อาอวี่ เสี่ยวหนิง และอาเปาเดินทางไปทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน
เส้นทางเริ่มเปลี่ยนไปจากเขตบ้านเรือน กลายเป็พื้นที่กว้างของไร่นาต่อเนื่อง คันนาถูกขุดแบ่งเป็ช่องยาวเป็ระเบียบ น้ำในร่องชลประทานไหลช้า ๆ สะท้อนแสงอ่อนของท้องฟ้า พื้นดินบางส่วนยังเปียกชื้นจากการรดน้ำ พืชผลเขียวขจีขึ้นเป็แนวแน่นตา
พื้นที่ฟากนี้คือโซนเพาะปลูกของหมู่บ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่จะใช้ชีวิตอยู่กับนาและผลผลิตในแต่ละวัน เสียงพูดคุยสั้น ๆ ดังแทรกเป็ระยะ เสียงเครื่องมือไม้กระทบกับภาชนะเป็จังหวะเรียบง่ายตามงานที่ทำ
เมื่อมองไกลออกไปทางใต้ของหมู่บ้าน จะเห็นเส้นทางดินสายหนึ่งทอดยาวตัดผ่านแนวไร่ไปไกล เส้นนั้นคือทางสัญจรที่เชื่อมไปยังหมู่บ้านอื่นหรือเมืองใหญ่ แต่แทบไม่มีใครใช้เดินทางออกไปโดยลำพัง เพราะแม้จะเป็เส้นทางเดียวที่ออกนอกพื้นที่ได้ มันกลับเต็มไปด้วยความเสี่ยง ผู้ที่จะใช้ทางนั้นต้องมีหน่วยคุ้มกันมากฝีมือ หากไม่เช่นนั้น โอกาสที่จะไปถึงปลายทางอย่างมีชีวิตมีน้อยมาก
ทั้งสามคนเดินผ่านคันนาไปตามทางแคบ ๆ ระหว่างแปลงเพาะปลูก ลมพัดผ่านทุ่งข้าวเบา ๆ ทำให้ใบพืชสั่นไหวเป็ระลอก
ไม่นานนัก ลานนาเปิดกว้างขึ้นตรงหน้า
อาตงและหลินเทากำลังอยู่ที่นั่น ทั้งสองยืนอยู่ข้างโต๊ะไม้กลางลานนา มือกำลังทำงานแยกชนิดข้าวอย่างเป็จังหวะ เมล็ดข้าวถูกเทลงถาดไม้ แล้วคัดออกทีละส่วนอย่างคุ้นเคยกับงานที่ทำอยู่ทุกวัน
อาตงก้มหน้าทำงานต่อเนื่อง ไม่ได้เงยขึ้นมามองทันที ส่วนหลินเทาใช้หลังมือปัดเหงื่อเล็กน้อยแล้วหยิบข้าวต่ออย่างไม่หยุดมือ
ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ตั้งตัว
“ปั้ง!”
เสียงมือกระแทกลงบนโต๊ะดังลั่นกลางลานนา
อาเปาเดินเข้ามาเต็มตัว ก่อนกดฝ่ามือลงบนโต๊ะไม้แรงจนข้าวในถาดกระเพื่อม
อาตงชะงักมือทันที ส่วนหลินเทาหยุดลงช้า ๆ
อาเปายืดตัวขึ้น สีหน้าจริงจัง
“พ่อข้ากำลังนำขบวนสินค้าผ่านป่า ระหว่างหมู่บ้านไม้ดำกับหมู่บ้านเหยียนหลิน ระหว่างทางถูกอสูรลิงั์โจมตี”
“เพราะมีผู้คุ้มกันหลายหน่วย ทำให้ต้านมันไว้ได้ แม้จะมีผู้าเ็ แต่ขบวนยังปลอดภัย และกำลังกลับมา”
“แต่อสูรตัวนั้นไม่ได้ถูกจัดการ มันหนีไป และยังอาจวนเวียนอยู่แถวนี้”
อาตงกลืนน้ำลายเบา ๆ ส่วนหลินเทาขมวดคิ้วแน่นขึ้น
เสี่ยวหนิงพึมพำ
“เอ๋…ข้านึกว่าจัดการได้แล้ว”
“ไม่ง่ายเช่นนั้น!”
