ศิษย์พี่ศิษย์น้องกับอีกหนึ่งสาวใช้ คุยพลางเดินพลาง ระหว่างทางพบเห็นศิษย์สายนอกหลายคนเดินสวนมาบ้าง ทุกคนต่างก็เข้ามาทักทายฉวนสี่อย่างนอบน้อม พร้อมกับมองสำรวจมู่เชียนอย่างประเมิน
ในเมื่อนางเดินอยู่ข้างกายศิษย์สายนอกอันดับหนึ่งท่านนี้ คงไม่มีใครกล้ามาหาเื่นางง่ายๆ อย่างน้อยที่สุดก็ใน่เวลาอันใกล้นี้
ทั้งสามเดินผ่านกระท่อมหลายหลัง ลักษณะของกระท่อมเ่าั้ไม่ใหญ่มาก แต่ละหลังมีระยะห่างกันราวครึ่งลี้ มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการฝึกวิชาของศิษย์แต่ละคน ในที่สุด ฉวนสี่ก็พาเด็กสาวทั้งสองมาหยุดอยู่หน้ากระท่อมไม้หลังหนึ่งที่ค่อนข้างใหญ่
“กระท่อมหลังนี้เดิมเป็ของศิษย์พี่เป่ย หนึ่งเดือนก่อน นางอายุครบ 21 ปี ทว่ายังมิอาจบรรลุเงื่อนไขสำหรับการเข้าการเป็ศิษย์สายในได้ นางจึงต้องออกจากสำนักไป…หลังใหญ่สักหน่อยอยู่กันสองคนจะได้ไม่อึดอัดนัก”
“ท่านว่า..ต้องเข้าสู่สำนักในก่อนอายุ 21 ปีหรือเ้าคะ ?” เื่เช่นนี้นางเพิ่งได้ยินเป็ครั้งแรก
“ถูกต้อง ข้าเองก็เหลือเวลาไม่มากนัก ปีนี้คงเป็โอกาสสุดท้ายแล้ว” ศิษย์พี่ฉวนที่สุภาพอ่อนโยนมาตลอด เมื่อพูดถึงเงื่อนไขนี้ ใบหน้าหล่อเหลาก็เผยแววจริงจังขึ้นมา รังสีอำมหิตของผู้เหนือกว่าถูกปล่อยออกมาโดยไม่รู้ตัว
ฉวนสี่เป็นักยุทธ์ชั้นสูง มู่เชียนััได้ว่า พลังฝึกตนของเขาเหนือกว่านางหลายขั้น ปราณของเขาทำให้นางรู้สึกอึดอัด ทว่าเสี่ยวจือจือนั้นกลับทนไม่ได้
ร่างเล็กยืนนิ่งไม่อาจขยับตัว สองขาของนางสั่นเทาด้วยแรงปราณของคนตรงหน้า ดวงหน้าหวานใสดูกระสับกระส่ายไม่อาจพูดจา ั์ตากลมมีน้ำเอ่อคลออย่างน่าสงสาร
มู่เชียนเห็นสถานการณ์นี้ก็รีบเอ่ยปากกับฉวนสี่เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเขาทันที
“ศิษย์พี่มีสิ่งใดต้องกังวลเล่า ตำแหน่งศิษย์สายนอกอันดับหนึ่งมิใช่ได้มาเพราะโชคช่วย… โอกาสนี้ย่อมเป็ของท่านอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้น อย่าลืมให้อั่งเปาศิษย์น้องคนนี้ด้วยนะเ้าคะ”
“หืมมม….ศิษย์น้องเอ่ยวาจาหวานหูปานนี้ หวังเพียงอั่งเปาจริงหรือ” ใบหน้าเคร่งของฉวนสี่เริ่มมีรอยยิ้มปรากฏอีกครั้ง
“ศิษย์น้องย่อมเอ่ยด้วยใจ มิได้หวังผลใดทั้งสิ้น แต่หากศิษย์พี่จะเมตตา ช่วยแวะมาหาข้าบ่อยๆ ให้บรรดาศิษย์คนอื่นๆรู้ว่าข้ามีท่านคุ้มครองอยู่ก็พอแล้วเ้าค่ะ”
เสียงใสเอ่ยประจบเอาใจ ขณะที่ขยิบตาใส่เขาอย่างเ้าเล่ห์ กิริยานั้นเรียกเสียงหัวเราะของฉวนสี่ให้ดังก้องไปทั่วบริเวณ เป็การทำลายบรรยากาศฆ่าฟันเมื่อครู่จนหมดสิ้น
