ภาพการปะทะกันของลมปราณเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าภายในร่างกายของซูหยาง
ทุกครั้งที่เกิดการปะทะ ซูหยางััได้ว่าเส้นชีพจรของเขาขยายตัวออก และหลังจากความรู้สึกบวมพองนั้น สิ่งที่ตามมาคือความรู้สึกปลอดโปร่งที่ยากจะอธิบาย
ถนนเลนเดียวกลายเป็ถนนหลายเลน!
ช่างสบายเหลือเกิน!
เวลาผ่านไปทีละนาทีทีละวินาที
ในขณะที่ซูหยางกำลังจมดิ่งอยู่กับความรู้สึกบวมพองและปลอดโปร่งจนถอนตัวไม่ขึ้น เขาก็พบว่าความรู้สึกบวมพองนั้นหายไปอย่างกะทันหัน
เอ๋!?
ซูหยางได้สติกลับมา รีบตรวจสอบสภาพเส้นชีพจรในร่างกายทันที
ปราณสองสายที่เคยปะทะกันอย่างบ้าคลั่งหยุดนิ่งลง!
ไม่สิ หากพูดให้ถูกต้องคือพวกมันกำลังค่อย ๆ เลือนหายไป
เกิดอะไรขึ้น!?
ซูหยางมีสีหน้าตื่นตระหนกและเริ่มรู้สึกลนลานเล็กน้อย
การทดลองมักมีความเสี่ยงเสมอ แม้จะไม่เป็อันตรายถึงชีวิต แต่อาจทำให้เส้นชีพจรพิการไปเลยก็ได้
"ไม่ใช่!"
ซูหยางเบิกตากว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
"ปราณโกลาหล!?"
ซูหยางคิดว่าตนเองตาฝาดไป จึงรวบรวมสมาธิตรวจสอบอีกครั้ง เขาพบว่าตรงจุดที่ปราณทั้งสองสายมากันนั้น ได้เกิดกลุ่มปราณชนิดหนึ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนขึ้นจริง ๆ
ปราณหยินและหยางกำลังถูกปราณกลุ่มนี้ดูดซับเข้าไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ!
"นี่คือ... การถือกำเนิดใหม่จากความตาย?"
ซูหยางตาค้าง ััได้ถึงปราณลึกลับที่เติบโตอย่างรวดเร็ว อัตราการดูดซับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพียงครู่เดียวมันก็ดูดซับปราณหยางจากเคล็ดวิชาเกลาหยินเก้าสกัดและปราณหยินจากเหล่านักเรียนห้อง 5 ไปจนหมดสิ้น จากนั้นจึงเริ่มหมุนเวียนอย่างเงียบเชียบในเส้นชีพจร
"นี่มัน..."
ซูหยางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ และเริ่มโคจรลมปราณตามเคล็ดวิชาเกลาหยินเก้าสกัดขั้นที่สองโดยสัญชาตญาณ
กระดูกทองแดง!
ปราณลึกลับไหลเข้าสู่แขนทั้งสองข้างของซูหยางอย่างรวดเร็วตามการชักนำ ซูหยางซัดหมัดลงบนโต๊ะหนึ่งครั้ง เกิดเสียงทุ้มหนักดังสนั่น
เมื่อยกมือขึ้นมองดู พบว่าหน้าโต๊ะหินเกิดรอยร้าวแตกกระจายออก
"ไม่เพียงแต่จะหลอมรวมเข้ากับปราณหยางของวิชาเกลาหยินเก้าสกัดได้อย่างราบรื่น"
"แต่พลังทำลายล้างยังเพิ่มขึ้นมหาศาลอีกด้วย!"
"ปราณโกลาหล หนึ่งปราณสารพัดประโยชน์!"
"..."
ซูหยางอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจลึก ตามมาด้วยความปีติยินดีอย่างไม่สิ้นสุด
ทว่ายังไม่ทันได้ดีใจนานนัก ความรู้สึกหิวโหยอย่างรุนแรงก็โถมเข้าใส่ทันที
ในพริบตา ซูหยางเหงื่อเย็นไหลโซมกาย เรี่ยวแรงเหือดหาย มือไม้สั่นเทาด้วยความหิว
เขาตัดสินใจพุ่งไปที่ตู้แช่ทันที คว้าน้ำยาเสริมสารอาหารออกมาหนึ่งซองแล้วกรอกลงคออย่างรวดเร็ว
แต่หนึ่งซองกลับไม่ได้ทำให้ความหิวลดลงเลยแม้แต่น้อย
ซองที่สอง ซองที่สาม...
