กระบี่นิรนาม: ตำนานจอมยุทธ์พลิกฟ้า (The Nameless Blade: Legend of the Sky-Reverser)

    ตอนที่ 47 นครสวรรค์ชั้นใน และบททดสอบแห่งหอคอยสัจธรรมลวงตา

     

    **ปฐมบทแห่งการข้ามผ่านประตูสวรรค์**

     

    เสาแสงสีรุ้งที่พุ่งทะยานขึ้นจาก 'แกนกลางดารา' แห่งสมรภูมิดาราทะลวงนรกไม่ได้เป็นเพียงค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติธรรมดา ทว่ามันคือ 'เส้นทางชำระล้าง' ที่แบ่งแยกผู้รอดชีวิตออกจากซากศพในเขาวงกตเบื้องล่างทันทีที่ร่างของหลินเทียนและเหยียนฟานถูกลำแสงนั้นห่อหุ้มพวกเขารู้สึกเหมือนถูกดึงกระชากขึ้นสู่ฟากฟ้าด้วยความเร็วที่ก้าวล่วงกฎเกณฑ์ของแรงโน้มถ่วงทัศนียภาพรอบกายกลายเป็นเพียงเส้นแสงสีต่างๆ ที่วิ่งสวนทางลงไปอย่างบ้าคลั่งเสียงฟันเฟืองของเขาวงกตเหล็กกล้าและกลิ่นคาวเลือดที่คุ้นเคยถูกทิ้งไว้เบื้องหลังแทนที่ด้วยเสียงหวีดหวิวของมิติที่กำลังถูกเจาะทะลวง

     

    "อั่ก!" เหยียนฟานกระอักเลือดสีเข้มออกมาเล็กน้อยแรงกดดันมหาศาลจากการข้ามผ่านชั้นบรรยากาศที่กั้นระหว่าง 'เมืองหน้าด่าน' และ 'นครสวรรค์ชั้นใน' บีบรัดอวัยวะภายในของเขาจนแทบแหลกเหลวแม้จะมีระดับการบ่มเพาะถึงผสานจิตวิญญาณขั้นต้นทว่าร่างกายที่บอบช้ำจากการต่อสู้ก่อนหน้าก็แทบจะรับภาระนี้ไม่ไหวเขารีบโคจรปราณอัคคีขึ้นมาปกป้องหัวใจอย่างทุลักทุเล

     

    ในทางกลับกันหลินเทียนกลับยืนตัวตรงตระหง่านอยู่ภายในลำแสงสีรุ้งอย่างสงบนิ่ง สองมือไพล่หลังเสื้อคลุมหนังสัตว์ที่ขาดวิ่นสะบัดพลิ้วตามกระแสพลังงานที่ปั่นป่วน ดวงตาสี sapphire ของเขาเปิดกว้างจ้องมองทะลุม่านแสงขึ้นไปยังจุดหมายปลายทางเบื้องบนแรงกดดันที่แทบจะบดขยี้กระดูกของเหยียนฟานกลับเปรียบเสมือนกระแสน้ำเย็นที่ช่วยชำระล้างคราบเลือดและสิ่งสกปรกออกจากร่างกายของหลินเทียน'หัวใจมังกรคราม' ในจุดตันเถียนสูบฉีดปราณสวรรค์ที่แฝงอยู่ในเสาแสงเข้าสู่เส้นชีพจรอย่างตะกละตะกลามทุกอณูของกล้ามเนื้อที่ถูกสร้างขึ้นใหม่กำลังดูดซับพลังงานเหล่านี้เพื่อผลัดเปลี่ยนตัวเองให้เข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

     

    > **"สวรรค์ไม่ได้อยู่สูงเกินเอื้อม...ทว่าสิ่งที่ขวางกั้นมนุษย์จากสวรรค์ ไม่ใช่ระยะทาง แต่เป็น 'ความอ่อนแอ' ของร่างกายและจิตใจที่ไม่สามารถแบกรับความบริสุทธิ์ของมันได้"**หลินเทียนรำพึงในใจขณะสัมผัสได้ถึงปราณฟ้าดินที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

     

    *วูบบบบบบ!*

     

    เสียงแหวกมิติดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เสาแสงสีรุ้งจะสลายตัวไป ร่างของหลินเทียนและเหยียนฟานปรากฏขึ้นบนลานกว้างขนาดยักษ์ที่สร้างจาก**'ศิลาหยกสวรรค์' (HeavenlyJadeite)** บริสุทธิ์ศิลานี้ไร้รอยต่อ เปล่งประกายสีขาวอมทองอ่อนๆที่สามารถฟื้นฟูบาดแผลทางกายและจิตใจได้เพียงแค่สูดดมกลิ่นอายของมัน

     

    เมื่อทั้งสองลืมตาขึ้นสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือความยิ่งใหญ่ที่ทลายทุกจินตนาการที่พวกเขาเคยมีต่อโลกใบนี้!

     

    **มหานครแห่งทวยเทพและความเหลื่อมล้ำที่ซ่อนเร้น**

     

    ที่นี่คือ **'นครสวรรค์ชั้นใน' (InnerHeavenly City)** ศูนย์กลางอำนาจที่แท้จริงของมหาทวีปฝั่งตะวันออก!

     

    มันไม่ได้เป็นเพียงทวีปลอยฟ้าทว่ามันคือ 'สถาปัตยกรรมระดับจักรวาล' เกาะศิลาหยกนับแสนเกาะลอยลดหลั่นกันเป็นชั้นๆกลางอากาศธาตุที่ปราศจากเมฆหมอกมลพิษ ท้องฟ้าที่นี่เป็นสีครามสดใสประกายทองปราณฟ้าดินหนาแน่นเสียจนกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ก่อเกิดเป็น 'น้ำตกปราณวิญญาณ' (Liquid QiWaterfalls) สีเงินยวงที่ไหลรินจากเกาะชั้นบนสุดลงสู่เกาะชั้นล่างละอองน้ำที่สาดกระเซ็นสร้างรุ้งกินน้ำนับร้อยเส้นที่พาดผ่านท้องฟ้าตลอดเวลา

     

    ตำหนักและวังวิหารที่ตั้งอยู่บนเกาะแต่ละแห่งล้วนสร้างจากทองคำ แร่ผลึกดารา และไม้หอมหมื่นปี ไม่มีร่องรอยของความเสื่อมโทรมไม่มีแสงไฟนีออนปราณที่สลัวมัวทึบอย่างเมืองดาราร่วงหล่น ทุกสิ่งทุกอย่างถูกหล่อหลอมขึ้นด้วยความประณีตและวิจิตรบรรจงสูงสุดมันคือสรวงสวรรค์ที่ผู้ฝึกตนทุกคนใฝ่ฝันถึง

     

    ทว่า ท่ามกลางความงดงามระดับพระเจ้าหลินเทียนกลับหรี่ตาลง เขาสัมผัสได้ถึง 'เจตจำนง' ที่แฝงอยู่ในปราณสวรรค์เหล่านี้...มันคือเจตจำนงของการกดขี่ การแบ่งแยกชนชั้น และความหยิ่งยโสที่ฝังรากลึกนครสวรรค์ชั้นในถูกค้ำจุนด้วยการสูบกินทรัพยากรและชีวิตจากเมืองชั้นล่างความบริสุทธิ์ของที่นี่ แลกมาด้วยความโสมมของดินแดนเบื้องล่าง!

     

    "สวรรค์ที่สร้างขึ้นบนกองซากศพ...ช่างจอมปลอมเสียจริง" หลินเทียนเอ่ยเสียงเรียบ

     

    "หะ... หา? เจ้าว่าไงนะ?" เหยียนฟานที่เพิ่งจะฟื้นตัวและกำลังอ้าปากค้างกับความงดงามของนครสวรรค์หันมาถามด้วยความงุนงง "นี่มันดินแดนในฝันชัดๆ!ปราณที่นี่เข้มข้นกว่าหุบเขาเพลิงสวรรค์ของข้าถึงร้อยเท่า! แค่ยืนหายใจเฉยๆข้าก็รู้สึกเหมือนจะทะลวงระดับได้แล้ว!"