สองขาของเสี่ยวจือจือกลับมาเป็ปกติแล้ว เด็กน้อยลอบถอนใจโล่งอก ขณะที่ฉวนสี่สังเกตเห็นกิริยาของเสี่ยวจือจือ ก็พลันคิดได้ เขารู้สึกผิดอย่างยิ่งที่เก็บอาการไม่อยู่ จนเกือบเผลอทำร้ายเด็กสาวไร้พลังปราณผู้หนึ่งเสียแล้ว
ชายหนุ่มพยายามแก้ตัวด้วยการเอ่ยปากหยอกล้อเสี่ยวจือจืออีกหลายคำ แต่สาวน้อยคล้ายเข็ดขยาด ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับเลยสักนิด เด็กสาวตัวเล็กได้แต่หลบอยู่หลังคุณหนูของตนอย่างหวาดระแวง
ท่าทางราวกระต่ายขาวกลับทำให้ฉวนสี่รู้สึกเอ็นดูอย่างมาก ก่อนจากไปเขาอาศัยความเร็ววูบไปด้านหลังมู่เชียนแล้วขโมยลูบศีรษะเสี่ยวจือจือหนึ่งครั้ง ทำเอานางใร้องเสียงหลง ฉวนสี่หัวเราะเสียงดังด้วยความพึงพอใจ
ภายในเรือนพักของมู่เชียน กระท่อมหลังนี้เรียบง่ายมาก มีหนึ่งเตียง หนึ่งโต๊ะกลางพร้อมชุดน้ำชาอีกหนึ่งชุด ฉากกั้นพื้นที่สำหรับอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า หน้าฉากมีตั่งหนึ่งตัว พอให้สาวใช้ตัวน้อยขึ้นไปนอนได้ ทว่าแม้จะเป็เรือนเล็กๆ แต่มู่เชียนก็ยังรู้สึกพอใจ
“ศิษย์พี่ฉวนคนนั้น น่ากลัวอย่างไรก็ไม่รู้ ตอนแรกดูใจดี น่าสนิทสนมใกล้ชิด ต่อมากลับคล้ายผีสิง กลายเป็คนน่ากลัว เมื่อครู่ข้าหายใจแทบไม่ออก เกือบจะขาดใจตาย !” เสี่ยวจือจือลอบนินทาถึงฉวนสี่ ขณะที่มือน้อยสองข้างเก็บกวาดเรือนไม่หยุด “คุณหนูอยู่ห่างๆไว้เป็ดีนะเ้าคะ ส่วนข้า..เห็นเขาเมื่อไหร่ จะหนีให้ไกลอีกสิบลี้เลย”
"เขาไม่ได้ตั้งใจหรอก เมื่อครู่เ้าถูกปราณยุทธ์ของเขากดข่มเอาเท่านั้น เขาคือนักยุทธ์ขั้นสูง ส่วนเ้าคือผู้ปราศจากปราณยุทธ์ ช่วยไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบมากสักหน่อย ”
เสี่ยวจือจือฟังมู่เชียนเอ่ยก็ตาพองโต เอ่ยด้วยน้ำเสียงใว่า“ขนาดไม่ได้ตั้งใจยังเป็ถึงเพียงนี้ หากวันหน้าเขาเกิดโมโหสิ่งใดขึ้นมา ข้ามิถูกเขากดบี้จนแบนเป็แมลงหรือเ้าคะ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า วางใจเถิดเด็กน้อย จะต่อต้านเขามิใช่เื่ยาก เ้าเองก็มีพร์ไม่แพ้ผู้ใด ข้าจะสอนเ้าเอง อยากเรียนหรือไม่ ?” เสี่ยวจิ้งปรากฏตัวขึ้นพร้อมเอ่ยเสียงดัง ก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยผ่านการแนะนำตัวกันมาแล้ว ัน้อยเป็สัตว์อสูรประจำกายนายสาวจึงไม่น่ากลัวสำหรับเสี่ยวจือจือ
“ข้าเรียนได้หรือเ้าคะ?” สาวใช้ชี้หน้าตนเอง พร้อมหันไปมองคุณหนูของตนอย่างงุนงง
บ่าวไพร่แม้จะมีพร์มากมายเพียงไรก็มีสถานะเพียงบ่าวไพร่ เป็สิทธิ์ขาดของนายที่จะชี้ชะตา เมื่อชะตาของเสี่ยวจือจืออยู่ในมือของนาง นางก็จะช่วยส่งเสริมเด็กสาวคนนี้ให้ถึงที่สุดเอง
