ความสำเร็จของร้าน "รวงข้าวทอง" ภายใต้การดูแลของ หลงเฟิง ไม่ได้นำมาเพียงแค่เงินทอง แต่มันคือการประกาศตัวตนที่สั่นะเืไปถึงความมั่นคงของจวนชินอ๋อง ทว่าหลงเฟิงรู้ดีว่าในโลกที่อำนาจพรรณนาด้วยคมดาบและสายเื การเติบโตที่รวดเร็วเกินไปย่อมกลายเป็เป้าโจมตีที่เด่นชัดที่สุด
"เถ้าแก่เฉิน ่นี้ท่านต้องระวังตัวให้มาก" หลงเฟิงเอ่ยขณะกำลังตรวจดูบัญชีรายรับรายจ่ายในห้องทำงานใหม่ที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่เป็สัดส่วน "คนของจวนอ๋องไม่ใช่พวกที่จะยอมรามือเพราะพ่ายแพ้แค่ตาเดียว พวกเขาเหมือนสุนัขล่าเนื้อที่ยิ่งเจ็บยิ่งดุ"
เถ้าแก่เฉินปาดเหงื่อที่หน้าผาก "ข้าเข้าใจดีอาเฟิง แต่ข้าอดกังวลไม่ได้ ข่าวลือเื่ที่เ้าเป็บุตรนอกสมรสเริ่มหนาหูขึ้นเรื่อยๆ หากพวกเขากดดันทางกฎหมายหาว่าเ้าหนีออกจากจวน... ข้าจะปกป้องเ้าได้อย่างไร?"
หลงเฟิงวางพู่กันลง ดวงตาคมกริบจ้องมองไปที่ความว่างเปล่า "กฎหมายมีไว้เพื่อรักษาความสงบ แต่ผู้ถืออำนาจมักใช้มันเพื่อกำจัดศัตรู หากพวกเขาใช้กฎหมาย ข้าก็จะใช้ 'ผลประโยชน์' เข้าค้ำประกัน"
เช้าวันต่อมา ปัญหาก็มาถึงตามคาด พ่อค้าส่งวัตถุดิบรายใหญ่ที่เคยส่งเนื้อและข้าวให้ร้านรวงข้าวทองพร้อมใจกัน 'ปฏิเสธ' การส่งของ โดยอ้างว่าสินค้าขาดตลาดบ้าง หรือเส้นทางคมนาคมถูกสั่งปิดโดยทหารบ้าง
"นี่มันการจงใจกลั่นแกล้งชัดๆ!" เถ้าแก่เฉินโวยวาย "ถ้าไม่มีเนื้อสัตว์และข้าวชั้นดี เราจะทำอาหารบริการแขกได้อย่างไร?"
หลงเฟิงไม่ได้ตื่นตระหนก เขาเคยผ่านสถานการณ์ 'งบประมาณถูกตัด' หรือ 'ซัพพลายเออร์เ้าใหญ่เล่นแง่' มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในโลกออฟฟิศ เขาจึงเริ่มใช้แผนการที่วางไว้ั้แ่วันแรกที่ได้รับป้ายอาญาสิทธิ์
"เถ้าแก่ ลืมเื่พ่อค้าในเมืองหลวงไปเสีย ข้าจะพาเ้าไปพบกับ 'พันธมิตรที่แท้จริง' "
หลงเฟิงพาเถ้าแก่เฉินเดินทางไปยังหมู่บ้านรอบนอกเมืองหลวง ที่นั่นเป็ชุมชนเกษตรกรรายย่อยที่ถูกพวกพ่อค้าคนกลางจากในเมืองกดราคาซื้อผลผลิตมานานหลายสิบปี หลงเฟิงใช้ศิลปะการเจรจาและการโน้มน้าวใจ โดยยื่นข้อเสนอที่ชาวบ้านมิอาจปฏิเสธได้