     

    "เจ้าจงระวังการหายใจของเจ้าให้ดีสหาย..." หลินเทียนปรายตามองไปยังฝูงชนที่ล้อมรอบลานหยกกว้าง"เพราะปราณของที่นี่... ไม่ได้ต้อนรับพวกเรา"

     

    **จัตุรัสผู้บรรลุธรรมและอัจฉริยะที่แท้จริง**

     

    ลานหยกกว้างที่พวกเขายืนอยู่คือ **'จัตุรัสผู้บรรลุธรรม' (Plaza ofthe Ascended)** สถานที่ต้อนรับผู้ที่รอดชีวิตจากการคัดเลือกรอบสมรภูมิดาราทะลวงนรกทว่าในขณะนี้ บนลานกว้างนับร้อยไร่กลับมีผู้รอดชีวิตที่ถูกส่งตัวขึ้นมาเพียงไม่ถึง **'ห้าสิบคน'** จากจำนวนนับแสนคนที่ลงไปในเขาวงกต!ส่วนที่เหลือนั้น หากไม่ตาย ก็ต้องกดปุ่มยอมแพ้และถูกส่งกลับไปยังเมืองดาราร่วงหล่นด้วยความอัปยศ

     

    ทว่าสิ่งที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าจำนวนผู้รอดชีวิตที่น้อยนิด คือ 'สายตา' ของกลุ่มคนอีกนับหมื่นคนที่ยืนล้อมรอบจัตุรัสอยู่

     

    พวกมันไม่ใช่ผู้เข้าแข่งขันที่มาจากรอบคัดเลือกทว่าพวกมันคือ **'ศิษย์สายตรง' (SeededGeniuses)** ของสี่มหาอำนาจและตระกูลชั้นสูงแห่งนครสวรรค์ชั้นใน!อัจฉริยะเหล่านี้ได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องลงไปคลุกฝุ่นในสมรภูมินรกพวกมันเกิดและเติบโตในสวรรค์ ได้รับการปูทางด้วยทรัพยากรที่ดีที่สุดและมีระดับการบ่มเพาะขั้นต่ำคือ 'ผสานจิตวิญญาณขั้นต้น' โดยมีแกนนำหลายคนที่ก้าวเข้าสู่ 'ผสานจิตวิญญาณขั้นกลาง' อย่างสมบูรณ์แบบ!

     

    เสื้อผ้าของพวกมันถักทอจากไหมมังกรและแสงดาราพาหนะที่พวกมันขี่ไม่ใช่สัตว์อสูรกลไกแต่เป็นสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์สายเลือดบริสุทธิ์ ทั้งกิเลนเพลิง พยัคฆ์ขาวและวิหคอัสนี พวกมันยืนกอดอกมองลงมายังผู้รอดชีวิตทั้งห้าสิบคนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลน เหยียดหยามและสมเพช ประหนึ่งมองดูขอทานที่บังเอิญคลานขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ

     

    "ดูพวกสวะที่คลานขึ้นมาจากโคลนตมนั่นสิสภาพดูไม่ได้เลยสักคน" เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นจากกลุ่มศิษย์สายตรงชุดขาว

     

    "ได้ยินว่าปีนี้สมรภูมิดาราทะลวงนรกมีตัวประหลาดหลุดเข้าไปล้างบางกองทัพของเหลยเจิ้นและจ้าวเทียนหลิงซะราบคาบ... หึ!ก็แค่เรื่องแต่งของพวกขี้แพ้ที่หาข้ออ้างให้ความอ่อนแอของตัวเองเท่านั้นแหละต่อให้เก่งแค่ไหนในหมู่ขยะ มันก็ยังเป็นขยะอยู่วันยังค่ำ"

     

    เหยียนฟานกำด้ามหอกเพลิงแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนความโกรธเกรี้ยวทำให้เปลวไฟสีแดงเริ่มปะทุขึ้นรอบตัว"ไอ้พวกลูกแหง่คาบช้อนทองเกิด... กล้าดีมาระรานผู้ที่รอดชีวิตจากนรกมาได้!ข้าจะเผาปากพวกมันให้เกรียม!"

