บทที่ 3 นี่นะหรือท่านพ่อของถงหลี
ไม่ถึงครึ่งวัน กระโจมรถม้าคันกลาง ก็จอดเทียบกำแพงหินที่มีความสูงสาม่แขน พอเหลือบไปที่ซุ้มประตูไม้ที่ประดับด้วยรูปปั้นสัตว์เทพอย่างกิเลนไฟ ถงหลีก็ขนลุกซู่ พร้อมกับยกมือสองข้างขึ้นเสมอใบหน้า ที่มีแก้มอวบอ้วนบังเบียดเป็เอกลักษณ์ อุ้งมือเล็ก ๆ พยายามเคล้นกรงเล็ก พร้อมคำรามเสียงโครกอย่างลืมตัว
‘กิเลนไฟ! เป็ศัตรูคู่แค้นกับปีศาจเผ่าัของข้า’
นี่คือเสียงที่ดังก้องอยู่ในกะโหลกกลมทุยของเด็กหญิง
“ท่าว่าคุณหนูจะชอบหินสลักลายราชสีห์พวกนี้” ตงฉือฉีกยิ้มเอ็นดูนับครั้งไม่ถ้วน ก่อนจะเดินเข้ามากระชับเอวที่กลมกลืนกับพุงอ้วน ๆ แล้วยกร่างสั้นป้อมของคุณหนูถงหลี ขึ้นไปนั่งบนหลังของเ้ารูปสลักหินชิ้นนั้น
“ค่อยยังชั่ว ก็นึกว่าเป็กิเลนไฟเสียอีก”
ถงหลีงึมงำในลำคออย่างโล่งอก แล้วชูกำปั้นเล็ก ๆ ขึ้นเหนือหัว ขณะที่ควบอยู่บนหลังของเ้าหินสลักราชสีห์พวกนั้น ใบหน้าจิ้มลิ้มจ้ำม่ำแหงนมองท้องฟ้าที่ขาวสะอาด เบิกตากว้างสดใส จินตนาการว่าตน...กำลังกลายร่างเป็ัธาตุดิน แล้วเหาะเหินเดินอากาศอยู่บนม่านเมฆสีทองอร่าม
ความน่าเอ็นดูและไร้เดียงสาเหล่านี้ ประจักษ์ต่อสายตาของห้าวตงฉือทั้งหมด ได้เห็นอย่างนี้ตงฉือก็แทบอยากมอบกำลังอารักขาอย่างถวายหัว เพราะไม่เคยพบเจอเด็กที่ไหน จะน่ารักน่าชังได้ขนาดนี้มาก่อน
ในสายตาของตงฉือประเมินว่า คุณหนูถงหลีคือชีวิตเดียว ที่ทุกคนในตระกูลหลิวควรปกป้องและเฝ้าทะนุถนอมให้ดีที่สุด แต่ไม่รู้เอาเสียเลย ว่าในกายหยาบร่างนี้ บรรจุดวงจิตของปีศาจัน้อยแสนซนเอาไว้
มันก็จริงที่ัต้าจี๋อายุ 100 ปี เมื่อนับตอนที่อยู่ในเปลือกไข่ แต่อย่าลืมว่า่อายุของปีศาจไม่อาจเอามาวัดกับ่อายุของมนุษย์ได้โดยตรง หากจำเป็ต้องนำมาเปรียบเทียบ่วัยกันจริง ๆ ก็ใช่ว่าจะเปรียบเทียบไม่ได้ โดยอายุ 30 ปีของปีศาจ จะเปรียบเสมือนอายุ 1 ปีของพวกมนุษย์
ดังนั้นัน้อยต้าจี๋อายุ 100 ปี ก็เท่ากับ่วัยของมนุษย์เพียง 3 ขวบเศษ ๆ สอดคล้องต่อ่อายุของร่างนี้ราวกับจับวาง ดังนั้นกิริยาท่าทางที่แสดงออกมาผ่านร่างนี้ จึงไม่ได้ดูเกินวัยสักเท่าไหร่ จะต่างกันก็แค่ปีศาจั...ไม่ได้มีพื้นฐานอ่อนโยนเหมือนพวกมนุษย์ ดังนั้นการแสดงออกจึงตรงไปตรงมา หรือแม้แต่สำนวนการพูด ก็ตรงไปตรงมาเช่นเดียวกัน
.