"ข้าจะรับซื้อผลผลิตของพวกท่านทั้งหมดในราคาสูงกว่าที่พวกพ่อค้าหน้าเืนั่นให้สองเท่า!" หลงเฟิงประกาศกลางลานหมู่บ้าน "แต่มีเงื่อนไขเดียว... พวกท่านต้องส่งของให้ข้าโดยตรง และรักษาคุณภาพให้เป็ไปตามมาตรฐานที่ข้ากำหนด"
ชาวบ้านต่างพากันฮือฮา การทำสัญญาโดยตรง เช่นนี้ทำให้หลงเฟิงได้วัตถุดิบที่สดใหม่และราคาถูกกว่าเดิมเพราะไม่ต้องผ่านคนกลาง แถมยังสร้างฐานเสียงและความจงรักภักดีในหมู่ชาวบ้าน ซึ่งเป็รากฐานสำคัญที่ชินอ๋องเข้าไม่ถึง
ในขณะที่หลงเฟิงกำลังสร้างเครือข่าย ทางด้านจวนชินอ๋อง 'หลงเทียน' บุตรชายภรรยาเอกผู้ซึ่งเคยรังแกหลงเฟิงมาตลอดกลับรู้สึกกระวนกระวายใจ เขาไม่เชื่อว่าน้องชายต่างแม่ที่แสนอ่อนแอจะกลายเป็ยอดคนในชั่วข้ามคืน
"ข้าจะไปดูด้วยตาตัวเองว่ามันมีมนต์วิเศษอันใด!" หลงเทียนสั่งเตรียมรถม้า ปลอมตัวเป็คุณชายธรรมดาเพื่อมุ่งหน้าไปยังร้านรวงข้าวทอง
เมื่อหลงเทียนมาถึง เขาต้องตกตะลึงกับการจัดระบบระเบียบของร้าน มีการต่อแถวที่ชัดเจน พนักงานต้อนรับพูดจาสุภาพ และบรรยากาศที่ดู 'มีระดับ' แม้จะเป็ร้านในย่านตลาด และที่นั่นเองเขาได้เห็นหลงเฟิงในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเรียบหรู กำลังสนทนาหัวเราะร่าอยู่กับกลุ่มพ่อค้าและขุนนางระดับกลาง
"นั่น... หลงเฟิงจริงๆ หรือ?" หลงเทียนพึมพำ ใบหน้าที่เคยดูเศร้าหมองและผอมแห้ง บัดนี้กลับดูอิ่มเอิบและเปล่งประกายด้วยสติปัญญา
หลงเฟิงเหลือบไปเห็นเงาคุ้นตาที่มุมร้าน เขารับรู้ได้ทันทีว่าเป็ใคร แต่เขากลับเลือกที่จะส่งยิ้มบางๆ ให้และสั่งให้พนักงานนำ 'เมนูพิเศษ' ไปเสิร์ฟที่โต๊ะนั้นโดยไม่คิดอัฐ มันคือการตอกหน้าด้วยความสุภาพ ที่เจ็บแสบยิ่งกว่าการด่าทอ
ความสำเร็จมักมาพร้อมกับขวากหนาม ใน่เวลาที่ร้านกำลังรุ่งเรืองที่สุด กลับมีบุรุษผู้หนึ่งล้มชักกลางร้านอาหาร เสียงะโว่า "ร้านนี้ใส่ยาพิษ!" ดังระงมไปทั่ว
นี่คือจุดเริ่มของบทเรียนที่ 5 ที่หลงเฟิงต้องเผชิญ มันไม่ใช่แค่เื่การค้า แต่มันคือการทำลายชื่อเสียง ซึ่งในยุคโบราณที่ข่าวลือแพร่สะพัดได้เร็วพอๆ กับกามโรค การจัดการอย่างเด็ดขาดคือทางรอดเดียว