     

    "เก็บไฟของเจ้าไว้ใช้ยามจำเป็นเถอะ"หลินเทียนยกมือขึ้นแตะไหล่ของเหยียนฟานเบาๆทว่าสัมผัสนั้นกลับแฝงด้วยความเย็นเยียบที่ดับไฟโกรธของชายผมแดงลงในพริบตา"หมาที่ถูกล่ามโซ่อยู่ในรั้ววังมักจะเห่าเสียงดังเสมอเพราะมันไม่เคยเผชิญหน้ากับหมาป่าในป่าลึก...ปล่อยให้พวกมันเห่าไป การตอบโต้สวะพวกนี้ มีแต่จะทำให้ดาบของเราแปดเปื้อน"

     

    ทว่า คำพูดของหลินเทียนแม้จะแผ่วเบาแต่ก็ไม่อาจเล็ดลอดโสตประสาทของยอดฝีมือระดับผสานจิตวิญญาณไปได้

     

    **การท้าทายจากกระบี่เหมันต์เจตจำนงปะทะเจตจำนง**

     

    "โอหังนัก! สวะเร่ร่อนอย่างแกบังอาจเปรียบเทียบพวกข้าเป็นสุนัขงั้นรึ?!"

     

    เสียงตวาดที่แฝงไปด้วยปราณความเย็นระดับเยือกแข็งดังทะลวงวงล้อมเข้ามาฝูงชนอัจฉริยะชุดขาวต่างรีบแหวกทางให้ด้วยความเคารพยำเกรงพร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษผู้หนึ่งที่ขี่ 'กระเรียนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์' (ProfoundIce Crane) ร่อนลงมาจอดเบื้องหน้าหลินเทียนและเหยียนฟาน

     

    ชายผู้นี้มีเรือนผมสีเงินยาวสลวยที่ถูกรวบเกล้าไว้อย่างเป็นระเบียบสวมชุดคลุมไหมสีขาวบริสุทธิ์ขลิบเงินที่ไม่มีแม้แต่รอยยับใบหน้าของเขาหล่อเหลาหมดจดทว่าเยือกเย็นประหนึ่งรูปสลักน้ำแข็งดวงตาที่หรี่ลงมองหลินเทียนนั้นเต็มไปด้วยรังสีสังหารและ 'เจตจำนงกระบี่' ที่คมกริบจนสามารถบาดผิวหนังของผู้ที่อยู่ใกล้เคียงได้

     

    เขาคือ **'เจี้ยนอู๋ซวง' (JianWushuang - กระบี่ไร้เปรียบ)**ศิษย์พี่ใหญ่และอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่ง **'สำนักดาบเหมันต์ดับสูญ'**! ผู้มีระดับการบ่มเพาะก้าวล่วงเข้าสู่ 'ผสานจิตวิญญาณขั้นกลางระดับสูงสุด' และถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน 'สี่มหาอัจฉริยะ' แห่งนครสวรรค์รุ่นปัจจุบัน!

     

    "ศิษย์น้องทั้งสี่ของข้า...ถูกแช่แข็งตายในสมรภูมินั่น"เจี้ยนอู๋ซวงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ละอองน้ำในอากาศกลายเป็นเกล็ดหิมะ"รอยแผลที่เกิดจากปราณน้ำแข็งสีดำ... มีคนบอกข้าว่า เป็นฝีมือของคนในชุดคลุมหนังสัตว์ซอมซ่อที่ใช้กระบี่สีดำ... เป็นแกใช่ไหม?"

     

    เหยียนฟานก้าวออกมาบังหน้าหลินเทียนทันที"แล้วถ้าใช่ล่ะ? ในสมรภูมินั่น ฆ่าหรือถูกฆ่าคือสัจธรรมศิษย์น้องของเจ้าอ่อนแอเองต่างหาก!"

     

    "ข้าไม่ได้ถามแกไอ้ลูกสุนัขแห่งหุบเขาเพลิง" เจี้ยนอู๋ซวงปรายตามองเหยียนฟานด้วยหางตาก่อนจะปลดปล่อย 'เจตจำนงกระบี่เหมันต์' ออกมาพุ่งกระแทกใส่เหยียนฟานอย่างจัง!

     

    คลื่นความเย็นที่มองไม่เห็นกระแทกเข้าที่หน้าอกของชายผมแดงจนเขากระอักเลือดถอยหลังไปสามก้าว หอกเพลิงในมือสั่นสะท้าน!นี่คือความห่างชั้นของระดับพลังอย่างแท้จริง!