.
“พวกเรามาต้อนรับคุณหนูกลับเข้าจวนเ้าค่ะ”
จู่ ๆ เสียงของคนเหล่านี้ก็ดังแทรกขึ้นมารบกวนม่านแห่งจินตนาการของถงหลีจนหมด บัดนี้ร่างน้อย ๆ ถูกโยกย้ายลงจากก้อนสลักหิน ให้ยืนอยู่ต่อหน้าหญิงสาวหน้าตาเรียบง่ายราวสิบชีวิต แต่หนึ่งสิ่งที่ถงหลีไม่เข้าใจหนักหนา ก็คือคนพวกนั้น…เหตุใดเอาแต่ก้มหน้ามองนิ้วเท้าของตัวเอง
“คุณหนูชอบคนไหนขอรับ เพียงชี้นิ้วเลือก คนผู้นั้นจะกลายเป็สาวใช้ประจำตัว และอยู่ใต้ปกครองของคุณหนูทันที” ตงฉือเป็คนชี้แนะให้ทุกอย่างเป็ไปตามความ้าของหลิวกั๋วกง
พอได้ฟังคำชี้แนะ ถงหลีก็เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเดินสำรวจทีละคนช้า ๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน พร้อมกับก้มหน้าเล็กน้อย แล้วย่นจมูกร่นขึ้นร่นลง คล้ายกำลังสูดดมอะไรบางอย่าง พฤติกรรมนี้สร้างความแปลกใจให้ตงฉือไม่ใช่น้อย
“คุณหนูกำลังทำอะไรขอรับ” เด็กน้อยรีบยกมือห้ามปรามมิให้ผู้อื่นรบกวน แล้วก้มหน้าสูดดมต่อไป พร้อมกับพูดบางอย่างออกมาว่า “ถงหลีกำลังสูดหากลิ่นของความชั่วร้าย” คำตอบสั้นห้วนทำเอาผู้ฟังต้องยกมือทาบอก เข้าไม่ถึงกับจินตนาการอันลึกล้ำของคุณหนู
“ผู้นี้! ถงหลีเลือกคนผู้นี้” ดวงตาขึ้นประกายพร้อมรอยยิ้มร่า เมื่อชี้นิ้วไปที่หญิงสาววัยสิบห้าปี หน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์ กลิ่นกายของนางหอมสะอาดไร้มลทิน
“เ้าอยู่ก่อน ส่วนที่เหลือเอาไปขายทอดตลาดให้หมด”
น้ำเสียงเข้มข้นของตงฉือสั่งขาด เพียงเท่านี้ก็สร้างความตื่นกลัวให้สาวน้อยอีกเก้าชีวิตเป็อย่างมาก พวกนางต่างมาจากที่เดียวกัน นั่นคือตลาดทาสทางตอนใต้ของแคว้น
'คนก็ซื้อมาแล้ว เหตุไฉนต้องส่งกลับไปขายที่นั่นอีก แล้วคนเป็ ๆ นะหรือ จะถูกส่งคืนไปขายทอดตลาด การตัดสินใจเช่นนี้ ช่างเหี้ยมเกรียมไร้เมตตา ราวกับว่าพวกนางอีกก้าวชีวิต เป็แค่ผักแค่ปลา หรือวัตถุไร้คุณค่าที่จะทำอย่างไรกับมันก็ได้'
คิดได้อย่างนี้ถงหลีวัยสามขวบก็เริ่มไม่พอใจ และยอมให้เกิดเื่น่าหดหู่แบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด
“ถงหลีโลภมาก ถงหลี้าบริวารสิบคน!” เ้าหนูถงหลียืนกรานจะรับทุกคนไว้เอง แม้ว่าบนร่างกายของหญิงพวกนั้นจะคละคลุ้งไปด้วยจิตสำนึกอันชั่วร้ายก็ตาม