หลงเฟิงเดินออกมาจากหลังร้านด้วยท่าทีสุขุม เขาไม่ได้สั่งให้คนโยนชายคนนั้นออกไป แต่เขากลับเรียกให้ทุกคนนิ่งสงบ
"ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ หากร้านเราใส่ยาพิษจริง ไฉนท่านอื่นๆ ที่ทานหม้อเดียวกันถึงยังนั่งอยู่ได้?" หลงเฟิงตั้งคำถามที่ทรงพลัง ก่อนจะก้มลงไปหาชายที่แสร้งทำเป็ชัก "และเ้า... หากเ้าตายเพราะยาพิษ ข้าก็ยินดีจะจ่ายค่าทำศพให้ครอบครัวเ้าสิบเท่าของราคาสินจ้างที่เ้าได้รับมาเพื่อทำลายร้านข้า"
คำว่า 'สิบท่าของราคาสินจ้าง' ทำให้ชายคนนั้นชะงักไปชั่วครู่ หลงเฟิงอาศัยจังหวะนั้นบีบขากรรไกรของชายคนนั้นจนผงสีขาวหลุดออกมาจากกระพุ้งแก้ม
"ผงสบู่ผสมน้ำตาล... อุบายตื้นๆ เช่นนี้ อย่าหวังว่าจะหลอกใครได้ในถิ่นของข้า"
สายตาที่จ้องมองมายังหลงเฟิงจากคนรอบข้างเปลี่ยนจากความระแวงเป็ความชื่นชมในความใจเย็นและช่างสังเกต ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงในแง่บวกว่า 'หลงเฟิงแห่งรวงข้าวทองคือปัญญาชนที่แท้จริง'
คืนนั้น ภายใต้แสงจันทร์ที่นวลตา หลงเฟิงนั่งมองป้ายอาญาสิทธิ์ในมือ เขาเริ่มตระหนักว่าการเป็แค่พ่อค้าไม่อาจปกป้องเขาได้ตลอดไป การจะชนะในเกมนี้ เขาต้องก้าวเข้าสู่การเป็ 'ผู้คุมกฎ' ในอนาคต
แสงอรุณของวันใหม่ทาทาบลงบนหลังคากระเบื้องของร้านรวงข้าวทอง แต่สำหรับหลงเฟิง เขาแทบไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน แผนผังในหัวของเขาเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเกินกว่าจะเป็แค่ร้านอาหารเพียงอย่างเดียว พนักงานออฟฟิศอย่างเขารู้ดีว่า ในโลกของธุรกิจและการเมือง "ข้อมูลคืออำนาจ" ใครที่รู้ความเคลื่อนไหวของศัตรูก่อน ย่อมมีโอกาสชนะมากกว่าครึ่ง
"เถ้าแก่เฉิน ข้า้าคน" หลงเฟิงเอ่ยขึ้นขณะที่เขากำลังคัดแยกจดหมายจองโต๊ะอาหาร "ข้าไม่ได้้าแค่คนยกจาน แต่ข้า้าคนที่เป็ 'หู' และ 'ตา' ให้ข้า"
เถ้าแก่เฉินขมวดคิ้ว "เ้าหมายถึงหน่วยสายลับงั้นหรืออาเฟิง? เื่นี้มันเสี่ยงเกินไป หากทางการรู้เข้า..."
