พลิกเกม คนวิถีเซียน

    บทที่ 4 ถึงเวลาที่ต้องเลื่อนขั้นเสียที (1)


    ชายชราหลังค่อมเล็กน้อยในชุดคลุมสีเทายาวหมอเฒ่าซุนไป๋เฉ่าทอดสายตามองฝ่าม่านหิมะตรงมายังทิศทางที่เถี่ยซานยืนอยู่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นยังคงเรียบเฉย ทว่าท่ามกลางความหนาวเหน็บหากเถี่ยซานมีสติปัญญาและสายตาที่เฉียบคมพอ เขาจะสังเกตเห็นว่า ท่วงท่าการยืนจังหวะการหายใจ และประกายความรู้สึกนึกคิดในแววตาของหมอเฒ่าในยามนี้...คล้ายกับมีบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป


    เถี่ยซานคล้ายอ้ำๆ อึ้งๆจะเอ่ยปากถามหมอซุน แต่ก็ดูคล้ายเกรงใจและหวาดหวั่นอยู่บ้างด้วยความเป็นคนทึ่มซื่อของเขามักจะโดนหมอซุนเอ็ดด่าอยู่หลายครั้งเวลาที่ทำอะไรไม่ถูกใจ

    หมอซุนที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากก็คล้ายจะเข้าใจความสงสัยนั้นได้ทันที “ข้าแค่นึกสนุก...เลยลองร่ายรำฝึกกระบี่สักหน่อย” เสียงแหบพร่าเอ่ยออกมาอย่างราบเรียบ

     เถี่ยซานพยักหน้ารับแม้ในใจจะยังนึกสงสัยที่ว่ายังป่วยอยู่ไม่ใช่เหรอในช่วงนี้ยังไงถึงลุกขึ้นมาร่ายรำกระบี่ได้ แต่เขาก็ไม่กล้าซักไซ้ให้มากความทว่าพอนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เกิดเรื่อง เขายังไม่เห็นสหายรักอย่างไป๋ลี่เลยยังไงเสียก็ต้องเอ่ยปากถาม “เอ่อ... ข้าไม่เห็นไป๋ลี่เลยท่านหมอเห็นเขาหรือไม่ขอรับ”

    “นั่งอ่านตำราอยู่ข้างในเรือนนั่นแหละ”หมอซุนตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย

    เมื่อได้ยินดังนั้นเถี่ยซานก็ผุดยิ้มคลายความกังวลใจลงมาได้เพราะการที่ไป๋ลี่มักจะขลุกตัวอยู่กับการอ่านตำราสมุนไพรในเรือนของตาเฒ่านั้นหาใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด เจ้ายักษ์ใหญ่จึงโค้งคำนับอาจารย์หนึ่งครั้งก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่กระท่อมของตนไป

    ลับหลังเถี่ยซานที่เดินห่างออกไปแล้วหากมองทะลุผ่านบานประตูเรือนของหมอเฒ่าซุนเข้าไป จะพบกับ 'ไป๋ลี่' ที่กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาแน่นพยายามเดินลมปราณเพื่อขับไล่พิษกำยานสยบเทวะที่ยังหลงเหลืออยู่อีกเพียงหยิบมือออกจากร่างกาย

    หลายปีมานี้ในขณะที่ตาเฒ่าซุนวางแผนอย่างแยบยลเพื่อยึดร่างของเขาและเถี่ยซานเป็นภาชนะตัวเขาเองก็มี 'แผน' ที่วางเอาไว้ตลบหลังตาเฒ่าเช่นเดียวกัน

    หากจู่ๆหมอเฒ่าประจำสวนสมุนไพรเกิดหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หรือมีคนพบศพอย่างกะทันหันผู้คนในสำนักย่อมต้องผิดสังเกต และแน่นอนว่าเมื่อไร้ซึ่งผู้คุ้มกะลาหัวศิษย์รับใช้ปลายแถวอย่างเขาหรือเถี่ยซานก็อาจจะต้องถูกระเห็จออกจากสำนักเซียนเสวี่ยนไปก็เป็นได้

    ด้วยเหตุนี้จากตำราศาสตร์หุ่นเชิดแห่งบรรพกาลที่ไป๋ลี่ซุ่มศึกษามาจนถึงระดับหนึ่งมันจึงกลายเป็นเรื่องดีที่เขาจะได้มีโอกาส 'ลองวิชา' กับของจริงโดยไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องศีลธรรมความถูกต้องให้วุ่นวาย

