เวทยุทธ์สะท้านปฐพี

    บทที่ 12 ผู้เฒ่าประหลาด (100%)

            ถึงกำหนดนัดหมายมารับคน เหว่ยจงเป็๲ฝ่ายตามเยว์ฉีมาถึงจวนซู่ เขาอยากพาตัวศิษย์เอกไปอวดสหายไว ๆ เหว่ยจงพูดคุยกับซู่เซียวสองสามประโยค แล้วให้เวลาเด็กน้อยทั้งสองกล่าวลาตายายเล็กน้อย

    “ศิษย์น้อยเราไปกันเถอะ” เหว่ยจงอุ้มซู่มินกระโดดขึ้นหลังกระเรียนทิพย์ เยว์ฉีแอบขำความตื่นเต้นของบิดาบุญธรรม ก่อนจะจับมือซู่หลันกระโดดตามขึ้นไปสองตายายได้แต่ยืนมองกระเรียนตัวโตพาหลาน ๆ บินขึ้นฟ้า ซู่หลิ่วกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ยืนร้องไห้มองฟ้าจนกระเรียนทิพย์บินหายไปจากสายตา“อาหลิ่ว อย่าร้องไห้ ต่อไปพวกเขาจะแข็งแกร่ง ไม่โดนใครรังแกง่าย ๆ เหมือนมารดา”แม้ปากจะเอ่ยปลอบภรรยา แต่ซู่เซียวก็แอบตาแดง อาลัยคิดถึงหลาน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาปล่อยหลาน ๆ ออกจากอกตน ให้ไปเติบโตใต้อกของผู้อื่น สำนักตะวันเดือดตั้งอยู่บนยอดเขาสูงทางทิศตะวันตกของเมืองฉาย บันไดหินนับพันขั้น ทอดตัวยาวจากเชิงเขาขึ้นไปถึงประตูสำนัก ศิษย์สายนอกต้องใช้การเดินเท้าขึ้นลงเขา ศิษย์สายในกับศิษย์เอกเท่านั้นถึงมีสิทธิ์ใช้วิชาเหินหาวขี่กระบี่แทนการเดิน“เจ้าหนุ่ม สหายข้าเป็นคนประหลาดแต่วรยุทธ์ล้ำเลิศ ในสำนักแห่งนี้ไม่มีใครสู้เขาได้ ข้าฝากเจ้าเป็นศิษย์ตาเฒ่าบ้าได้ แต่เขาจะยอมสอนวรยุทธ์ให้เจ้าไหม ก็ขึ้นอยู่กับวาสนาของตัวเจ้าเอง หากภายในสามเดือนตาเฒ่าบ้าไม่ยอมสอน ข้าจะมารับเจ้ากลับ ถ้าไม่ได้เรียนวิชากับคนเก่งที่สุด ก็หาตำรายุทธ์กลับไปฝึกเองที่บ้าน ไม่ต้องทนอึดอัดกับกฎสำนัก”เหว่ยจงพูดกับซู่หลันขณะกระเรียนทิพย์ร่อนลงบนลานฝึกยุทธ์หน้าหอหลักสำนักตะวันเดือด เสียงร้องของกระเรียนทิพย์ดังก้องเขา สายตานับพันของศิษย์ฝ่ายในที่กำลังฝึกยุทธ์อยู่ต่างหันมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นจอมเวทเหว่ยจงก็พากันคารวะ เหว่ยจงพยักหน้ารับแล้วจูงมือซู่มินเดินนำทุกคนเข้าไปในหอหลักในหอหลัก รองเจ้าสำนักหยวนเปากับอาจารย์จากยอดเขาทั้งสามนั่งรอรับแขกอยู่แล้ว เมื่อแขกปรากฏกายทุกคนก็ลุกขึ้นคารวะ“คารวะท่านอาจารย์เหว่ยจง”“ทุกท่านไม่ต้องมากพิธี วันนี้ข้าเพียงนำคนมาส่งตามที่ได้แจ้งมาในจดหมายเวท”“เชิญท่านอาจารย์เหว่ยจงกับคุณหนูเยว์ฉีนั่งลงก่อนเถิดขอรับ”หยวนเปาเอ่ยเชิญ พร้อมสั่งให้ศิษย์ยกน้ำชากับขนมมารับแขก ทุกสายตาในห้องโถงพากันมองเด็กชายหญิงที่เหว่ยจงพามาอย่างละเอียด เด็กสองคนนี้มีอะไรพิเศษ จอมเวทผู้ยิ่งใหญ่และผู้ดูแลหอบัวสวรรค์ถึงมาฝากคนด้วยตัวเองเมื่อเห็นว่าทุกสายตาต่างจ้องมองเด็กทั้งสองด้วยความสนใจ มุมปากของชายชราก็ยกยิ้ม“เด็กทั้งคู่เป็นพี่น้องกัน เด็กผู้ชายอายุสิบสองปี มีวรยุทธ์ระดับก่อปราณช่วงต้น เขาคือคนที่ข้านำมาฝากเป็นการส่วนตัว ส่วนเด็กผู้หญิงอายุเจ็ดปี มีวรยุทธ์ระดับก่อปราณช่วงต้นเช่นกันและมีพลังจิตด้วย นางเป็นศิษย์เอกของข้า”จบคำพูดของเหว่ยจง คนของสำนักตะวันเดือดที่อยู่ในห้องโถงต่างพากันตกตะลึง พี่น้องสองคนนี้ยังใช่คนหรือไม่ โดยเฉพาะคนน้องพรสวรรค์ช่างน่ากลัวยิ่งนัก นางเป็นตุ๊กตาปีศาจชัด ๆเมื่อตุ๊กตาปีศาจมีเจ้าของแล้ว หนุ่มน้อยคนพี่ก็น่าสนใจขึ้นมาทันที อาจารย์ทั้งสามยอดเขาต่างจ้องซู่หลันตาเป็นประกาย เพราะผู้ที่เหว่ยจงตั้งใจพาคนไปฝากไม่เคยรับใครเป็นศิษย์ เมื่อโดนคนผู้นั้นปฏิเสธ เด็กหนุ่มก็ต้องมีอาจารย์คนใหม่ศิษย์เอกเจ้าสำนักได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะ เพราะสำเร็จเป็นจอมยุทธ์ระดับก่อปราณช่วงต้นตอนอายุสิบสี่ แต่เจ้าหนุ่มน้อยผู้นี้สำเร็จตอนอายุสิบสอง แสดงว่ามีพรสวรรค์เหนือกว่า หากได้มาเป็นศิษย์ต้องสร้างชื่อเสียงให้อาจารย์ในอนาคตแน่นอน“พาคนมาฝากตัวหรือพาศิษย์เอกคนใหม่มาอวดกันแน่ นางหนูน้อย เจ้ากราบตาเฒ่าขี้อวดเป็นอาจารย์ ระวังจะอายุสั้นกลายเป็นผีก่อนโต ฮี่ ๆ”เสียงแหบห้าวดังมาจากหน้าประตู ร่างผอมแกร่งที่สวมเสื้อผ้าเก่าขาดเดินเข้ามาในห้องโถง มือเปื้อนดินยกถ้วยน้ำชาของเหว่ยจงขึ้นดื่มรวดเดียวหมดถ้วย ขนมในจานก็ถูกกรอกเข้าปากรวดเดียวหมดจานเช่นกัน ..เขาคือวั่งซาน ผู้เฒ่าประหลาดแห่งยอดเขาเงาตะวัน“ตาเฒ่าบ้า ไม่เจอกันนานหลายปี เจ้ายังบ้า ๆ บอๆ พูดจาไม่เข้าหูคนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน คนที่เป็นศิษย์ข้ามีแต่จะสำเร็จเป็นจอมเวทที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีทางอายุสั้นแน่นอน”“เหอะ คำพูดข้าไม่เข้าหูคน แต่เจ้ากลับได้ยิน งั้นแสดงว่าเจ้าคงไม่ใช่คนสินะ ฮี่ ๆ แล้วคำพูดข้าก็ไม่ได้เกินจริง นางหนูน้อยตัวสูงแค่เอวจะไปทนเขี้ยวเสือเล็บมังกรได้ยังไง นางต้องถูกจับกิน ฮี่ ๆ”“ไอ้เฒ่าตัวเหม็น อย่ามาพูดขู่ศิษย์เอกข้า โน่นเจ้าหนุ่มน้อยนั่นที่จะเป็นศิษย์เอกของเจ้า ใช้สติที่ไม่ค่อยมีสั่งสอนเขาให้เก่ง ตอนตายจะได้มีศิษย์ช่วยทำศพให้”“ฟังภาษาคนบ้ารู้เรื่อง แล้วยังแอบดมกลิ่นตัวข้าอีก จอมเวทขี้โม้ เจ้าเป็นตัวอะไรหนอ ฮี่ ๆ ๆ แล้วข้าก็ไม่รับมั...”