ปกรฌัมตำนานวีรบุรุษ MLH Online

    ตอนที่11 7ตระกูลใหญ่

    ตามปฏิทินเหยี่ยชิง ปลายเดือน8 กลางฤดูใบไม้ร่วง ชาวเมืองเหยี่ยชิงหยุดกิจการทุกประเภทและพร้อมใจกันเปิดดวงไฟระยิบระยับที่หน้าบ้าน อาหารตามกำลังของแต่ละบ้านถูกยกมาวางไว้ด้านหน้าคล้ายกำลังบูชาแก่ดวงจันทร์กลมโตสีทองอร่าม ทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยความชื่นมื่นตลอดทั้งทาง
    ยามซวี(19.00น.) เมื่ออาทิตย์ลับ รถม้าของจวนตระกูลหยางมาถึง ตลอดเส้นทาง หยางหลี่หยางกวาดสายตามองไปด้านนอกอย่างเพลิดเพลิน เนื่องจากงานไหว้พระจันทร์ของเมืองเหยี่ยชิงนั้น ไม่ต่างอะไรจากเฟสติวัล ฮอลิเดย์ในยุคสมัยของมันแม้แต่น้อย
    หากแต่รถม้าออกไปได้เพียงครึ่งทาง ดูเหมือนว่าความน่าอภิรมย์ของหลี่หยางจะหมดลง ท่ามกลางสองข้างทางที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนและผู้คน ต่างกระซิบกระซิบถึงชื่อเสียงของคุณชายตระกูลหยาง มาตลอดทั้งทาง บ้านใดมีบุตรสาว บ้านนั้นจะรีบไล่ให้กลับเข้าไปในบ้านโดยเร็ว
    “ดูเหมือนว่า คุณชายตระกูลหยางจะได้แต่งงานกับแม่นางหลิว”“เชื่อข้าหรือไม่ ปีหน้าตระกูลหยางก็จะจัดงานแต่งขึ้นอีก”“น่าสงสารแม่นางหลิว ได้ยินว่านางงดงามหมดจดทั้งใบหน้าและกิริยา ไม่น่าหลงคารมคุณชายตระกูลหยางได้เลย”“หลงคารมที่ไหนกันละ ข้ากล้าพนัน100เอา1 เป็นคุณชายตระกูลหยางที่บีบบังคับแม่นางหลิวให้แต่งด้วย”“นั้น นั้น!!! รถม้าตระกูลหยางมาแล้ว รีบเงียบปากเร็วเข้า”
    หยางหลี่หยางได้แต่ยิ้มแห้งๆอยู่ในรถม้า แรกๆมันรู้สึกไม่ชิน แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ชินอยู่ดี...
    ผ่านไปราวๆครึ่งชั่วยาม(1ชั่วโมง) รถม้าที่หลี่หยางนั่งมาก็หยุดการเคลื่อนที่ จากนั้นเสียงของหยางลู่ดังขึ้น “ลงมาได้แล้ว จากนี้เราต้องเดินเท้าเข้าไป” หลี่หยางลงจากรถม้า มันมองประตูวังที่มีความสูงประมาณตึกสามชั้น หยางลู่ก้าวเท้าเข้าประตูไป ขณะที่หลี่หยางเดินตามมันหันมองไปยังพ่อบ้านจิ้นและจิ้นอวี่ผู้เป็นสหาย “พวกเจ้าไม่ไปด้วยกันรึ??”
    จิ้นอวี่ส่ายหน้าพร้อมส่งกล่องสี่เหลี่ยมที่ถูกคลุมด้วยผ้าให้แก่หลี่หยาง “นี้เป็นงานเฉลิมฉลองของราชินีหมิงซิน ภายในงานมีแต่คุณนางชั้นสูงเท่านั้น บ่าวอย่างพวกเราเข้าไปไม่ได้หรอก”
    ได้ยินเช่นนั้น หลี่หยางพยักหน้ารับรู้ มันหยิบของขวัญที่เตรียมมาจากอีกฝ่าย พร้อมกับกระซิบถามด้วยเสียงแผ่วเบา “ถ้าไม่ให้ผู้คุ้มกันเข้าไป เกิดมีมือสังหารในงานเลี้ยงละ ไม่ตายกันหมดหรอ??”