จนกระทั่งน้ำยาเสริมสารอาหารยี่สิบกว่าซองที่เก็บไว้ในตู้แช่หมดเกลี้ยง ความหิวโหยจึงเริ่มทุเลาลง
ร่างกายหยุดหลั่งเหงื่อเย็น แต่ความหิวยังไม่หายไปโดยสิ้นเชิง
ความหิวโหยเช่นนี้เป็ลางดีอย่างยิ่งสำหรับนักรบ!
ความ้าสารอาหารอย่างเร่งด่วนพิสูจน์ได้ว่าร่างกายกำลังเติบโต
ซูหยางเพิ่งมารู้ตัวเอาทีหลังว่า คอขวดของระดับนักรบขั้นเก้าขั้นสุดยอดได้ถูกทะลวงผ่านไปั้แ่วินาทีที่ความหิวเริ่มจู่โจมแล้ว
เงียบเชียบและเรียบง่าย... จิติญญายุทธ์ขั้นแปด!
"มิน่าล่ะถึงหิวขนาดนี้ ที่แท้ก็เป็เพราะทะลวงระดับนี่เอง!"
"ไม่สิ ต่อให้เป็ระดับจิติญญายุทธ์ขั้นแปดขั้นเริ่มต้น พลังของกระดูกทองแดงก็ไม่น่าจะแข็งแกร่งขนาดนี้"
"ปราณโกลาหลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้เคล็ดวิชาจิตได้จริง ๆ ด้วย"
ทว่าซูหยางไม่มีแก่ใจจะคิดเื่อื่น ตอนนี้เขาอยากเพียงแค่หาอะไรกิน เขาจึงพุ่งตรงไปที่โรงอาหารแล้วกินดื่มอย่างเอาเป็เอาตาย
หลังจากกินจนอิ่มหนำแล้วกลับมาที่หอพักพนักงาน ซูหยางก็รู้สึกอารมณ์ดีอย่างยิ่ง
เมื่อเส้นชีพจรขยายตัว ปราณโกลาหลในร่างกายก็หมุนเวียนด้วยความเร็วสูง
เป็การผลัดกระดูกเปลี่ยนเอ็นอย่างแท้จริง!
ในแง่หนึ่ง ซูหยางได้รับใบเบิกทางสู่การเป็ยอดฝีมือวรยุทธ์แล้ว!
อย่างไรก็ตาม ทุกเื่ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ไม่นานซูหยางก็ตระหนักถึงปัญหาที่เป็รูปธรรมมากขึ้น
เมื่อเส้นชีพจรขยายตัว ปราณโกลาหลที่หมุนเวียนโดยอัตโนมัติก็้าสารอาหารและพลังงานเพื่อใช้ในการเติบโตมากขึ้นตามไปด้วย
แม้จะมีเงินอุดหนุนค่าอาหารและน้ำยาเสริมสารอาหารจากโรงเรียน แต่เงินเดือนของเขา... เกรงว่าจะรับมือลำบากแล้ว
จากการคำนวณคร่าว ๆ ค่าอาหารในแต่ละวันอาจสูงถึงสามถึงสี่ร้อยหยวน
เงินเดือนพื้นฐานของเขาตอนนี้แค่เจ็ดพันกว่าหยวน แม้จะได้เงินพิเศษจากการเป็ครูประจำชั้น และหักประกันสังคมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ก็เหลือแค่แปดพันต้น ๆ
รวมกับค่าอาหารและสวัสดิการอื่น ๆ ก็ถือว่าอยู่ได้อย่างฝืดเคือง บางครั้งยังต้องควักเงินเก็บออกมาใช้
อย่างน้อยก่อนที่จะคุมห้อง 5 ให้อยู่หมัด เขาคงไม่มีทางเก็บเงินได้แน่
ซูหยางประเมินคร่าว ๆ ถ้ารวมเงินเก็บเข้าไปด้วย ตราบใดที่ไม่มีรายจ่ายพิเศษ ก็น่าจะประคองตัวไปได้ประมาณหนึ่งปีครึ่ง
เขาต้องหาเวลากลับไปมหาวิทยาลัยเก่าเพื่อเรียนเคล็ดวิชาเกลาหยินเก้าสกัดขั้นที่สาม
หากเขาสามารถทะลวงไปถึงระดับลึกลับยุทธ์ขั้นเจ็ดได้ เขาก็จะมีคุณสมบัติเป็พรานล่าสัตว์ร้าย เมื่อถึงตอนนั้นเขาสามารถรับงานพิเศษ่วันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อหารายได้เสริมได้
หลังจากกลับถึงห้องพัก สิ่งแรกที่ซูหยางทำคือทำลายกระดาษร่างที่เกี่ยวข้องกับการทดลองทิ้งทั้งหมด
หากใครมาเห็นเข้า คงจะคิดว่าเขามัวแต่หมกมุ่นหาวิธีไปเป็พี่น้องกับพญายมในนรกเสียแล้ว
"ถึงจะวิจัยปราณโกลาหลออกมาได้สำเร็จ แต่... มันกลับไม่มีค่าให้อ้างอิงได้เลยสักนิด!"