“ข้าตงฉือตัดสินใจเองโดยพลการมิได้ จำเป็ต้องผ่านการอนุญาตจากนายท่านก่อนขอรับ คุณหนูโปรดเห็นใจตงฉือด้วย” องครักษ์หนุ่มหันมาอธิบายต่อหน้าถงหลีด้วยน้ำเสียงสุภาพนอบน้อม แต่เมื่อเหลือบมองบริวารอีกสามคนที่ยืนโง่อยู่ด้านหลัง สายตาของตงฉือนั้นเต็มไปด้วยจิตสังหาร
เพียงเท่านี้ชายฉกรรจ์สามคนก็ไม่กล้ายืนโง่อีก เร่งสาวเท้าเข้าไปต้อนหญิงสาวทั้งก้าวชีวิตหลบไปเก็บไว้หลังจวน ด้านถงหลีก็เงียบครุ่นคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดจาให้ตงฉือสบายใจว่า
“เช่นนั้นถงหลีจะเป็คนไปขออนุญาตท่านพ่อเอง” คำพูดสั้นเตียนแต่แฝงไปด้วยความเข้าอกเข้าใจของเด็กหญิง ทำให้ตงฉืออึ้งงันไปครู่หนึ่ง ไม่กล้าออกความเห็นใด ๆ อีก เมื่อหลุดจากอาการนิ่งชะงัก ตงฉือก็ผายมือให้สาวใช้คนใหม่ของคุณหนูถงหลี ซึ่งมีนามว่า อวี่เอ๋อร์ พาคุณหนูไปอาบน้ำชำระร่างกายให้เรียบร้อย
ได้เห็นท่าทางสดใสร่าเริงและเชื่อมั่นในตัวเองเพียงนั้น ตงฉือได้แต่แอบกังวลเล็กน้อย กังวลเหลือเกินว่าคุณหนูจะรักษาท่าทางอันแสนสดใสเ่าั้เอาไว้ไม่ได้ มันจะดีแค่ไหนกัน หากคุณหนูกลายเป็คนที่เชื่อมั่นในตัวเองเช่นนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง
เกรงแต่ว่า หากคุณหนูได้พบบิดาตัวจริง ภาพในจินตนาการของคุณหนูอาจจะสลายหายพลันไม่เหลือชิ้นดี…
“พี่ใหญ่ นายท่านเรียกพบขอรับ” ครั้นมองมือน้อย ๆ ของคุณหนูถูกจูงไปจนสุดสายตา จู่ ๆ ชายผิวขาวอีกคนก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับถ่ายทอดความ้าของหลิวกั๋วกงอย่างรวบรัด
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ เพียงแต่อยากฝากให้เ้าไปแจ้งโรงครัว เตรียมอาหารสามฤดูไว้ให้คุณหนูด้วย”
ตงฉือฝากฝังคำสั่งไว้เท่านี้ ก็เดินจากไปอย่างไร้ร่องรอย
ชายผิวขาวร่างสูงที่เพิ่งปรากฏตัวต่อหน้าตงฉือ มีนามว่าเสิ่นเจียอี้ นักฆ่าหน่วยกล้าตายที่หลิวเฉวี่ยต้วนฝึกฝนมาเองกับมือ บัดนี้ถูกแต่งตั้งให้เป็องครักษ์เงาประจำตัวบุตรสาวเพียงคนเดียวของเขา ที่แม้แต่ใบหน้าของนางก็ไม่เคยเห็นมาก่อน แค่นี้คนอย่างหลิวเฉวี่ยต้วนก็เยินยอว่าตนเองทำหน้าที่พ่อได้ดีกว่าใครในใต้หล้า
.
.