    ใช่แล้ว...หมอเฒ่าซุนไป๋เฉ่าที่ยืนเอามือไพล่หลังรับลมหนาวอยู่นอกเรือนเมื่อครู่คือร่างเนื้อของหมอซุนจริงๆ ทว่าดวงจิตด้านในนั้นดับสูญไปแล้ว บัดนี้มันคือ 'หุ่นเชิดมนุษย์' ที่ถูกชักใยและควบคุมโดยไป๋ลี่อย่างสมบูรณ์

    ผ่านไปไม่นานนัก ไอพิษสีเทาจางๆก็ถูกขับระเหยออกจากรูขุมขนจนหมดสิ้น ไป๋ลี่ลืมตาขึ้น เขาพรูลมหายใจยาวก่อนจะก้มลงมอง 'กระบี่เวท' ที่ตนเองใช้ต่อสู้เมื่อครู่ยังวางอยู่บนพื้นคมกระบี่ที่เคยเรียบกริบ บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแหว่งและรอยบิ่น

    สมองของเขาเริ่มประมวลผลนึกย้อนทบทวนถึงฉากการต่อสู้เมื่อครู่ ทุกกระบวนท่าที่เขาใช้ออกไปทุกจังหวะที่ปะทะ

    แม้เขาจะจดจำเรื่องราวของเส้นเรื่องซีรีส์ได้อย่างคร่าวแต่มันก็เป็นเพียงภาพกว้างๆ ไม่ได้แน่ชัดถึงรายละเอียดในทุกจุด โดยเฉพาะช่วงระยะเวลาที่แน่นอนตามพล็อตเรื่องเดิมนั้น ไป๋ลี่จะได้สุดยอดกระบี่วิเศษมาครอบครอง ทว่านั่น เหมือนต้องรอจนกว่าจะถึงช่วงกลางเรื่องที่ตัวเขาจะสามารถหลอมสร้าง 'กระบี่ไผ่เขียวสีทอง' ที่แข็งแกร่งดุจเพชรและคมกริบตัดเหล็กขึ้นมาได้สำเร็จ

    และในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น เขาไม่แน่ใจว่าตามเนื้อเรื่องมันก่อนหรือหลังเขาก็จะบังเอิญไปค้นพบ 'สุดยอดคัมภีร์เพลงกระบี่โบราณ' ที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วใต้หล้าอีกด้วย

    เพียงแต่... เขาต้อง รอ

    เขาไม่อยากรอนานขนาดนั้น!แต่จะให้ทำอย่างไรได้...

    ท่ามกลางข้าวของที่ระเนระนาดแตกหักสายตาของไป๋ลี่ยังคงจับจ้องอยู่ที่กระบี่เวทห่วยๆ บนพื้นพลางคิดอยู่เป็นนานเขารู้สึกรับไม่ได้กับกระบี่เล่มนี้จริงๆ และยิ่งรู้สึกสมเพชรับไม่ได้กับ 'เพลงกระบี่รวบรัด' อันแสนจะตื้นเขินที่ตนเองเพิ่งจะร่ายรำออกไปมันช่างเชื่องช้าและอืดอาด

    นัยน์ตาทอประกายเด็ดเดี่ยวเขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่และเอ่ยคำสาบานกับตนเองในใจ... นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไปหากไม่ใช่กระบี่วิเศษระดับ 'กระบี่ไผ่เขียวสีทอง' ข้าจะไม่ขอจับกระบี่เล่มใดอีกและหากมีเพียงกระบวนท่าขยะที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ชวนสมเพชพวกนี้ข้าก็จะไม่มีวันร่ายรำเพลงกระบี่อีก...

    ไป๋ลี่ก็สะบัดมือเบาๆ หุ่นเชิดกระดาษตัวจิ๋วเจ็ดแปดตัวก็กระโดดดึ๋งๆ ออกมาจากแขนเสื้อพวกมันวิ่งเตาะแตะแยกย้ายกันไปจัดการกับสภาพข้าวของที่กระจัดกระจายอย่างรู้งานตัวหนึ่งปัดกวาดเศษซากกระถางธูป อีกตัวช่วยซ่อมขาโต๊ะที่หักและอีกหลายตัวกำลังช่วยกันนำเศษไม้ไปอุดปิดรอยรั่วบนผนังอย่างขะมักเขม้น

    ส่วนตัวไป๋ลี่เอง เมื่อสั่งงานเสร็จเขาก็เพ่งจิตแวบเข้าสู่ห้วงมิติของระบบทันที