เมื่อได้ยินคำบัญชาของท่านอาหลงเย่ก็พลันเข้าใจความหมายทันที ดูท่าทางท่านอาต้องการให้เขาลงมือจัดการหงเต๋อฝู่ คู่แข่งคนสำคัญเสียแล้ว
ที่ผ่านมาธุรกิจของท่านอาในเมืองอวิ๋นเฉิงนั้นเฟื่องฟูยิ่งนักกล่าวได้ว่าเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเมืองอวิ๋นเฉิงก็มิผิด
เพียงแต่ไม่รู้ว่าหงเต๋อฝู่ผู้นี้ช่วงนี้โชคดีด้วยประการใดมิรู้ว่าเขาไปได้เคล็ดลับมาจากที่ใด ธุรกิจจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วถึงขั้นมีท่าทีว่าจะแซงหน้าหอสุราตระกูลหลงของพวกเขาเสียด้วยซ้ำ!
"ข้าได้ยินมาว่าในบ้านของหงเต๋อฝู่มีบุตรสาวที่ร่างกายอ่อนแอท่านอาจะให้หลานชายผู้นี้กระทำอะไรสักหน่อยดีหรือไม่?"
"เจ้าหมายความว่า?"
"บุตรสาวผู้นั้นเป็นบุตรีคนเดียวของหงเต๋อฝู่ที่ผ่านมานางได้รับการทะนุถนอมจากหงเต๋อฝู่เป็นอย่างยิ่งข้าได้ยินมาว่าหงเต๋อฝู่ก่อนหน้านี้ยังคิดที่จะหาบุรุษมาแต่งเข้าบ้านเพื่อเลือกคนที่มีความสามารถมาสืบทอดกิจการของเขา หากหลานชายทำสำเร็จก็เท่ากับได้ครอบครองทรัพย์สมบัติตระกูลหงโดยไม่ต้องลงแรงมิใช่หรือ? ถึงเวลานั้นก็จะช่วยลดความยุ่งยากไปได้มากโข"
"แผนการของเจ้าใช้ได้ทีเดียว นับว่าหัวดี"
บุรุษสวมชุดผ้าไหมได้ยินดังนั้นก็อดเหลือบมองหลานชายของตนเองไม่ได้เขารู้ดีว่าหลานชายผู้นี้มีความทะเยอทะยาน ฝีมือไม่ถึงแต่ใจใหญ่เกินตัว
แต่ในเมื่อเขาต้องการที่จะกระทำเช่นนั้นในแง่ของผลลัพธ์ก็มิได้ส่งผลกระทบต่อแผนการของเขาแต่อย่างใด ก็พอจะรับได้
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็จงไปจัดการเถิด เพียงแต่จงทำให้มือสะอาดอย่าได้ทิ้งร่องรอยที่ทำให้ผู้คนติฉินได้ก็พอ"
"ขอรับ!"
เมื่อหลงเย่ได้ยินท่านอาตอบรับอย่างง่ายดายเช่นนี้ก็ตื่นเต้นยินดี รีบกล่าวรับคำ
เขาปรารถนาโอกาสที่จะพลิกผันชีวิตเสมอมายามนี้เห็นทีจะต้องใช้เล่ห์กลสักหน่อย ต้องช่วงชิงสมบัติของตระกูลหงมาก่อนแล้วใช้มันเป็นใบเบิกทาง
เขาไม่รู้ว่าท่านอาของตนเองได้รับความโปรดปรานจากเจ้านายผู้นั้นได้อย่างไรแต่เขาเชื่อว่าตนเองมิได้ด้อยกว่าท่านอา
เมื่อได้รับคำสั่งแล้วหลงเย่ก็มิได้รีรอ กล่าวอีกสองสามคำก็ลุกขึ้นจากไป
ความคิดทั้งหมดของเขาในขณะนี้ทุ่มเทให้กับการวางแผนเพื่อครองใจบุตรีตระกูลหงทันทีที่ออกจากห้องโถง เขาก็ส่งสัญญาณเรียกหาลูกน้องในทันที
"ไป สืบมาให้ข้า..."
หลงเย่กระซิบข้างหูลูกน้องใต้บังคับบัญชาจากนั้นก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา
เขาเชื่อมั่นว่าด้วยแผนการที่รอบคอบเช่นนี้ของเขาจะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน!