"ไม่ใช่สายลับเถ้าแก่" หลงเฟิงยิ้มอย่างมีเลศนัย "ข้าเรียกว่า 'หน่วยบริการลูกค้าสัมพันธ์' ต่างหาก คนเราเวลาอิ่มท้องและได้จิบสุราเลิศรส มักจะหลุดปากพูดเื่ที่ไม่ควรพูดออกมาเสมอ"
หลงเฟิงตัดสินใจใช้เงินกำไรสะสมก้อนใหญ่ เช่าตึกแถวไม้สามชั้นที่ติดกับริมน้ำหลังร้านรวงข้าวทอง เขาตกแต่งมันใหม่ทั้งหมดโดยเน้นความสงบและความเป็ส่วนตัวสูงสุด เขาเรียกที่นี่ว่า "หอวารีเร้น"
ที่นี่ไม่ได้เปิดรับลูกค้าทั่วไป แต่รับเฉพาะแขกที่ถือ 'บัตรหยก' ที่เขาเป็คนออกให้เท่านั้น บัตรเหล่านี้ถูกส่งไปให้ขุนนางระดับกลาง พ่อค้าที่ทรงอิทธิพล และที่ปรึกษาขององค์ชายใหญ่ โดยเน้นย้ำว่าเป็ "พื้นที่พักผ่อนที่ไร้เสียงรบกวน"
"ที่นี่จะไม่มีใครมาขัดจังหวะการสนทนาของพวกท่าน" หลงเฟิงกล่าวกับแขกกลุ่มแรกที่เข้ามา "สุราทุกไห อาหารทุกจาน จะถูกเสิร์ฟโดยบ่าวที่ 'หูหนวกและเป็ใบ้' ซึ่งจริงๆ คือคนที่หลงเฟิงฝึกมาให้เก็บความลับเก่งที่สุด"
ทักษะการสร้าง Exclusive Club นี้ทำให้หลงเฟิงเริ่มได้รับข้อมูลวงในของราชสำนักผ่านการสนทนาที่แขกเ่าั้คิดว่า 'ไม่มีใครได้ยิน'
ทางด้านจวนชินอ๋อง เมื่อแผนการทำลายชื่อเสียงล้มเหลว ชินอ๋องจึงเริ่มหันมาใช้ "นิติา" โดยการใช้อิทธิพลสั่งการผ่านกรมเมืองให้ออกกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการค้าขายในเขตตลาด
"ประกาศ! ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ร้านอาหารที่มีรายได้เกินกว่าหนึ่งร้อยตำลึงทองต่อเดือน จะต้องเสียภาษีบำรุงกองทัพเพิ่มอีกสามส่วน และต้องได้รับการตรวจตราความสะอาดจากเ้าหน้าที่ทุกๆ สามวัน!" พนักงานกรมเมืองประกาศหน้าประกาศกลางตลาด
นี่คือการ 'รีดเืกับปู' ชัดๆ เถ้าแก่เฉินถึงกับลมจับเมื่อเห็นตัวเลขภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม ซึ่งมันจะทำให้กำไรที่หลงเฟิงทำมาแทบไม่เหลือ
"อาเฟิง พวกเขาจะบีบเราให้ตายด้วยกระดาษแผ่นเดียว!"
หลงเฟิงมองประกาศนั้นด้วยรอยยิ้มเย็น "เถ้าแก่... ท่านเคยได้ยินคำว่า 'การวางแผนภาษี' หรือไม่? กฎหมายบอกว่าร้านอาหารที่มีรายได้เกินร้อยตำลึงต้องเสียภาษี... งั้นเราก็แค่ทำให้ร้านเรา 'ไม่มีรายได้' ถึงร้อยตำลึงสิ"
หลงเฟิงสั่งให้แยกบัญชีของร้านรวงข้าวทองออกเป็หลายส่วน เขาจดทะเบียน 'ร้านรวงข้าวทอง' เป็ที่สำหรับทำอาหารเพียงอย่างเดียว และจดทะเบียน 'หอวารีเร้น' เป็สมาคมแลกเปลี่ยนความรู้ ส่วน 'หน่วยส่งอาหาร' ก็แยกออกไปเป็สถานรับจ้างขนส่ง
ด้วยวิธีนี้ รายได้ของแต่ละแห่งจะไม่ถึงเกณฑ์ที่ชินอ๋องตั้งไว้ แต่กำไรรวมทั้งหมดยังคงอยู่ในมือของหลงเฟิงเหมือนเดิม นี่คือการใช้ความรู้เื่โครงสร้างบริษัทจากโลกอนาคตมาปั่นหัวคนยุคโบราณอย่างแท้จริง
เมื่อเ้าหน้าที่กรมเมืองมาตรวจบัญชี พวกเขาก็ต้องงงงวยกับตัวเลขที่ดูเหมือนจะถูกกฎหมายทุกประการ แต่รวมกันแล้วช่างมหาศาล
"เ้าเล่ห์นัก!" เ้าหน้าที่กรมเมืองสบถ "ข้าจะรายงานเื่นี้ต่อท่านอ๋อง!"