    คำถามนี้พ่อบ้านจิ้นเป็นผู้ตอบ “นายน้อย ไม่มีผู้ใดกล้าสร้างความวุ่นวายในวังหลวงได้ และต่อให้มีผู้ที่กินดีหมีใจเสือเช่นนั้นอยู่ ก็ไม่ต้องห่วง ทหารที่อยู่ในวัง แข็งแกร่งที่สุดในเมืองเหยี่ยชิง”
    หยางหลี่หยางพยักหน้าขึ้นลงอีกครั้ง จากนั้นมันก้าวเดินตามหลังหยางลู่ไปไม่ห่าง ระหว่างทางเดินจากประตูวังไปยังสถานที่จัดงานหยางลู่กล่าว “ขุนนางที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานไหว้พระจันทร์ในวังหลวง มีเพียงขุนนางชั้น2ขึ้นไป เจ้าเข้าใจความหมายหรือไม่??”
    ได้ยินเช่นนั้นหลี่หยางพยักหน้าขึ้นลงพร้อมกล่าว “หมายความว่าตัวตนที่อยู่ในงานเลี้ยง หากบรรดาศักดิ์ไม่เท่าเทียมตระกูลหยาง ก็ต่ำกว่าเล็กน้อยใช่หรือไม่??”
    หยางลู่กล่าวตอบพร้อมอธิบาย “ถูกต้อง...ในเมืองเหยี่ยชิงแบ่งเขตการปกครองออกเป็น4เขตแดน แต่ละเขตปกครองจะมีหนึ่งประตูที่เชื่อมต่อกับวังหลวง ที่เราอาศัยอยู่คือเขตปกครองที่2 หรืออีกชื่อหนึ่งคือประตูเต่ามังกร เสนาบดีกรมธรรมการ เสิ่นเจินจูเป็นผู้ปกครอง ตระกูลใหญ่ในเขตปกครองที่2 มีตระกูลเสิ่นและตระกูลหยาง เขตปกครองที่1เรียกว่าประตูกิเลน ผู้คุมอำนาจใหญ่คืออัครเสนาบดีตรวจราชการ ซุนอู่โหว เขตปกครองที่1มีตระกูลซุนที่เป็นตระกูลขุนนางระดับ1 เขตปกครองที่3 ประตูสิงโตคู่ มีสองตระกูลใหญ่ ตระกูลจง เสนาบดีกรมกลาโหม จงซิ่นหลี่ และตระกูลสวี่ เสนาบดีกรมยุติธรรม สวี่ซือโฉว ตระกูลจงและตระกูลสวี่ทั้งสองตระกูลเป็นดองกันทำให้พวกเขามีอำนาจมากกว่าตระกูลหยางเรา สุดท้ายเขตที่4 เสนาบดีกรมการคลัง หานปิงเป็นผู้ปกครอง และขุนนางเพียงตระกูลเดียวที่ได้รับอนุญาติให้อาศัยอยู่ในวังหลวงได้ อัครมหาเสนาบดี เฉินเฟย นอกนั้นคนในงานจะเป็นฝ่ายทหาร ซึ่งโดยปกติคนพวกนี้ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง หากจำเป็นข้าจะบอกเจ้าอีกที เจ้าไม่ต้องจำชื่อหรือยศทั้งหมด แค่จำชื่อตระกูลพวกเขาไว้ และอย่าได้สร้างปัญหาขัดแย้งกันก็พอ”
    หยางหลี่หยางพยักหน้าตอบรับ มันยกนิ้วขึ้นมา พร้อมกับทวนรายชื่อ “เสิ่น ซุน จง สวี่ หาน เฉิน 6ตระกูลที่อย่าไปขัดแย้ง เสิ่น ซุน จง สวี่ หาน เฉิน ท่านปู่ข้าจะท่องจำให้ขึ้นใจ”
    สถานที่จัดการเฉลิมฉลองตั้งอยู่ในสวนบุปผชาติไม้หอมของวังหลวง
    ระหว่างทางจนถึงงาน หยางหลี่หยางก้มหน้าก้มตาท่องจำอยู่ในใจ “เสิ่น ซุน จง สวี่ หาน เฉิน...เสิ่น ซุน จง สวี่ หาน เฉิน”