ในขณะนั้นเองกลับมีคนรับใช้ผู้หนึ่งรีบร้อนวิ่งมาทางนี้ เมื่อเห็นเขาแล้วกลับมิได้สนใจแล้วตรงรี่ไปยังห้องโถง
เมื่อเห็นเช่นนั้นหลงเย่ก็ขมวดคิ้วอย่างขุ่นเคือง รู้สึกว่าคนรับใช้ผู้นี้มิเห็นเขาอยู่ในสายตา
อย่างไรก็ตามเขารู้ดีว่าตนเองก็เป็นเพียงสุนัขตัวหนึ่งของท่านอา แม้ในใจจะไม่ยินยอมเพียงใดแต่สภาพที่เป็นอยู่ในตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
เขาจะไม่ยอมเป็นเช่นนี้ไปตลอดแน่
หลงเย่คิดมือก็อดมิได้ที่จะกุมแก้มข้างที่ถูกตบเมื่อครู่ซึ่งตอนนี้ได้บวมนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดแสดงให้เห็นว่าเมื่อครู่นี้อีกฝ่ายลงมือหนักหน่วงจริงๆ
หลงเย่สาบานอย่างเงียบๆในใจ หากมีวันใดที่เขาสามารถพลิกชะตาได้สำเร็จเขาจะจดจำและชำระแค้นทุกคนที่ทำให้เขาต้องพบกับความอัปยศในวันนี้ให้สาสม!
เพียงแต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้คิดมากนักก็พลันได้ยินเสียงตวาดดังมาจากในห้อง
"อะไรนะ? นางยังไม่ตาย?"
ต่อจากนั้นก็ได้ยินเสียงทุบทำลายสิ่งของดังมาจากในห้องดูท่าทางข่าวที่ได้รับมาเมื่อครู่นี้ทำให้ท่านอาของตนเองโกรธแค้นเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อหลงเย่ได้ยินเสียงนั้นมุมปากก็อดมิได้ที่จะยกขึ้น กลับบังเกิดความรู้สึกสะใจราวกับได้ชำระแค้น
เขามิกล้าที่จะรีรอหวั่นเกรงว่าความซวยจะมาถึงตัวในอีกไม่ช้า รีบหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เสียงทุบทำลายสิ่งของในห้องดังอยู่นานก่อนจะเงียบหายไป ชายในชุดผ้าไหมมิได้มีท่าทีที่สงบเฉกเช่นก่อนหน้านี้ทว่ากลับเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความไม่ยินยอม
"ข้าเตรียมการมานานถึงเพียงนี้ กลับถูกผู้อื่นทำลายแผนการเสียได้!"
เมื่อทราบว่าเจ้าเมืองฉินได้เชิญผู้มีฝีมือทางการแพทย์จากที่ใดก็มิรู้มาทำการรักษาฉินหยวนหยวนจนหายดี บุรุษผู้นี้ก็แทบจะกระอักเลือดออกมา
เขาคิดมาตลอดว่าเพียงแค่ทำลายเจ้าเมืองฉินโอกาสที่ตนเองจะขึ้นไปแทนที่อีกฝ่ายก็จะมาถึงไม่นึกเลยว่าผลลัพธ์จะกลายเป็นเช่นนี้
ถึงกระนั้นเขาก็ยังรู้สึกขัดเคืองใจ รู้สึกว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องโกหกหลอกลวง
"ใครกันที่ทำให้นางหายจากอาการป่วยได้?"
บุรุษในชุดผ้าไหมตรงเข้าคว้าคอเสื้อของคนรับใช้ถามถึงความจริงในเรื่องนี้
"บะ…บ่าวก็ไม่ทราบเพียงแต่ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ท่านหมอเฉียนเพิ่งมาถึงจวนเจ้าเมืองบางทีอาจจะเป็นเขาที่รักษาคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลฉินจนหายดี?"
คนรับใช้คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของจวนเจ้าเมืองมาโดยตลอดด้วยว่าซูอี้หว่านเป็นเพียงสตรีธรรมดาที่มิมีใครรู้จักดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดสนใจนาง
อีกทั้งเจ้าเมืองฉินก็คิดถี่ถ้วนเป็นอย่างดีได้กำชับเหล่าเถ้าแก่ร้านขายยาเป็นพิเศษขอให้พวกเขาอย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป
ก็เพราะเหตุนี้ในตอนนี้บุรุษในชุดผ้าไหมจึงไม่ทราบว่าผู้ที่รักษาฉินหยวนหยวนให้หายดีนั้นเป็นผู้ใด
อย่างไรก็ตามสิ่งนี้หาสำคัญไม่ ที่สำคัญคือเขาจะไม่มีวันปล่อยคนผู้นี้ไปเด็ดขาด!