อาเปาฟาดมือใส่อากาศ
“เ้าสัตว์ประหลาดนี่ น่ากล่ากว่าาาอสูร คนละชั้น!”
“พ่อข้าจึงส่งจดหมายมา เตือนท่านเหอ และท่านย่าของข้า ให้ระวังตัว”
ความเงียบลงชั่วครู่
อาตงเอ่ยขึ้น “แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดี?”
หลินเทานิ่ง แต่สีหน้าเริ่มจริงจังขึ้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาเริ่มที่จะเป็กังวลขึ้นแล้ว
อาเปามองทุกคนตรง ๆ
“และเพราะแบบนั้น ข้าจึงคิดแผนมาได้”
“วันนี้เราจะซ้อมจับอสูร เพื่อปกป้องหมู่บ้าน”
เด็กๆพากันตาใสเป่งประกาย “ตกลง! แล้วพวกเราจะซ้อมกันยังไง”
อาเปายืดอกอีกครั้งทันที
“เหตุนี้เราจึงต้องอยู่กันพร้อมหน้า เพราะข้าจะตั้งหน่วยล่าอสูร” เขาชี้นิ้วขึ้นไปข้างหน้าอย่างจริงจัง “และวันนี้ คนที่จะเป็เ้าสูรแสนโชคร้ายคือ…อาอวี่!!”
“เอ๋ ทำไมเป็ข้า”
“เพราะเ้ามาสาย สายมาก ข้ารอเ้าอยู่ตั้งนาน เ้าไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธ!”
เขาโบกมือเหมือนตัดสินคดีเสร็จ “และข้า เสี่ยวหนิง หลินเทา และอาตง จะต้องวางแผนจับเ้าให้ได้”
“หืม...นี่มันก็วิ่งไล่จับที่เราเล่นทุกวันหนิ”
“เพ่ยยยย ผิดแล้ว มันคือการล่าอสูร ล่าอสูร!!!”
ทั้งสี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนสายตาจะสบกัน
ในหัวแทบคิดพร้อมกันโดยไม่ต้องพูดออกมา
เ้านี่มันก็แค่อยากเล่นเฉย ๆ นี่หว่า
.
.
.
เห้อ…สุดท้ายข้าก็ต้องมาโดนไล่จับตามแผนของเ้าอ้วนมันจนได้
อาอวี่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สายตากวาดมองทั้งลานนาเหมือนกำลังประเมินสนามรบในหัว
เอาเถอะ หากคิดจะจับข้าง่าย ๆ หละก็ ฝันไปเถอะ
ดูซิจะมาไม้ไหน
อีกฝั่ง อาเปายืนยืดอกเหมือนแม่ทัพตัวน้อย
“เริ่มได้!” เสียงนั้นดังเหมือนคำสั่งเปิดศึก อาเปาชี้ไปด้านข้างทันที สีหน้าจริงจังเกินวัย “ข้าจะเป็ผู้บัญชาการ!”
“หลินเทา เ้าคุมการปิดล้อมทางหน้า ล็อกการเคลื่อนไหวของมัน อย่าให้หลุด!”
หลินเทาพยักหน้าช้า ๆ แล้วขยับตัวไปด้านหนึ่งของลานนา
“อาตง เ้าคุมปีกซ้าย ตัดเส้นทางหนีด้านคันนา หากมันวิ่ง ต้องบีบให้มันย้อนกลับเข้ากลาง!”
อาตงถอนหายใจเบา ๆ แต่ก็ขยับไปตามคำสั่ง
“ส่วนข้า...จะคุมปีกขวา! คอยกดดันมันจากด้านข้าง ทำให้มันไม่มีพื้นที่ให้หนี!”
อาเปาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนลดเสียงลง
“เสี่ยวหนิง...เ้าซ่อนตัวไว้ รอจังหวะสัญญาณ แล้วค่อยลอบโจมตี!”
เสี่ยวหนิงพยักหน้าเงียบ ๆ ก่อนถอยหายเข้าไปทางยุ้งข้าว
ลานนาเงียบลงชั่วครู่ ราวกับสนามรบที่กำลังรอคำสั่งสุดท้าย
“ดี! แผนล่าอสูร...เริ่มได้!”
ในหัวอาอวี่หัวเราะเบา ๆ
ล้อมปีกซ้ายขวา ซ้อนหน้า ซุ่มหลัง...