     

    "คนที่ซ่อนตัวอยู่ในกระดองของคนอื่น...ไม่มีคุณสมบัติพอจะจับกระบี่ด้วยซ้ำ" เจี้ยนอู๋ซวงหันกลับมามองหลินเทียน"แกอวดอ้างว่ารอดชีวิตจากนรกมาได้ แต่ในสายตาข้าแกก็แค่คนขี้ขลาดที่อาศัยโชคช่วย... จงชักกระบี่สวะของแกออกมาแล้วคุกเข่าขอขมาต่อวิญญาณศิษย์น้องข้าซะ ไม่อย่างนั้นข้าจะตัดเอ็นร้อยหวายและสับแกให้เป็นชิ้นๆ ตรงนี้แหละ!"

     

    ความเงียบเข้าปกคลุมจัตุรัสผู้บรรลุธรรมอัจฉริยะรอบข้างต่างเหยียดยิ้มรอชมวาระสุดท้ายของไอ้หนุ่มนอกคอกการที่เจี้ยนอู๋ซวงลงมือเอง เท่ากับเป็นการประกาศประหารชีวิตล่วงหน้า!

     

    หลินเทียนยืนนิ่งเขามองข้ามเจี้ยนอู๋ซวงไปจับจ้องที่ยอดหอคอยศิลาที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไปก่อนจะค่อยๆ เลื่อนสายตากลับมาที่บุรุษชุดขาวเบื้องหน้า

     

    > **"กระบี่...ไม่ใช่เครื่องประดับที่เอาไว้แกว่งไกวเพื่ออวดอ้างความงดงามหรือเพื่อข่มขู่ผู้ที่อ่อนแอกว่า...กระบี่ที่แท้จริง คือสัจธรรมที่ใช้เพื่อผ่าความว่างเปล่าและปกป้องปณิธานของตนเอง...เจ้าเรียกกระบี่ของข้าว่าสวะงั้นรึ? งั้นข้าจะถามเจ้ากลับ... เจ้าเคยได้กลิ่นของ 'ความตาย' บนคมกระบี่ของเจ้าบ้างหรือไม่?"**

     

    หลินเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบปราศจากการสะกดกลั้นอารมณ์ ปราศจากความโกรธเกรี้ยวทว่ามันกลับลึกล้ำประหนึ่งเสียงกระซิบจากบรรพกาล

     

    "ปากดีนัก!"เจี้ยนอู๋ซวงโกรธจัด มันไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝักทว่าเพียงแค่นิ้วชี้และนิ้วกลางประสานกันเป็นดรรชนีกระบี่ พุ่งชี้ตรงมาที่หว่างคิ้วของหลินเทียน!

     

    **"กระบี่เหมันต์:ปลิดวิญญาณทะลวงน้ำแข็ง!"**

     

    รังสีปราณกระบี่ที่เย็นเยียบและคมกริบที่สุดพุ่งทะยานแหวกอากาศหมายจะเจาะทะลุกะโหลกของหลินเทียนในเสี้ยววินาที!การโจมตีนี้ทรงพลังพอที่จะทำลายภูเขาทั้งลูกได้โดยไม่ต้องชักอาวุธ!

     

    ทว่า... หลินเทียนกลับไม่ขยับตัวหลบเขาไม่ได้เอื้อมมือไปจับกระบี่มังกรพลิกฟ้าที่เอวด้วยซ้ำ!

     

    ดวงตาสี sapphire ของหลินเทียนพลันเปล่งประกายสีทองคำบริสุทธิ์วาบขึ้นมาเพียงชั่วพริบตาเดียว!

     

    **"สัจธรรมมังกร:สะท้อนเจตจำนงกลืนดารา!"**

     

    ไม่มีการปะทะทางกายภาพ! ไม่มีระเบิดปราณฟ้าดิน!ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ... ปราณกระบี่เหมันต์ของเจี้ยนอู๋ซวงที่พุ่งเข้ามาห่างจากหน้าผากของหลินเทียนเพียงหนึ่งชุ่น กลับ **'หยุดนิ่ง'** อยู่กลางอากาศ!ราวกับมันพุ่งชนเข้ากับกำแพงมิติที่มองไม่เห็น ก่อนที่มันจะ **'แหลกสลาย'** กลายเป็นผงน้ำแข็งสีขาวและร่วงหล่นลงพื้นไปอย่างเงียบเชียบ!

