักหน่อยแล้ว” กู้ฮวาจือพูดพลางแคะฟันพลาง
เจียงซื่อที่วันนี้ไม่ได้ทำกับข้าวเอง แต่ก็ได้กินข้าวดีๆ ถึงสองมื้อ ตอนนี้อารมณ์ดีเลยพูดกับเถียนฮวนว่า
“ไปดูในครัวหน่อย เหลืออะไรอยู่ก็ทำอะไรกินกันเองก็แล้วกัน อย่างไรเสีย ข้าก็ไม่ยอมให้พวกเ้าท้องว่างหรอกนะ!”
น้ำเสียงที่ทำราวกับกำลังโปรยทาน ทำเอาเถียนฮวนถึงกับพูดไม่ออก
นางไม่พูดอะไรอีก ตรงดิ่งเข้าไปในครัวทันที
มองไปรอบๆ เห็นว่าแทบไม่มีวัตถุดิบเหลือเลย แต่ยังโชคดีที่เจอไข่ไก่อยู่สองฟอง
นางจึงตักแป้งออกมาสองถ้วย นวดแป้งแล้วรีดเส้นต้มเป็บะหมี่ไข่สองชาม
ชามใหญ่หนึ่งชามนางยื่นให้กู้ฉางสุ่ย ส่วนตัวเองก็ถือชามเล็กไว้
“กินเถอะ!” นางดันชามใหญ่ไปตรงหน้าเขา
กู้ฉางสุ่ยมองบะหมี่เต็มชาม กับไข่กวนสีเหลืองทองที่วางอยู่้าแล้วขมวดคิ้ว
“ท่านแม่รู้เข้าคงด่าเ้าแน่”
“งั้นก็ปล่อยให้ด่าไปเถอะ ถึงจะด่า พวกเราก็ไม่ได้คายออกมาให้นางกินซะหน่อย” เถียนฮวนสะบัดเสียงเ็า
กู้ฉางสุ่ยแววตาเป็ประกาย
“ก็จริง”
เขาพยักหน้า แล้วก็หยิบตะเกียบลงมือกินทันที