แผนดูเหมือนจริงจังเสียจนข้าเกือบจะเชื่อแล้ว
แต่สุดท้าย...
มันก็แค่เกมไล่จับของเ้าอ้วนเท่านั้นแหละ
งั้นข้าก็จะเล่นกับพวกเ้าหน่อยแล้วกัน
อาอวี่เอามือไพล่หลัง เดินช้า ๆ ไปกลางลานนาอย่างไม่รีบร้อน ราวกับกำลังเดินเล่น ไม่ใช่อสูรที่กำลังถูกล่า
“เริ่มปิดวง!” เสียงอาเปาดังขึ้นทันที
หลินเทาเริ่มเคลื่อนจากด้านหน้า อาตงอ้อมเข้าคันนาทางซ้าย ส่วนอาเปาเร่งฝีเท้าจากอีกด้านหนึ่ง วงล้อมที่เคยค่อย ๆ บีบแคบลง พลันหดตัวเข้าหากันในพริบตา เส้นทางหลบหนีถูกปิดลงทีละด้าน เพียงชั่วครู่เดียว อาอวี่ก็ถูกบีบให้อยู่กลางวงล้อมอย่างสมบูรณ์
ช่างรวดเร็วนัก!
เพียงปลายนิ้วห่างจากเสื้อผ้าไม่ถึงคืบ อาอวี่พลันรู้สึกตื่นตัวไปทั่วร่างกาย ราวกับทุกสิ่งรอบตัวช้าลงชั่วขณะ
เขาออกเท้าซ้ายสลับขวา สร้างภาพลวงตาให้สายตาของทั้งสามสับสน ก่อนถีบตัวพุ่งขึ้น้าอย่างฉับพลัน
ฟุ่บ!
ร่างเล็กพลิกกลับกลางอากาศหนึ่งรอบ ลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนพ้นระยะเอื้อมมือของทุกคน
ฉึบบบ—
ปลายเท้าแตะลงบนคันนาอีกฝั่งอย่างแ่เบา ราวกับใบไม้ตกสู่ผิวน้ำ
ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วครู่
“เ้าา...เ้าทำได้ยังไง!?” อาเปาเบิกตากว้าง
อาอวี่หันกลับไปมอง ก่อนยักไหล่
“เหห...”
“ข้าก็แค่ะโหลบ”
อาอวี่ส่ายหน้าเบา ๆ
ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากใต้ต้นไม้ไม่ไกลนัก
“เอ๋...” ชาวนาคนหนึ่งขมวดคิ้ว
“เมื่อครู่ข้าตาฝาดหรือไม่ เหมือนปราณมันไหลไปรวมที่เด็กนั่นชั่วครู่หนึ่ง”
อีกคนหัวเราะ “เ้าตากแดดจนเพี้ยนแล้ว” “นั่นเด็กสิบขวบ”
อาอวี่ละสายตาจากชาวนาสองคนนั้น ก่อนหันกลับมามองกลุ่มผู้กล้าล่าอสูรของตน
อาเปายังคงยืนอ้าปากค้างอยู่
ดูเหมือนอีกฝ่ายยังไม่หายใกับการะโเมื่อครู่
“ไม่ได้!”
อาเปาพลันะโขึ้นมา
“เมื่อครู่ไม่นับ!”
“เหตุใดจะไม่นับ”
“เพราะอสูรโกง!”
อาอวี่มองอีกฝ่ายเงียบ ๆ “เ้าเป็คนตั้งกติกาเองมิใช่หรือ”
“ถึงอย่างนั้นก็โกงอยู่ดี!” อาเปาสะบัดมือทันที “เปลี่ยนแผน!”
ดวงตาของเ้าตัวเริ่มลุกวาวอีกครั้ง
“หลินเทา! เ้าใช้กำลังเข้าบังคับมัน!”
“อาตง! คอยตัดทางหนี!”
“ส่วนข้า...จะบัญชาการด้วยตนเอง!”
อาตงถอนหายใจ“ก็ทำอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
“อย่าขัดผู้บัญชาการ!”