     

    "อะไรกัน!"เจี้ยนอู๋ซวงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด! วิชาดรรชนีกระบี่ที่มันภาคภูมิใจถูกทำลายลงโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ขยับตัวด้วยซ้ำ!

     

    ทว่าฝันร้ายของอัจฉริยะชุดขาวยังไม่จบแค่นั้น!

     

    พริบตาที่ปราณกระบี่เหมันต์แหลกสลาย...'เจตจำนง' ที่แฝงอยู่ในดวงตาสีทองของหลินเทียนก็พุ่งสวนกลับเข้าปะทะกับมิติจิตวิญญาณของเจี้ยนอู๋ซวงโดยตรง!มันไม่ใช่แค่แรงกดดัน แต่มันคือภาพมายาแห่งสัจธรรม... ภาพของ 'มังกรครามขนาดยักษ์ที่กำลังอ้าปากกลืนกินสวรรค์และดวงดาว' พุ่งถาโถมเข้าใส่สติสัมปชัญญะของบุรุษกระบี่ไร้เปรียบ!

     

    *กร๊อบ!*

     

    กระเรียนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นพาหนะของเจี้ยนอู๋ซวงไม่อาจทนรับแรงกดดันทางจิตวิญญาณที่หลุดรอดออกมาได้ ขาทั้งสองข้างของมันหักสะบั้น!สัตว์อสูรระดับสูงกรีดร้องด้วยความหวาดผวาและทรุดตัวลงหมอบกราบกับพื้นหยกอย่างน่าสมเพช!

     

    ส่วนเจี้ยนอู๋ซวง...ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรงใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งและหล่อเหลาบัดนี้ซีดเผือดดุจศพ เขาก้าวถอยหลังโซเซไปสามก้าวเอามือกุมหน้าอก ก่อนจะ...

     

    *อั่ก!*

     

    เลือดสีแดงสดพุ่งทะลักออกจากปากของอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งสำนักดาบเหมันต์ดับสูญ!เลือดนั้นหยดลงเปื้อนชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของเขาจนเป็นดวงด่างพร้อย!รอยร้าวปรากฏขึ้นใน 'แก่นแท้แห่งวิถีกระบี่' (Dao Heartof Sword) ของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!

     

    เพียงแค่การสบตา...เพียงแค่การใช้เจตจำนงสัจธรรมต้านทาน... เด็กหนุ่มในชุดคลุมหนังสัตว์สามารถทำให้หนึ่งในสี่มหาอัจฉริยะของนครสวรรค์กระอักเลือดและสัตว์พาหนะต้องคุกเข่า!

     

    ความเงียบงันระดับที่แม้แต่เสียงเข็มตกยังได้ยินเข้าปกคลุมจัตุรัสผู้บรรลุธรรมอย่างสมบูรณ์แบบ!อัจฉริยะชุดไหมนับหมื่นคนที่เคยหัวเราะเยาะ บัดนี้ตาเบิกโพลง ขากรรไกรค้างไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง! พวกมันเพิ่งจะตระหนักว่า สิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ขอทานจากสลัม ทว่ามันคือ 'ปีศาจ' ในคราบมนุษย์ที่สามารถล้างบางนครสวรรค์ได้!

     

    เหยียนฟานที่เช็ดเลือดที่มุมปาก หันมามองหลินเทียนด้วยดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยความเลื่อมใส"ข้า... ข้าบอกแล้วว่าอย่าไปแหย่มัน..."

     

    เจี้ยนอู๋ซวงเช็ดเลือดที่ริมฝีปากด้วยมือที่สั่นระริกความอัปยศอดสูพุ่งทะลุขีดสุด เขาเตรียมจะชัก 'กระบี่น้ำแข็งดับสูญ' อาวุธประจำกายระดับตำนานออกมาเพื่อล้างแค้นด้วยชีวิต!

     

    "หยุดความโง่เขลาของเจ้าเดี๋ยวนี้เจี้ยนอู๋ซวง!"