    เสียงของขันทีเฒ่าดังขึ้นทำให้มันแหงนหน้ามองไปตรงหน้า “เสนาบดีกรมโยธา หยางลู่และหลานชายมาถึงแล้ว”
    ทันทีที่หยางหลี่หยางและหยางลู่ก้าวเข้ามาในงาน เสียงพูดคุยพลันเงียบลงทันที แม้ผู้คนในงานจะยังมากันไม่ครบ แต่การปรากฏตัวของทั้งสองดึงสายตาของผู้คนในงานทั้งหมดมาที่มัน ที่เป็นเช่นนี้หาใช่ชื่อเสียงของหยางลู่ แต่เป็นเพราะชื่อเสียของหยางหยางมากกว่า หลานชายของเสนาบดีกรมโยธา ภายนอกดูสง่าผ่าเผย ผิวพรรณดี หากแต่การแต่งตัวประหลาดชอบกล
    หยางลู่กระซิบเบาๆแก่หลานชาย “ปู่บอกเจ้าแล้วให้ใส่หมวกทรงสูง แต่เจ้ากลับใส่หมวกหนังสัตว์มาที่นี่”
    หยางหลี่หยางได้แต่ยิ้มแห้งๆ ในใจคิด ‘ข้าจะไปใส่หมวกทรงสูงได้อย่างไร ก็ข้าตัดผมสั้นไปแล้วนี่นา’ จากนั้นขันทีเฒ่านำพาหยางลู่ไปยังโต๊ะอาหารที่จัดเตรียมเอาไว้
    หยางลู่กระซิบด้วยเสียงแผ่วเบา “บุคคลนั่งตรงกับพวกเราคือเสนาบดีกรมการคลัง หานปิง ที่อยู่ด้านข้างคงเป็นบุตรชายคนโต ส่วนชื่อเองปู่ก็ไม่แน่ใจ”
    ได้ยินเช่นนั้น หลี่หยางมองไปยังผู้ที่ถูกกล่าวถึง หานปิงเป็นบุรุษหนุ่มใบหน้าเกลี้ยงเกลา ดูๆไปแล้วคงมีอายุราวๆ30ปี ด้วยความสงสัยหลี่หยางกระซิบถาม“ยังหนุ่มอยู่เลยไม่ใช่หรือ เป็นถึงเสนาบดีการคลัง แถมยังมีบุตรชายอายุไล่เลี่ยกับข้าด้วย??”
    ปู่ของมันกล่าวตอบ “หานปิงนะ อายุ42ย่างเข้า43แล้ว แต่ที่เจ้าเห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ เพราะเจ้านั้นใช้เวลาครึ่งหนึ่งอยู่ในโลกมายาทำให้ใบหน้าต่ำกว่าอายุถึง10ปี”
    หลี่หยางพยักหน้าทำความเข้าใจก่อนจะสลับสายตามองไปที่ บุตรชายของหานปิง‘พ่อกับลูกหน้าเหมือนกันเลยแฮะ’
    เหมือนอีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองกำลังถูกจ้องมองมา หานปิงมองกลับไปที่หยางหลี่หยางด้วยรอยยิ้มก่อนจะย้ายสายตาไปกล่าวทักทายกับหยางลู่ “ท่าน*กังปู้(ชื่อตำแหน่งเสนาบดีกรมโยธา) ไม่พบกันนาน ดูหนุ่มแน่นกว่าข้าเสียอีก”
    หยางลู่หัวเราะเบาๆ “ท่าน*หู่ปู้(ชื่อตำแหน่งเสนาบดีกรมการคลัง) ยกย่อเกินไปแล้ว ข้ารู้ดีว่า นานวันข้ายิ่งแก่ขึ้นคงต้องรีบส่งไม้ต่อให้ลูกๆหลานๆแล้ว”
    ได้ยินเช่นนั้นหานปิงย้ายสายตามองไปยังหยางหลี่หยาง “นี้คือคุณชายหยางที่ร่ำลือ เป็นหนุ่มรูปงามจริงๆ อายุเท่าไรแล้วละ??”