“ยาที่ข้าให้เ้าอยู่ที่ใด ?” มู่เชียนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม สาวใช้ตัวน้อยรีบควักเอาขวดยาในแขนเสื้อออกมามอบให้ทันที ของที่คุณหนูของนางให้มา แม้ไม่รู้ว่ามีประโยชน์อันใด ทว่านางก็ยังพกติดตัวไว้ตลอดเวลา
มู่เชียนเทยาในขวดออกมาบนฝ่ามือของเด็กสาว ยาเม็ดกลมเกลี้ยงสีฟ้าแวววาวปรากฏขึ้น เสี่ยวจือจือจ้องมองมันอย่างหลงใหล นางไม่เคยเห็นยาที่สวยงามขนาดนี้มาก่อน
“ตัวเ้า มีธาตุน้ำบริสุทธิ์ มีพร์ในการฝึกยุทธ์อย่างมาก หากเ้าอยากเข้าสู่โลกของการฝึกตน ก็กินยาเม็ดนี้เข้าไป มันจะช่วยเสริมพร์ของเ้า ให้เ้าก้าวเข้าสู่ขั้นนักยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่หลังจากกินยานี้แล้ว เ้าอาจจะพบกับความเ็ปอยู่บ้าง เตรียมใจไว้ด้วยนะ”
เสี่ยวจือจือยังคงมองยารวมปราณอย่างเหม่อลอย ยาสีฟ้าเม็ดนี้จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของนาง ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ขั้นนักยุทธ์ เด็กสาวก็จะหลุดพ้นจากสถานะบ่าวไพร่โดยฉับพลัน นางจะมีสิทธิ์เลือกว่าจะทำงานให้ใคร หากไม่พอใจ ก็สามารถเปลี่ยนเ้านายได้ หรือแม้กระทั่งเป็ไทแก่ตัวได้ … นางจะมีชีวิตเป็ของตนเอง !
ทว่า..ทั้งที่คุณหนูทราบก็ยังยินดีจะปล่อยนางเป็อิสระ
จิตใจของสาวน้อยสั่นไหวอย่างรุนแรง นางเงยหน้ามองไปที่นายสาว ใบหน้าเล็กปรากฏรอยยิ้มทั้งน้ำตา
“คุณหนู ท่านดีกับบ่าวนัก วันนี้บ่าวตัดสินใจก้าวเข้าสู่โลกของผู้ฝึกตน มิใช่เพื่อให้หลุดพ้นจากสถานะบ่าวไพร่ แต่เพื่อจะได้เป็มือเป็เท้าให้ท่าน ช่วยเหลือท่าน ปกป้องท่าน ข้าจือจือขอสาบานว่า ชีวิตข้าจะเป็ของท่านตลอดไป !”กล่าวจบ เด็กสาวก็ส่งโอสถสีฟ้าเม็ดนั้นเข้าปากแล้วกลืนลงท้องไปทันที
ความหนาวเย็นปวดแปลบพลันปรากฏขึ้น ร่างบางที่สั่นเทาเริ่มทรุดตัวลงกับพื้น เด็กสาวพยายามกัดฟันเพื่อต่อสู้กับความหนาวเย็นสาหัสที่เกิดขึ้นทั่วตัว
มู่เชียนก้มลงมองอย่างเข้าใจ นางรู้ดีว่าเสี่ยวจือจือต้องเผชิญกับอะไร ความหนาวเย็นเสียดกระดูกนี้นางเองก็ผ่านมาแล้ว ซ้ำยังควบคู่กับความแข็งกร้าวหนักหน่วงของธาตุไม้ ความบาดแหลมของธาตุลม ความบีบรัดของธาตุดิน ความกัดกร่อนของธาตุมืด และ ความแสบร้อนของธาตุแสงอีกด้วย นางเชื่อว่าขอเพียงอดทนอีกชั่วครู่ ความเ็ปก็จะผ่านพ้นไป และรางวัลที่รออยู่ปลายทางนั้น.. คุ้มค่ายิ่ง
เสี่ยวจิ้งลอยตัวขึ้นในอากาศข้างกายมู่เชียน เขาพ่นไอร้อนสีแดงออกจากปาก เพื่อช่วยห่อหุ้มกายของเสี่ยวจือจือไว้ ทำให้อาการหนาวสั่นของเด็กสาวบรรเทาลงบ้าง หนึ่งเค่อต่อมา ทุกอย่างก็จบลงพร้อมกับร่างเด็กน้อยที่ผลอยหลับไป