"เชิญเถอะท่านเ้าหน้าที่" หลงเฟิงกล่าวอย่างสุภาพ "ข้าทำตามกฎระเบียบทุกประการ หากท่านจะหาความผิดข้า ท่านก็ต้องหาความผิดกับร้านค้าอื่นๆ ในตลาดด้วยที่ใช้วิธีแบ่งหุ้นส่วนเช่นนี้"
ในคืนหนึ่งที่หอวารีเร้น ขณะที่หลงเฟิงกำลังตรวจสอบยอดบัญชีสุดท้าย มีบุรุษลึกลับในผ้าคลุมสีดำสนิทเดินเข้ามาในห้องทำงานของเขา โดยที่องครักษ์หน้าห้องไม่มีใครสังเกตเห็น
หลงเฟิงสะดุ้งเล็กน้อย แต่ความนิ่งแบบพนักงานออฟฟิศที่เคยชินกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันทำให้เขาคว้าปิ่นปักผมไม้ที่เขาแอบเหลาจนแหลม ไว้ในมือ "ท่านเป็แขกที่ไม่มีบัตรหยก... ้าสิ่งใด?"
ชายคนนั้นค่อยๆ เปิดผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาแต่อบอวลไปด้วยรังสีอำมหิต ดวงตาคู่นั้นดูเ็าจนน่าขนลุก
"ข้าคือ 'เซียวอวิ๋น' แม่ทัพไร้พ่ายจากชายแดนเหนือ" ชายคนนั้นกล่าวเสียงเรียบ "ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อทานอาหาร... แต่ข้ามาเพื่อดูว่าใครกันที่กล้าทำตัวเป็กระดูกขวางคอชินอ๋องได้เก่งกาจขนาดนี้"
หลงเฟิงใจเต้นรัว แม่ทัพเซียวอวิ๋นคือบุคคลที่มีตัวตนเป็ปริศนาและกุมอำนาจทางการทหารอีกขั้วหนึ่งที่แม้แต่ชินอ๋องยังต้องเกรงใจ
"แล้วท่านแม่ทัพเห็นว่าอย่างไร?" หลงเฟิงถามกลับ พยายามรักษาน้ำเสียงให้ปกติที่สุด
เซียวอวิ๋นเดินเข้ามาช้าๆ จนเกือบประชิดตัวหลงเฟิง "ข้าเห็น... ลูกแมวที่กำลังพยายามทำตัวเป็เสือ แต่ลูกแมวตัวนี้มีกรงเล็บที่น่าสนใจ ข้าจะให้โอกาสเ้า... หากเ้าสามารถหาเสบียงให้กองทัพของข้าได้ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดครึ่งหนึ่ง ข้าจะรับประกันว่าจวนอ๋องจะไม่กล้าส่งคนข้ามกำแพงร้านเ้าแม้แต่คนเดียว"
นี่คือ 'ดีล' ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและอันตรายที่สุดที่หลงเฟิงเคยเจอมา หากเขาทำได้ เขาจะได้อำนาจทหารมาเป็พวก แต่หากเขาทำไม่ได้ เขาก็อาจจะกลายเป็ศพเฝ้าแม่น้ำฉิน
"ตกลง" หลงเฟิงตอบโดยไม่ลังเล "ข้าจะทำให้ท่านเห็นว่า ลูกแมวตัวนี้จัดการเื่ใหญ่ได้ดีกว่าเสือแก่ๆ ในจวนอ๋องเสียอีก"
หลังจากเซียวอวิ๋นจากไป หลงเฟิงทรุดตัวลงบนเก้าอี้ เขาเริ่มตระหนักว่าเส้นทางนี้ไม่มีวันหันหลังกลับได้อีกแล้ว การร่วมมือกับแม่ทัพเป็หมากที่เสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนมหาศาล
เขามองไปที่ปิ่นปักผมไม้ในมือ พลางนึกถึงท่านแม่ที่จากไป "ท่านแม่... ดูเหมือนว่าลูกชายของท่านกำลังจะกลายเป็ผู้กุมชะตาของแคว้นนี้เสียแล้ว"
เป็กำลังใจโดยการคอมเมนต์ได้เลยน้าาาา