ตอนที่ 4 ป้ารองให้ร้าย (2)
หากไม่ใช่เพราะความเฉยเมยของเขา แม่ของเธอคงไม่ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนาเช่นนั้น แน่นอนว่า ทั้งเธอและแม่ก็คงมีอนาคตที่สดใสกว่าที่เป็อยู่เช่นกัน
ตัดกลับมาในปัจจุบัน ได้เห็นใบหน้าที่ไร้ยางอายของอู๋ซิ่วเหลียน หลินจิงซูถึงกับสั่นสะท้านหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ
หากผู้หญิงคนนี้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพ่อของเธอจริงๆ เป็ไปได้หรือไม่ว่า บางทีพ่อเธอเองก็มีส่วนเกี่ยวข้อง และรับรู้เื่การจัดฉากชู้ที่เกิดขึ้นกับติงเสวี่ยเหม่ย?
ยิ่งคิดได้เช่นนั้น หลินจิงซูก็ยิ่งบีบกำปั้นทั้งสองข้างแน่น ก่นเสียงเย็นะเืผ่านลำคอว่า
“คุณย่า ป้ารอง ขอถามตามตรง ขืนยังยื้อไม่ให้แจ้งตำรวจอยู่แบบนี้ ถ้าไม่ได้เงินคืนขึ้นมาจริงๆจะทำยังไง?”
คำพูดประโยคนี้กระแทกถึงใจของย่าอู๋รุนแรง เธอรีบร้องะโอย่างกระวนกระวายขึ้นทันที
“นั่นสิ! ใช่ๆ! ไปแจ้งตำรวจสิ! รีบไปเดี๋ยวนี้เลย!”
หากนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อเป็สร้อยทองยังพอรักษามูลค่าได้ แต่ถ้าถูกปล้นขึ้นมาจริงๆ สิ่งที่เหลือกลับมาเท่ากับไม่มีอะไรเลย!
อู๋ซิ่วเหลียนยิ่งหน้าซีดเผือดมากขึ้นเมื่อได้ยินเสียงร้องกระตุ้นซ้ำสอง เอาแต่ก้มหน้าก้มตาและเริ่มทำอะไรไม่ถูก
หลินจิงซูแสยะยิ้มในใจเงียบๆ จงใจหันหัวหอกโจมตีใส่อีกฝ่ายทันที
“เอ๊า? ทำไมป้ารองต้องทำหน้าแบบนั้นด้วยล่ะ? คุณย่าบอกว่าให้ไปแจ้งตำรวจมาจับโจร ไม่ได้มาจับป้ารองซะหน่อย?”
อู๋ซิ่วเหลียนหันขวับถลึงตามองหลินจิงซู ภายในใจแอบก่นด่าสาปแช่งนังชะนีตัวน้อยเงียบๆ
เธอแสร้งทำเป็สงบลงและตอบกลับไปว่า
“อยากจะไปแจ้งตำรวจก็ไปสิ จะมาบอกฉันทำไมกัน? ฉันไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์สักหน่อย น่ารำคาญชะมัด…”
ทันทีที่พวกเธอไปถึงสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความ และขณะที่เ้าหน้าที่ตำรวจกำลังจดบันทึกรายละเอียดของเหตุการณ์อยู่ ตำรวจนายนั้นก็พูดขึ้นว่า
“ในเมื่อคนร้ายถูกแทงมีาแลึกฉกรรจ์ ก็คงต้องรีบไปรักษาที่ศูนย์อนามัย หรือไม่ก็ร้านขายยาใกล้ๆแน่ การจะหาตัวจึงไม่ใช่เื่ยากเลย เพียงแต่…”
ย่าอู๋ร้องถามด้วยความกระวนกระวายใจ
“คุณตำรวจ แล้วเงินล่ะ? ฉันจะได้เงินคืนมั้ย?”
หลินจิงซูเฝ้าจับจ้องมองย่าอู๋ด้วยสายตารังเกียจ
ย่าอู๋เป็พวกหน้ามือก็เนื้อหลังมือก็เนื้อ[1] บางครั้งที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เธอก็จะปฏิบัติต่อลูกสะใภ้ทั้งสองคนอย่างเท่าเทียมกัน
แต่เวลานี้ ย่าอู๋ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเื่ที่แม่เธอเกือบจะถูกข่มขืนต่อหน้าเ้าหน้าที่ตำรวจเลย เพราะรู้ว่าพูดไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร จึงทำเป็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งเดียวที่อยู่ในสายตาของหญิงชราคนนี้ก็คือ เงิน
ทางตำรวจบอกได้เพียงแค่ว่า โอกาสจะได้เงินคืนกลับมามีน้อยมาก เพราะด้วยนิสัยของโจรส่วนใหญ่ มักจะถลุงเงินไปกับเื่สุรุ่ยสุร่ายจนหมดเกลี้ยงในทันทีที่ได้มา พอใช้จนหมดก็เริ่มทำตัวเป็หมูไม่กลัวน้ำร้อน เที่ยวจี้ปล้นชาวบ้านใหม่ไปเรื่อยๆ
ย่าอู๋โกรธจัดจนแทบลมจับ
เมื่อรู้ว่าตนเองแทบไม่มีโอกาสได้เงินก้อนนั้นคืนมา ก็กลายเป็ว่ายิ่งเดือดดาลมากขึ้น รีบพุ่งไปคว้ากระเป๋าสะพายของติงเสวี่ยเหม่ย แล้วเริ่มคุ้ยหาเงินราวกับคนคลุ้มคลั่ง จนเกือบจะทำให้กระเป๋าใบนั้นฉีกขาด
“นังสารเลว! นังโง่! แกปล่อยให้โจรเอาเงินตั้งมากมายขนาดนั้นไปได้ยังไง!? ทำไมแกถึงไม่ตายๆไปให้มันรู้แล้วรู้รอด! จะให้มีลูกเพิ่มก็ไม่มีน้ำยา ขนาดเงินเก็บของครอบครัวตัวเองก็ยังรักษาไว้ไม่ได้! ช่างไร้ค่าสิ้นดี!”