“ขอบคุณนะเสี่ยวจิ้ง” มู่เชียนเอ่ยยิ้มๆ ก่อนจะอุ้มร่างบางขึ้นไปวางบนตั่ง เด็กสาวผู้นี้มีความอดทนเกินวัยนัก คู่ควรแล้วกับความหวังดีของนาง
“ข้าััได้ถึงความจริงใจและความแข็งแกร่งของยายหนูนี่… นางจะเป็กำลังสำคัญของเ้าในวันข้างหน้า”
“ข้าหวังเพียงให้นางเติบโต มีชีวิตที่สงบสุขดีงามก็พอแล้ว” ัเทพมองดูมู่เชียนเก็บชายผ้าเพื่อกันลมให้สาวใช้อย่างอ่อนโยน พลางคิดอย่างขบขันในใจ
‘ติดตามเ้า ธิดาเทพแห่งมิติ ชีวิตของนางย่อมดีงามที่สุดอยู่แล้ว แต่จะสงบสุขหรือไม่ ข้ายังไม่มั่นใจนัก’
เช้าวันต่อมา เสี่ยวจือจือตื่นขึ้นก่อนนายสาวเช่นเคย ร่างเล็กโงนเงนไปมา ขณะที่ในหัวไล่เรียงภารกิจการปรนนิบัตินายสาวในเช้าวันนี้
‘ก่อนอื่นต้องตักน้ำ ต้มน้ำ ทำอาหารเช้า ปรนนิบัติคุณหนูล้างหน้า ... ที่นี่ที่ไหน? บ่อน้ำอยู่ไหน?’
ร่างเล็กเดินโซเซออกจากกระท่อมด้วยลักษณะที่สองตายังตื่นไม่เต็มที่ ดวงตาหรี่ปรือชนเข้ากับร่างหนาที่ขวางอยู่หน้าประตูอย่างแรง
“โอ้ยย.. !!”เด็กน้อยซวนเซจนเกือบล้มลง โชคดีที่คนตรงหน้าคว้าแขนข้างหนึ่งของนางไว้ได้ เสี่ยวจือจือเงยหน้าขึ้น ความเจ็บที่ศีรษะทำให้นางอ้าปากต่อว่าออกไป
“เ้าคนร่างหินที่ไหนมาขวางข้า มารดาเจ็บจะ....” ทันทีที่เงยหน้าพบดวงตาสีเขียวแพรวพราวขี้เล่น... เสียงของนางก็พลันขาดหายไป
ความทรงจำเมื่อวานแจ่มชัดขึ้นอีกครั้ง นางถูกปราณของคนผู้นี้ทำร้ายจนเกือบหายใจไม่ออก ยามนี้ต้องมาอยู่ในอ้อมกอดของคนชั่วเด็กสาวก็ขนลุกพรึ่บทั่วร่าง หวาดกลัวจนแทบจะกรีดร้องออกมา
นางผลักมือออกไปตามสัญชาตญาณ ในฝ่ามือนั้นแฝงไปด้วยปราณธาตุน้ำอันรุนแรง !
ฉวนสี่ไม่คิดมาก่อนว่าเด็กสาวธรรมดา ผ่านไปคืนเดียวจะกลายเป็นักยุทธ์หนึ่งดาวไปเสียได้ แม้ระดับของนางและเขาจะยังห่างไกล แต่เพราะไม่ทันระวัง จึงถูกฝ่ามือเย็นเยียบฟาดเข้ากลางอกอย่างจัง
ร่างสูงไถลวูบห่างออกไปถึงสามก้าว
“เ้า...นักยุทธ์หนึ่งดาว เป็ไปได้อย่างไร ?! ”
เสี่ยวจือจือไม่ตอบ กับชายที่นางหวาดกลัวเป็ที่สุดคนนี้ นางไม่ขอข้องเกี่ยวใดๆด้วยอีกแล้ว ร่างเล็กรีบวิ่งเข้าห้องไปหลบหลังนายสาวที่ยืนรออยู่ทันที
มู่เชียนตื่นขึ้นเพราะเสียงอึกทึกจากข้างนอก ขณะกำลังจะก้าวออกมา ก็พบว่าสาวใช้ของตนวิ่งสวนเข้ามา ห่างออกไปไม่กี่ก้าวที่หน้าประตูนั้น มีร่างของศิษย์พี่ฉวนยืนอยู่ ดวงตาสีเขียวมองมายังนายบ่าวทั้งสองด้วยสายตาครุ่นคิด
“หากคาดไม่ผิด นางกินโอสถรวมปราณเข้าไปใช่หรือไม่?”