    หลี่หยางตอบกลับ “วันนี้ ผู้เยาว์อายุครบ20ปี”
    “แบบนี้ก็ใกล้เข้าไปในโลกมายาแล้วสินะ” จากนั้นหานปิงมองไปยังบุรุษข้างกาย “นี้คือบุตรชายของอาเอง อายุมากกว่าเจ้าหนึ่งปี รู้จักกันไว้สิ อาจมีโอกาสร่วมงานกันในโลกมายาก็ได้”
    จากนั้นบุรุษในชุดขาว กล่าวแนะนำตัว “ข้าชื่อหานจิ่นเม่ย เรียกว่า จิ่นเม่ยก็ได้”
    หลี่หยางยกยิ้มตอบ หากแต่ในใจคิด ‘แม้แต่เด็กยังรู้เลยว่า เจ้าไม่ได้อยากรู้จักข้า หากบิดาไม่เกริ่นขึ้น หานจิ่นเม่ยผู้นี้คงมองข้าเป็นอากาศ’ แต่ถึงกระนั้น เสิ่น ซุน จง สวี่ หาน เฉิน ไม่ขัดแย้งย่อมดีที่สุด หลี่หยางจึงแสร้งยิ้มพร้อมกล่าวตอบ “ข้าชื่อหยาง...เอ่อ หยางหยาง”
    จากนั้นหยางลู่มองไปที่ฝั่งตรงข้าม ถัดไปสองโต๊ะ “ชายวัยกลางคนที่กำลังพูดอยู่นั้นคือ เสนาบดีกรมยุติธรรม สวี่ซือโฉว ข้างๆคือบุตรสาวคนเล็ก รู้สึกว่าจะชื่อสวี่ซือซือ”
    สวี่ซือโฉวนั้นมีรูปร่างใหญ่กว่าคนปกติ คล้ายกับเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์ ใบหน้าคมเข้ม คิวดำเฉียง ‘คนๆนี้น่ากลัวแฮะ’ จากนั้นมันย้ายสายตามองไปที่สวี่ซือซือผู้เป็นบุตรสาว ‘งดงามดี แต่ยังไม่เทียบ สามสาวที่ข้ารู้จัก’
    หยางลู่กล่าวต่อไป “คนที่สนทนาอยู่กับสวี่ซือโฉว คืออัครเสนาบดีตรวจราชการ ซุนอู่โหว ข้างๆคือบุตรชายซุนหวง”
    ซุนอู่โหวมีลักษณะเหมือนบัณฑิตมากความรู้ หลี่หยางส่ายหน้าไปมา ‘คนๆนี้แค่รูปร่างหน้าตาก็บอกถึงอำนาจที่ถือครองแล้ว’ ก่อนจะสลับสายตาไปที่ ซุนหวงผู้เป็นบุตรชาย‘คนๆนี้หน้าตาดีแฮะ หากอยู่ในยุคเราก็คงเป็นดารา’
    หยางหลี่หยางมองพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวกับปู่ “ดูเหมือนว่าตระกูลซุนกับตระกูลสวี่ ต้องการเกี่ยวดองกันนะ”
    หยางลู่ส่งยิ้มให้แก่หลานชาย “สายตาไม่เลวเหมือนกัน หากสวี่เกี่ยวดองกับซุนได้ อำนาจของสวี่ซือโฉวในราชสำนักมีมากขึ้นไปอีก บุตรสาวคนโตดองกับตระกูลจง บุตรสาวคนเล็กยังได้เกี่ยวกับตระกูลซุน สวี่มีสายทองคล้องทั้งซุนและจง ใครก็ไม่กล้ายุ่งเกี่ยว”
    “มีบุตรสาวก็ดีเช่นนี้ละนา” หลี่หยางพึมพำเบาๆ แต่ปู่ของมันส่ายหน้าและกล่าวด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อ “บุตรสาวแต่งเข้าตระกูลอื่นจะดีได้อย่างไร มีบุตรชายดีกว่าเป็นไหนๆ หากเจ้าไม่สำมะเลเทเมามากไปละก็ ปู่คงชิงบุตรสาวตระกูลสวี่มาให้เจ้าแล้ว”
    ได้ยินเช่นนั้นหยางหลี่หยางยิ้มแห้งๆแทนคำตอบ มันมาถึงงานฉลองเร็วกว่ากำหนดครึ่งชั่วยาม ระหว่างนี้มันมองแขกเหรื่อคนอื่นๆทยอยเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย มีคนใหญ่คนโตในงานมากมายทั้งแม่ทัพชายแดน แม่ทัพปกป้องเมือง องครักษ์ระดับสูง ‘แท้จริงแล้ว งานนี้มีไว้ เพื่อให้ขุนนางทำความสนิทสนมปรองดองกันสินะ หากขุนนางไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน แผ่นดินย่อมไม่เกิดรอยร้าว’ หยางหลี่หยางมองจุดประสงค์ที่แท้จริงของการเลี้ยงฉลองงานไหว้พระจันทร์ได้ไม่ยาก
    ขุนนางคนอื่นๆคุยกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ หากแต่นอกจากตระกูลหานที่นั่งตรงข้ามกันแล้วนั้น ไม่มีตระกูลใดที่เอ่ยปากชวนตระกูลหยางพูดคุยก่อนเลยหลี่หยางกระซิบถาม “ท่านปู่ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ชอบท่านเท่าไร”
    ได้ยินเช่นนั้นหยางลู่ส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ “ส่วนใหญ่แล้ว ลูกหลานที่ตระกูลอื่นๆพามา หากไม่ใกล้เคียงก็มากกว่า20ปีเล็กน้อย เป้าหมายของพวกเขาต้องการแนะนำและสร้างพรรคพวกให้แก่ลูกหลานที่กำลังเข้ารับราชการไม่ก็เข้าไปในโลกมายา”
    หยางหลี่หยางส่ายหน้าเบาๆพร้อมกล่าว “ท่านปู่จะบอกว่า ที่พวกเขาไม่ทักทายตระกูลหยางเรา เพราะตระกูลพวกนั้นไม่ต้องการให้ลูกหลานรู้จักกับข้างั้นหรือ??”