สิ้นเสียง เด็กทั้งสามก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง
คราวนี้เร็วกว่ารอบแรก
หลินเทาพุ่งเข้ามาก่อนเป็คนแรก ร่างสูงใหญ่กดเข้ามาราวกับวัวหนุ่มกำลังพุ่งชน อาตงอ้อมตัดด้านข้างอย่างรวดเร็ว ส่วนอาเปาเองก็วิ่งตามหลังพลางะโสั่งไม่หยุด
“ซ้าย!”
“ไม่ใช่ซ้ายนั้น!”
“อีกซ้ายหนึ่ง!”
“ล้อมมันไว้!”
อาอวี่แทบหลุดหัวเราะ
แต่ถึงอย่างนั้น การเคลื่อนไหวของทั้งสามกลับประสานกันดีกว่ารอบก่อนเล็กน้อย ระยะห่างถูกบีบเข้ามาเรื่อย ๆ หลินเทาปิดหน้า อาตงปิดข้าง อาเปาคอยอุดช่องว่าง หากเป็เด็กทั่วไป คงถูกจับไปนานแล้ว
น่าเสียดาย หากนำพวกเ้าไปเทียบสัตว์ป่าหลังหมู่บ้านแล้วยังช้านัก! อาอวี่ขยับเท้าเบา ๆ
ทันใดนั้นเอง
ภาพตรงหน้ากลับชัดขึ้นอย่างประหลาด
ฝีเท้าของหลินเทา
ทิศทางสายตาของอาตง
แม้แต่จังหวะหายใจของอาเปา
ทุกอย่างชัดเจนกว่าปกติ
ราวกับร่างกายของเขารู้ล่วงหน้าว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร
เอ๋...
เหตุใดข้าจึงเห็นชัดเพียงนี้ ความคิดเพิ่งผุดขึ้นในหัว
วงล้อมก็เข้ามาถึงตัวแล้ว
ช้าเพียงชั่วครู่
อาอวี่ก้าวถอยหลัง..หนึ่งก้าว...สองก้าว.....สามก้าว
เพียงสามก้าวสั้น ๆ
แต่กลับพ้นจากตำแหน่งที่ทั้งสามกำลังมุ่งเข้าหาพอดี
ตูม!
อาเปาพุ่งชนอาตงเต็มแรง
อาตงเสียหลักล้มกลิ้ง
หลินเทาหยุดตัวเองไม่ทันจนเกือบคว่ำตามไปอีกคน
ลานนาวุ่นวายเป็กลุ่ม
อาอวี่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว
ปลอดภัยสมบูรณ์
“หนอยยย!”
อาเปาลุกขึ้นมากุมหน้าผาก
“เหตุใดเ้านี่เร็วขึ้นทุกวัน!”
อาอวี่ยกมุมปากขึ้น
“ฮี่ แม้แต่หมูป่ายังไล่จับข้าไม่ได้ หมูน้อยกับชาวนาจะทำได้อย่างไร”
อาเปาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนหรี่ตาลง
จากนั้นพลันชี้นิ้วออกไป
“หึ!”
“เ้าอสูรตัวจ้อยผู้หยิ่งผยอง!”
“ข้าผู้บัญชาการ จะไม่ยอมแพ้!!”
เ้าตัวสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
“หน่วยซุ่มโจมตี!”
“เริ่มปฏิบัติการ!!!”
ฟุ่บบ! แทบจะพร้อมกับสิ้นเสียง แขนเล็กคู่หนึ่งพลันพุ่งออกมาจากกองฟางข้างทาง รัดเข้าที่เอวของอาอวี่อย่างแม่นยำ
“ห๊ะ!?” อาอวี่สะดุ้งสุดตัว
“ข้าจับเ้าได้แล้ว!” เสียงใสดังขึ้นจากด้านหลัง
เสี่ยวหนิงโผล่หน้าออกมาจากกองฟาง ดวงตาโค้งเป็จันทร์เสี้ยวด้วยความดีใจ
อาอวี่นิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนค่อย ๆ มองกองฟางนั้นสลับกับเสี่ยวหนิง
อา...
ข้าลืมนางไปเสียสนิท
ยามนางซ่อนตัว
นางแเีกว่าใครเสมอ
“สำเร็จแล้ว!” อาเปาะโตัวลอย
“จับอสูรได้แล้ว!”
“ผู้บัญชาการต่งเปาได้รับชัยชนะอีกครั้ง!”