"บังอาจทำลายเรื่องดีๆ ของข้า ข้าไม่สนว่ามันจะเป็นใครข้าจะไม่ปล่อยมันไปอย่างแน่นอน!"
เมื่อได้ยินวาจาของชายผู้นั้นคนรับใช้ก็ตัวสั่นด้วยความหวาดหวั่น แต่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้แต่ภาวนาให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็วเพื่อที่ตนเองจะได้หลุดพ้นจากสถานการณ์นี้เสียที
ไม่นานบุรุษในชุดผ้าไหมก็เหวี่ยงเขาลงกับพื้น
"ไสหัวไป! จงไปสืบมาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่!"
เมื่อได้ยินนายของตนกล่าวเช่นนี้คนรับใช้ที่ถูกเหวี่ยงลงกับพื้นก็ไม่ทันได้ใส่ใจต่อความเจ็บปวด รีบพยุงร่างลุกขึ้นคลานออกจากห้องโถงไปอย่างรวดเร็ว
เขาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตจนเกือบจะชนกับหลงเย่ที่เพิ่งเดินจากไปไม่นาน
อาการตื่นตระหนกของคนรับใช้ทำให้หลงเย่ขมวดคิ้ว รู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น
แต่ทว่ายามนี้เขาไม่มีแก่ใจสนใจเรื่องของท่านอา ตราบเท่าที่เขาสบายดี ทุกอย่างก็เป็นอันใช้ได้นอกเหนือจากนั้น หาได้มีความหมายไม่
เมื่อคิดว่าจะได้ไปพบคุณหนูตระกูลหงหลงเย่ก็รู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว สำหรับเขาแล้วมิมีสิ่งใดสำคัญไปกว่าเรื่องนี้อีกแล้ว
"ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว"
—-----------
"พี่ชาย ท่านคิดว่าใครกันที่กล้าหาญถึงเพียงนี้ถึงกับกล้าลงมือกับเจ้าเมือง?"
ระหว่างทางกลับบ้านซูอี้หว่านก็อดมิได้ที่จะเอ่ยถึงเรื่องนี้กับซูอี้โจวนางรู้สึกว่าด้วยคุณธรรมและความดีงามของเจ้าเมืองฉิน ในราชสำนักไม่น่าจะมีศัตรู
อีกทั้งในตอนนี้เขาก็อยู่ห่างไกลถึงเมืองอวิ๋นเฉิงนับได้ว่าอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจของแคว้นเยว่จึงยากที่จะคิดว่าจะมีผู้ใดจงใจวางแผนร้ายเขา
"ก็คือผู้ที่สามารถได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากเรื่องนี้อย่างไรเล่า"
เมื่อซูอี้โจวได้ยินความสงสัยของน้องสาวก็มิได้ใส่ใจ ในสายตาของเขา ผู้คนกระทำการใดๆ ล้วนต้องการแรงจูงใจไม่ว่าแรงจูงใจนั้นจะสมเหตุสมผลหรือไม่ก็ตาม ย่อมต้องมีแรงขับเคลื่อนบางอย่างที่จะทำให้ผู้คนยอมที่จะแลกเพื่อกระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
หากหมายจะทำร้ายฉินหยวนหยวนหมายให้นางสิ้นชีพ ย่อมต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงแสนแพง
แต่ก็สามารถมองออกได้ว่าผลประโยชน์ที่อีกฝ่ายจะได้รับจากเรื่องนี้ เกรงว่าจะมีมากยิ่งกว่า
"หว่านหว่าน เจ้าว่าใครกันที่จะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากที่สุดหลังจากที่เจ้าเมืองฉินเกิดเรื่อง?"
"ก็คือผู้ที่สามารถขึ้นมาแทนที่เขาเป็นเจ้าเมืองอวิ๋นเฉิงคนใหม่อย่างไรเล่า!"
เมื่อซูอี้หว่านได้ยินคำถามนี้ก็มิได้คิดมาก ตอบอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อนางกล่าวจบก็พลันเข้าใจกระจ่าง คิดถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งขึ้นมาได้
"คนผู้นี้ บางทีอาจเป็นคนใกล้ชิดของเจ้าเมืองฉินหรือเปล่า? ที่สามารถขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนที่เขาได้?"