วั่งซานกำลังจะเอ่ยปฏิเสธไม่รับซู่หลันเป็นศิษย์ เสียงลึกลับทรงอำนาจก็ดังขึ้นในหัวของชายแก่บ้า“เจ้ามนุษย์บ้าผู้ต่ำต้อย ถ้าอยากให้จอมเวทมหาปราชญ์เช่นข้าถอนเวทคำสาปให้ ภายในหนึ่งปีจงทำให้หนุ่มน้อยผู้นี้เก่งกาจเหนือใครในสำนักตะวันเดือด ถ้าทำไม่ได้เจ้าก็ทรมานกับเวทคำสาปต่อไปจนตาย”วั่งซานตัวแข็งทื่อ ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลง ฉับพลันก็ตะโกนเสียงดังอย่างบ้าคลั่ง“ได้ ๆ ๆ ๆ  มนุษย์บ้าผู้ต่ำต้อยจะสอน จะสอน มันจะเก่งเหนือใคร ไป ๆ ไอ้ลูกเต่า ไปเรียนวรยุทธ์กับข้าที่เขาเงาตะวัน ฮี่ ๆ”     มือผอมแห้งคว้าคอเสื้อซู่หลันพาวิ่งตัวปลิวราวกับเด็กหนุ่มเป็นลูกเจี๊ยบ หายลับไปจากห้องโถง ทุกคนต่างพากันประหลาดใจโดยเฉพาะเหว่ยจง “วั่งซานเจ้าทำเหมือนเกรงกลัวบางสิ่ง..มนุษย์บ้าผู้ต่ำต้อย?”“ท่านผู้เฒ่าวั่งซานไม่เคยสอนวรยุทธ์ให้ใคร และไม่เคยยอมให้ใครเข้าใกล้ยอดเขาเงาตะวันแม้กระทั่งท่านเจ้าสำนัก”หยวนเปาเอ่ยพึมพำกับตัวเอง วรยุทธ์ของวั่งซานเป็นหนึ่งในแคว้นซิง ตัวเขาเองก็เคยพยายามตีสนิทเอาอกเอาใจผู้เฒ่าบ้าอยู่หลายปี หวังได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับให้แต่ก็ไม่สำเร็จ“เจ้าเด็กหนุ่มนั่นต้องมีอะไรพิเศษแอบซ่อนอยู่แน่ ๆ ตาเฒ่าบ้าถึงได้ยอมสอนวรยุทธ์ให้ ข้าต้องรู้ให้ได้เจ้ามีของดีอะไร”               เสร็จธุระเรื่องฝากคน เหว่ยจงก็พาสองสาวขึ้นหลังกระเรียนทิพย์ มุ่งตรงไปยังสำนักนภากาฬที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงเช่นกัน แต่อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองฉาย“พี่นางฟ้าคนสวย เขี้ยวเสือเล็บมังกรคือตัวอะไร มันจะกินข้าหรือเจ้าคะ?”ซู่มินเอ่ยถามเยว์ฉีอย่างไร้เดียงสา เพราะคาใจกับคำเตือนของผู้เฒ่าประหลาด“เขี้ยวเสือเล็บมังกรคือคำเปรียบเทียบของผู้มีอำนาจที่ไม่ธรรมดา มินเอ๋อร์มีพรสวรรค์วิเศษเหนือใคร อาจจะชวนให้คนไม่ดีนึกริษยา เมื่อเจ้าเข้าสำนักไปแล้วต้องระวังตัวเองให้ดี อย่าหลงเชื่อใจใครง่าย ๆ พี่สาวเตรียมหญิงรับใช้ไว้ดูแลเจ้าหนึ่งคน นางเชื่อใจได้”“ขอบคุณพี่นางฟ้าคนสวย ข้าชอบท่านมากที่สุดในโลกเจ้าค่ะ”“ยายตัวน้อยปากหวาน พี่สาวก็ชอบเจ้ามากเหมือนกัน”ในขณะที่สองสาวหัวเราะคิกคัก เหว่ยจงก็เริ่มคิดตามคำเตือนของสหาย ในสำนักมีลูกมังกรอยู่หนึ่งคน และนางมักชอบสร้างปัญหาให้คนอื่นอยู่เสมอ“ข้าจะปกป้องยายหนูน้อยให้ถึงที่สุด หากใครมาใช้อำนาจข่มขู่รังแกลูกศิษย์ข้ามันต้องเจอดี อยู่แคว้นซิงไม่ได้ก็ไปอยู่แคว้นอื่น เจ้านึกว่าคนอย่างข้าจะเกรงกลัวอำนาจผู้ใดงั้นรึเจ้าเฒ่าบ้า”