“ถูกแล้วเ้าค่ะ ที่แห่งนี้ปราณยุทธ์หนาแน่น ทั้งยังมีแต่นักยุทธ์มากฝีมือ ข้าเป็ห่วงว่าเสี่ยวจือจือจะได้รับอันตราย”
“ศิษย์น้องมู่ช่างใจกว้างเสียจริง แม้แต่โอสถขั้นสามอันสูงค่าก็ยังมอบให้สาวใช้ได้… เอาเถิด เื่นี้ข้าจะไม่บอกผู้ใด แต่ธาตุน้ำบริสุทธิ์ของนางจะนำความยุ่งยากมาให้ ข้าแนะนำให้เ้าส่งตัวนางกลับไปยังตระกูลโดยเร็วที่สุด..เพื่อรับการคุ้มครอง”
ธาตุน้ำ คือธาตุแห่งความงาม ผู้ที่มีปราณธาตุนี้ จะมีแรงดึงดูดตามธรรมชาติต่อเพศตรงข้าม โดยเฉพาะสตรีที่มีปราณธาตุน้ำล้วนนำมาซึ่งความลุ่มหลงแก่ผู้พบเห็น ยิ่งเมื่อระดับฝึกตนสูงขึ้น ความงามเย้ายวนจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ มิต้องเอ่ยถึงว่าสาวใช้ของนางผู้นี้เป็สตรีธาตุน้ำบริสุทธิ์เลย
ได้ยินมาว่าพระสนมเอกมารดาขององค์ชายใหญ่ผู้เป็ที่โปรดปราน ก็ปราณธาตุน้ำบริสุทธิ์เช่นกัน ความงามล้ำเหนือผู้ใดนั้นทำให้องค์าาผู้รักและให้เกียรติฮองเฮาเพียงผู้เดียวมาตลอด มิอาจปฏิเสธความเย้ายวนนี้ได้ จนถึงขั้นแต่งตั้งพระนางขึ้นเป็พระสนมเอก มอบความรักความเมตตาแก่องค์ชายใหญ่ ยกให้มีศักดิ์และฐานะไม่ต่างกับองค์รัชทายาท
“ศิษย์พี่ฉวนอย่ากังวล ข้าจะคุ้มครองนางเอง อีกทั้งไม่แน่ว่านางจะ้าความคุ้มครองจากใคร”
ฉวนสี่จับจ้องร่างน้อยที่แฝงตัวอยู่ด้านหลังนายสาวด้วยความกังวล เขาไม่รู้ว่าเหตุใดตนรู้สึกเป็ห่วงเด็กสาวนางนี้นัก อาจเพราะรู้สึกผิดที่เผลอทำร้ายนางไปเมื่อวาน
ทั้งที่ขลาดกลัวและอ่อนแอเช่นนี้ กลับได้พร์แห่งความงาม ทำให้เขาไม่อาจวางใจลงได้จริงๆ
“ข้ายังยืนยันคำเดิม ที่นี่อันตรายเกินไป นางควรอยู่ภายใต้การคุ้มครองอย่างเข้มงวด หากเ้าไม่ส่งนางกลับ ก็ส่งนางไปอยู่กับท่านอาจารย์ฟ่านซะ”
“คนที่อันตรายสำหรับข้าก็คือท่านนั่นแหละ!อยู่ให้ห่างข้า !” เสียงใสะโลั่น “ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น..ข้ามาที่นี่เพื่อรับใช้คุณหนู มิใช่มาเพื่อรับการคุ้มครอง!”
ใบหน้าน้อยๆขาวผ่องที่โผล่ออกมาเพียงแวบหนึ่งนั้น ทำให้หัวใจของศิษย์สายนอกอันดับหนึ่งเต้นตึกตักอย่างผิดธรรมชาติ ชายหนุ่มลอบปรับลมหายใจของตนให้เป็ปกติ ก่อนกล่าวโทษฤทธิ์เดชของปราณธาตุน้ำบริสุทธิ์ ที่ทำให้เขาหวั่นไหวไปกับเด็กน้อยที่อ่อนกว่าตนเกือบสิบปี !
‘เพียงสำเร็จนักยุทธ์หนึ่งดาวยังอันตรายเพียงนี้ หากฝึกต่อไปเล่า !’