    ปู่ของมันไม่ได้ใช้คำพูดในการตอบ ทำได้แต่พยักหน้าขึ้นลงช้าๆ
    ขณะที่ใบหน้าของหลี่หยางแข็งค้างเพราะรู้ความจริงเรื่องนี้ เสียงของขันทีเฒ่าดังขึ้นและประกาศถึงชื่อของเสนาบดีกรมกลาโหม จงซิ่นหลี่และบุตรชาย
    จงซิ่นหลี่คนนี้ดูมีอายุประมาณ60ปี ใบหน้าเข่งขรึม สวมใส่อาภรณ์สีเขียวเป็นสง่า ตามมาด้วยบุรุษหนุ่มอายุราวๆ25ปี ก้าวเดินมาด้วยท่วงทีสงบนิ่งหากแต่ฝีเท้าที่ย้ำกับพื้นแต่ละก้าวนั้นแข็งแรงและหนักหน่วงเป็นอย่างมาก“ตาแก่นั้นอายุร่วม70ปีแล้ว มันเข้าโลกมายาตั้งแต่อายุ50 จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยเสียชีวิตในโลกมายาแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนบุตรชายคนเล็กจงซิ่นหลิง เด็กนั้นได้รับพระราชทานตำแหน่งจากราชินีหมิงซินว่า *เทียนฉายถงจื่อ(อัจฉริยะ)”
    แทบจะมาพร้อมๆกัน ขันทีเฒ่าตะโกนออกเสียงดัง “เสนาบดีกรรมธรรมการ เสิ่นเจินจู และบุตรชายมาถึงแล้ว”เสิ่นเจินจูนั้นมีรูปร่างเล็ก ไม่คล้ายกับเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์ หากแต่ดวงตาของคนผู้นี้ให้ความรู้สึกเดียวกับนักการเมืองในยุคสมัยของมัน ‘คนๆนี้มีกลิ่นของอันตรายปกคลุมอยู่’ จากนั้นหลี่หยางมองไปยังบุตรชายที่เดิมตามหลังมา นามว่าเสิ่นต้า
    จากที่หลี่หยางเฝ้ามองคนอื่นๆมาตลอด ผู้ที่มาล้วนไม่มีใครให้ความสนใจกับมัน หากแต่เสิ่นต้าผู้นี้ตั้งแต่เข้างาน ดวงตาประสานจ้องมองมาที่มันอย่างไม่วางตา คิ้วของหยางหลี่หยางเริ่มที่จะขมวดเข้าหากัน ‘ซวยแล้วสิ ดูเหมือนว่าคนๆนี้จะมีปัญหากับหยางหยาง’
    ไม่นานนักชื่อของอัครมหาเสนาบดี เฉินเฟยก็ถูกขันทีเฒ่าประกาศขึ้น จากทั้งหกตระกูลที่ปู่ของมันบอก ตระกูลเฉินเป็นเพียงตระกูลเดียวที่อาศัยอยู่ในวังหลวง ใบหน้าของคนผู้นี้เป็นชายแก่อายุอานามน่าจะไล่เลี่ยกับปู่ของมัน แต่เมื่อมองด้วยตาเปล่า สัดส่วนของเฉินเฟยดูเต็มด้วยมัดกล้ามคล้ายคนหนุ่มที่อายุ40ต้นๆเท่านั้น มันมิได้นำพาผู้เยาว์ในตระกูลมาราวกับว่าไม่จำเป็นต้องใช้งานนี้เพื่อฝากฝั่งเส้นสายให้แก่ลูกหลาน
    “หากไม่นับแม้ทัพชาญศึกนอกเมือง เจ้านั้นแข็งแกร่งที่สุดในเมืองเหยี่ยชิง” หยางลู่กล่าวดวงตาจ้องมองไปที่อีกฝ่ายอย่างไม่กระพริบ