ย่าอู๋คลุ้มคลั่งร้องะโโหวกเหวกโวยวายเสียงดังไม่หยุด เดินปรี่เข้าไปใกล้ติงเสวี่ยเหม่ย เตรียมง้างฝ่ามือเหี่ยวแห้งเหมือนตีนไก่ของตนขึ้น หมายจะตบอีกฝ่ายเป็การสั่งสอน
เื่ที่แม่สามีชอบใช้ความรุนแรงกับตนนั้น ติงเสวี่ยเหม่ยดูเหมือนจะชินชาแล้ว เห็นท่าทางเช่นนั้นก็ได้แต่ยอมจำนนยืนหลับตาทำใจรับชะตากรรม
แต่มีหรือที่หลินจิงซูจะทนนิ่งเฉยดูแม่ของตนเองถูกรังแกเช่นนี้? เธอรีบเอื้อมมือออกไปพร้อมใช้นิ้วทั้งห้าคว้าแขนติงเสวี่ยเหม่ยดัง ‘หมับ’ แล้วกระชากร่างของเธอหลบออกจากตำแหน่งที่ยืนอยู่เดิมอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ฝ่ามือตีนไก่ของย่าอู๋หวดฟาดใส่หน้าอู๋ซิ่วเหลียนที่อยู่ข้างกันแทน
อู๋ซิ่วเหลียนไม่ทันเกร็งหน้าตั้งตัว จึงถึงกับส่งเสียงร้องจ๊ากเมื่อถูกตบจนใบหน้าสะบัดรุนแรง ชั่วขณะนั้น ถึงกับโพล่งออกไปเสียงดังลั่นสถานีตำรวจว่า
“แม่! จู่ๆมาตบฉันทำไม?! ซี๊ด…ตบซะแรงเชียว…”
ถึงอย่างนั้น จะให้ย่าอู๋ปฏิเสธว่าตบพลาดก็เกรงว่าจะเสียหน้า เธอจึงปั้นหน้าเหี้ยมเกรี้ยมเล่นละครตามน้ำต่อไป พร้อมกับชี้หน้าด่าลูกสะใภ้รองตัวดีว่า
“แกก็อีกคน! อยากจะให้คนอื่นซื้อสร้อยทองให้เป็ของขวัญลูกสาวตัวเอง! แล้วเป็ไงล่ะ! ตอนนี้เงินถูกปล้นไปไม่เหลือแม้แต่แดงเดียว!!”
อู๋ซิ่วเหลียนตระหนักดีว่าเดินแผนผิดพลาดจากที่คิดไว้ จึงรีบขอโทษขอโพยย่าอู๋ยกใหญ่
“พอแล้ว หยุดได้แล้ว! ถ้าจะทะเลาะกันก็ไปทะเลาะที่อื่น! ที่นี่คือสถานที่ตำรวจ ขืนยังกล้าก่อปัญหาอีกเดี๋ยวผมจะสั่งจับขังรวมซะให้เข็ด!”
ตำรวจลุกขึ้นตบโต๊ะเสียงดังปัง ร้องะโเตือนด้วยน้ำเสียงดุกร้าว ทำเอาบรรยากาศโดยรอบกลับสู่ความเงียบสงัดเสมือนป่าช้าทันที ส่วนย่าอู๋กับอู๋ซิ่วเหลียนต่างหุบปากเงียบกริบไม่ต่างจากลูกนกที่ซ่อนตัวอยู่ในรัง
หลินจิงซูประคองติงเสวี่ยเหม่ยไว้ข้างกายไม่ห่าง พาเธอเข้าไปโค้งคำนับขอบคุณตำรวจอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินจากไปทั้งแบบนั้น ไม่แม้กระทั่งจะสนใจเห็นหัวย่าอู๋หรืออู๋ซิ่วเหลียนแม้แต่น้อย
สำหรับเื่จับตัวคนร้ายนั้น เธอไม่สู้จะกังวลเท่าไหร่นัก เพราะอีกฝ่ายได้รับาเ็สาหัส มิหนำซ้ำเื่ก็ถึงมือตำรวจแล้วด้วย คงจะสามารถจับกุมตัวได้ในระยะเวลาอันสั้น
เื่ที่ควรกังวลจริงๆในเวลานี้ก็คือ เธอจำเป็ต้องนำเงินที่ซ่อนกลบอยู่ใต้กองอิฐในตรอกนั้นออกมาโดยเร็วที่สุด เพราะในเร็ววันนี้ ตำรวจคงจะเริ่มลงพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมหลักฐานแล้ว
หากเงินจำนวนนั้นถูกขุดพบแล้วล่ะก็ นี่จะกลายเป็ปัญหาใหญ่โตสำหรับตัวเธอและติงเสวี่ยเหม่ยแน่ และเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ แม้แต่ตัวเธอเองก็คงอธิบายอะไรไม่ถูกเช่นกัน!
[1] คล้ายสำนวนไทยที่ว่า รักพี่เสียดายน้อง