เมื่อย้อนคิดถึงดวงตาสุกใสที่เห็นเพียงแวบเดียวคู่นั้น คล้ายจะมีน้ำใสคลออยู่ มือน้อยที่กำลังสั่นเทาเกาะนายสาวแน่นขึ้นเมื่อได้ยินว่าเขา้าให้ส่งนางจากไป ฉวนสี่ก็พลันรู้สึกว่ามิอาจตัดใจทำร้ายนางได้
‘ศิษย์น้องมู่คงเป็คนเดียวที่นางเชื่อใจกระมัง ยังดีที่เ้านายของนางมิใช่บุรุษ’ เมื่อคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสาวใช้ตัวน้อยหากนางเป็สาวใช้ของบุรุษอื่น ั์ตาคมก็คล้ายจะฉายประกายสังหารขึ้น
รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกไปทั่วห้อง สร้างปราณกดดันขึ้นอีกครั้ง แต่เมื่อเสี่ยวจือจือส่งเสียงสะอื้นออกมาเบาๆ ก็ทำให้ฉวนสี่รู้สึกตัว บรรยากาศดังกล่าวจึงหายไปในชั่วพริบตา
“ขอบคุณศิษย์พี่ฉวนที่เป็ห่วง แต่ข้าเองก็ไม่วางใจนักหากจะให้นางกลับไปที่ตระกูล ที่นั่นมีคนไม่น่าไว้ใจ”
“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะช่วยเ้าดูแลนางเอง” ฉวนสี่รับคำทันที ยิ่งฟังมู่เชียนเอ่ยเช่นนี้ เขาก็ไม่ไว้ใจให้นางกลับไปอยู่ตระกูลมู่ตามลำพังอีกแล้ว
‘เก็บไว้ในสายตาก็แล้วกัน ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็ถิ่นของเขา’
หนึ่งชั่วยามต่อมา กระท่อมข้างๆของสองนายบ่าวก็ถูกยึดครองโดยฉวนสี่ เ้าของคนเก่าทั้งตื่นตระหนกและยินดีที่กระท่อมหลังน้อยนี้ เป็ที่ต้องตาของาาอันดับหนึ่งแห่งศิษย์สายนอก
การที่ศิษย์สายนอกท้ายแถวอย่างตนได้ผูกมิตรกับผู้สูงส่ง ทั้งยังได้ย้ายไปอยู่กระท่อมที่ใหญ่กว่า ทำให้ศิษย์คนอื่นๆต่างอิจฉาเขาอย่างมากๆ เพื่อนบ้านรอบข้างพากันเข้ามาคารวะฉวนสี่ เหล่าบุรุษนั้นอยากใกล้ชิดและฝากตัวเป็บริวาร ส่วนเหล่าสตรีต่างก็มาเยี่ยมเยือนด้วยหวังจะพิชิตใจยอดบุรุษผู้นี้ให้ได้
แน่นอนว่า มู่เชียนย่อมยินดีที่มีคนพึ่งพาได้มาอยู่ใกล้ๆ ผู้เดียวที่ไม่พอใจเห็นจะมีเพียงเสี่ยวจือจือเท่านั้น ...หลายวันที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าจะบังเอิญหรือตั้งใจ หากฉวนสี่โผล่มาในระยะสายตา เสี่ยวจือจือจะผลุบหายเข้ามาอยู่ด้านหลังของมู่เชียนทันที เื่นี้ทำเอาฉวนสี่ทั้งขบขันทั้งอ่อนใจ
เขามีปราณธาตุไม้และธาตุน้ำ ด้วยเป็นักยุทธ์ครึ่งก้าว 9 ดาว ทำให้ปราณธาตุน้ำของเขาดึงดูดเพศตรงข้ามที่อ่อนแอกว่าให้อยากใกล้ชิดอย่างมิอาจห้ามใจได้ แม้กับผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็งอาจมิถึงกับหลงใหลแต่ก็จะรู้สึกสนิทสนมด้วย
ผู้ที่อยู่นอกเหนือเงื่อนไขเหล่านี้มีเพียงผู้ฝึกตนระดับสูง หรือ ผู้ที่มีปราณธาตุน้ำบริสุทธิ์กว่าเขาเท่านั้น ทว่าเหตุใดหญิงสาวนางแรกที่เขาคิดอยากจะผูกมิตรด้วยกลับจำเพาะต้องเป็คนกลุ่มนี้ด้วยเล่า..!