ณ ห้องลับจวนไคกั๋วกง แห่งสกุลหลิว
“หลิวเฉวี่ยต้วน!! เ้ามันเดรัจฉานใต้พรม หากรอดชีวิตออกไปได้ ข้าจะป่าวประกาศให้แซ่ซ้อง ว่าเ้าเป็ภัยต่อใต้หล้า!!” เสียงเหยียดหยามหลุดออกจากปากชายร่างสูงเจ็ดฉื่อ ที่ยืนขึงอยู่ในสภาพอิดโรยอ่อนล้าจนแทบจะลาโลก
แต่ท่ามกลางเสียงโห่ร้องสาดเสียเ่าั้ กลับไม่มีผลใด ๆ ต่อจิตใจของหลิวเฉวี่ยต้วน เ้าของอำนาจที่ผู้ใดก็ไม่กล้าต่อกร เขาได้แต่นั่งไขว้ขาฟังอย่างสงบอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง พร้อมแสยะยิ้มร้าย ๆ ที่ดูเหมือนใจเย็น แต่ความจริงแล้ว มันคือรอยยิ้มแห่งความโเี้ต่างหาก
“เป็เ้าที่ทำงานพลาดและปากสว่าง งั้นคนที่รนหาที่ตายก็เป็เ้า มาโทษว่าข้าเป็ภัยต่อใต้หล้า เช่นนั้นก็ช่วยอธิบายหน่อยเถิด ว่าข้าหลิวเฉวี่ยต้วนเป็ภัยอย่างไรบ้าง”
น้ำเสียงเรียบเฉยแต่อัดแน่นไปด้วยแรงสังหารเข้มข้น ป้อนถามชายที่ถูกเรียกว่านักโทษ แววตาของหลิวเฉวี่ยต้วน มันดูคาดขึงและดูเหี้ยมเกรียม กว่าคำเล่าลือที่ดังกระฉ่อนอยู่ในใต้หล้าตั้งหลายเท่าตัว
“หลิวเฉวี่ยต้วน! คนที่สมควรตายคือเ้า ไม่ใช่ข้า!”
เฮือก!!!
วิจารณ์ยังไม่ทันสิ้นเสียง ลำคอที่อ่อนล้าของนักโทษ ไร้ความรู้สึกอื่น เพียงแสบซ่านและด้านชาไปทั่วบริเวณ เมื่อคลำมือขึ้นมาัั กลับเต็มไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน เป็ฝีมือการลงมือที่ฉับไวของตงฉือ ซึ่งเขาคนนี้ถนัดใช้อาวุธลับลอบโจมตีฝั่งตรงข้าม…
“ห้าว-ตง-ฉือ!! ข้าสั่งให้เ้าสังหารมันผู้นั้นั้แ่เมื่อไหร่”
หลิวเฉวี่ยต้วนหันขวับไปมององครักษ์คนสนิทด้วยสีหน้าร้อนรุ่ม พร้ะเบ็งเสียงติเตียนลั่นห้อง เสียจนตงฉือต้องรีบประสานมือ พร้อมคุกเข่าคารวะอย่างฉับพลัน
“นายท่านไม่ควรเก็บคนผู้นี้ไว้แต่แรก ข้ารู้ว่าท่านใจอ่อน หากท่านฆ่าไม่ลง ก็ปล่อยให้เป็หน้าที่ของข้าน้อยเถิดขอรับ ข้าห้าวตงฉือลงมือโดยพลการ นายท่านจะลงโทษสถานใด ข้าผู้นี้ขอน้อมรับไว้เองทั้งหมด” คำพูดนี้เตือนสติผู้เป็นายได้เป็อย่างดี หลิวเฉวี่ยต้วน หรือที่ถูกเรียกขานในนามหลิวกั๋วกง ผู้ถือตำแหน่งตราตั้งขุนนาง ยศไคกั๋วกง ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย แล้วเปลี่ยนไปให้ความสนใจกับเื่อื่นแทน
“แล้วเด็กนั่นเป็อย่างไรบ้าง?”