เพราะการจะฝึกปราณโกลาหลขึ้นมาได้ จะต้องปล่อยให้ปราณปะทะกันนับร้อยนับพันครั้งถึงจะมีโอกาสเกิดขึ้น
เพียงครั้งเดียวก็ส่งคนไปลงนรกได้แล้ว
ซูหยางจึงรู้สึกว่าเื่นี้ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
นักรบโบราณฝึกปราณโกลาหลออกมาได้อย่างไรกัน!?
หรือเป็เพราะรู้สึกหมดสิ้นหนทาง เลยจงใจทำให้เส้นชีพจรปะทะกันเพื่อจบชีวิตตัวเอง แต่ดันบังเอิญฝึกจนเกิดปราณโกลาหลขึ้นมาแทน!?
วิทยานิพนธ์เล่มนี้คงเขียนต่อไม่ได้แล้ว
เื่นี้มันก็เหมือนการซื้อโลงศพที่ไม่มีใครมารีวิวให้คะแนน
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ซูหยางมองเด็ก ๆ ห้อง 5 แล้วรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้น่ารำคาญอีกต่อไป
ตอนนี้ไม่เพียงแค่การเพิ่มระดับพลังของพวกเขาจะส่งพลังงานกลับมาให้เขาได้เท่านั้น แต่เมื่อเขามีปราณโกลาหล เขายังสามารถดูดซับปราณจากพลังแฝงของเด็กพวกนั้นมาเป็ของตนเองได้อีกด้วย!
เสียดายที่นักเรียนห้อง 5 พลังยังอ่อนด้อย ปราณที่ดูดซับมาได้จึงมีไม่มากนัก
"แต่อีกแง่หนึ่ง ถึงฉันจะทะยานขึ้นมาได้แล้ว แต่ก็ยังช่วยให้การฝึกคู่ของจูเทาก้าวหน้าอย่างเป็รูปธรรมไม่ได้อยู่ดี!"
ซูหยางอดเกาศีรษะไม่ได้
เขาอยากจะถ่ายทอดปราณให้จูเทา เพื่อให้จูเทามีปราณโกลาหลด้วยวิธีนี้จูเทาจะเติบโตได้รวดเร็วแน่นอน
แต่มันเป็ไปไม่ได้
ทุกคนในโลกนี้ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ปราณที่ฝึกฝนขึ้นมาก็เช่นกัน มันมีความพิเศษและมีคุณสมบัติกีดกันผู้อื่น
ความพิเศษคือปราณที่แต่ละคนฝึกออกมาจะไม่เหมือนกัน ส่วนคุณสมบัติกีดกันคือแต่ละคนใช้ได้เฉพาะปราณของตนเองเท่านั้น หากพยายามใช้ปราณของคนอื่นก็จะถูกจู่โจมกลับ!
แม้ปราณโกลาหลจะมีความเข้ากันได้สูง แต่ก็ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีคุณสมบัติกีดกันเช่นกัน
ไม่เช่นนั้น ปราณโกลาหลที่หลงเหลืออยู่ในร่างยอดฝีมือโบราณ คงถูกนำมาใช้ผลิตนักรบที่มีปราณโกลาหลเป็จำนวนมากไปนานแล้ว
ดังนั้นซูหยางจึงต้องหาวิธีช่วยให้จูเทาผ่านอุปสรรคใน่แรกของการฝึกคู่ไปให้ได้
คิดไปคิดมา อ่านตำรามากแค่ไหนก็ไม่เท่าไปถามคนที่ฝึกคู่จริง ๆ
ซูหยางตัดสินใจใช้เส้นสายสมัยมหาวิทยาลัย เพื่อติดต่อกับศิษย์เก่าที่ฝึกเคล็ดวิชาฝึกคู่เพื่อสอบถามสถานการณ์
ไม่นานนักซูหยางก็ได้รับคำตอบ
"ก็ดีนะ เคล็ดวิชาฝึกคู่มีข้อได้เปรียบจริง ๆ"
"ตอนไปทำงานในโรงงาน ความเร็วในการขันน็อตนี่เร็วกว่าคนอื่นลิบลับเลย"