     

    เสียงตวาดที่แฝงไปด้วยปราณสวรรค์ดังกึกก้องลงมาจากฟากฟ้าหยุดการเคลื่อนไหวของทุกคนในจัตุรัส! ร่างของ 'ผู้อาวุโสไป๋มู่' ปรากฏขึ้นกลางอากาศอีกครั้งแสงสว่างสีขาวบริสุทธิ์แผ่ซ่านกดทับรังสีสังหารของทั้งสองฝ่ายจนมอดดับลง

     

    "ที่นี่คือจัตุรัสผู้บรรลุธรรมลานศักดิ์สิทธิ์แห่งการต้อนรับ ไม่ใช่ลานประลองประหัตประหาร!หากผู้ใดกล้าลงมือสังหารกันที่นี่ข้าจะลบชื่อตระกูลและสำนักของมันออกจากนครสวรรค์ซะ!"ผู้อาวุโสไป๋มู่ประกาศกร้าว สายตาคมกริบกวาดมองเจี้ยนอู๋ซวงที่ต้องก้มหน้ารับคำสั่งด้วยความเจ็บแค้นก่อนจะเลื่อนสายตามาจับจ้องที่หลินเทียนด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง

     

    > *"เด็กคนนี้...เพียงแค่ไม่กี่วันที่รอดจากปราการผู้ร่วงหล่นสัจธรรมของมันกลับลึกล้ำขึ้นไปอีกขั้น!มันสามารถใช้เจตจำนงสะท้อนกลับการโจมตีของผสานจิตวิญญาณขั้นกลางได้โดยไม่ต้องขยับตัว...มังกรตัวนี้ กำลังจะทำให้สระน้ำแห่งนครสวรรค์ต้องปั่นป่วนจนถึงขีดสุด!"*

     

    **บททดสอบที่สอง: หอคอยสัจธรรมลวงตา**

     

    ผู้อาวุโสไป๋มู่ลอยตัวอยู่เหนือฝูงชนก่อนจะกางม้วนคัมภีร์สีทองคำออก "เหล่าอัจฉริยะแห่งมหาทวีปทั้งหลาย!พวกเจ้าที่ยืนอยู่ ณ ที่นี้คือผู้ที่พิสูจน์แล้วว่ามีพละกำลังและความสามารถพอที่จะก้าวเข้าสู่รอบต่อไปทว่า... ในเส้นทางแห่งเซียน ความแข็งแกร่งทางร่างกายเป็นเพียงแค่ 'เปลือกนอก' หากจิตวิญญาณและเจตจำนงของพวกเจ้าอ่อนแอประหนึ่งแก้วที่เปราะบาง ต่อให้มีพลังล้นฟ้า พวกเจ้าก็จะถูกกิเลสและภาพมายาของมารร้ายกลืนกินในท้ายที่สุด!"

     

    ผู้อาวุโสชี้มือไปยังใจกลางของนครสวรรค์ทันใดนั้น พื้นหยกก็สั่นสะเทือน ค่ายกลเวทมนตร์ขนาดยักษ์ส่องแสงสว่างวาบ ก่อนที่**'หอคอย'** ขนาดมหึมาจะค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากใต้ดินทะลวงผ่านหมู่เมฆขึ้นไปสูงเสียดฟ้า!

     

    หอคอยแห่งนี้ไม่ได้สร้างจากหินหรือแร่ธาตุใดๆทว่ามันถูกสร้างขึ้นจาก 'ภาพมายาและกระจกเงา' (Tower ofIllusory Mirrors) สีของมันดำสนิทแต่กลับสะท้อนภาพของทุกสิ่งที่อยู่รอบๆมันบิดเบี้ยวและเปลี่ยนรูปทรงไปมาตลอดเวลาแผ่กลิ่นอายที่ทำให้ผู้ที่จ้องมองรู้สึกวิงเวียนและสูญเสียตัวตน

     

    "นี่คือบททดสอบรอบที่สอง... **'หอคอยสัจธรรมลวงตา' (Tower ofIllusory Truth)**" ผู้อาวุโสไป๋มู่ประกาศ"หอคอยนี้มีทั้งหมดหนึ่งร้อยชั้น ภายในไม่มีสัตว์อสูร ไม่มีค่ายกลสังหารมีเพียง 'ภาพสะท้อน' ของส่วนที่ลึกที่สุดในจิตใจของพวกเจ้าเอง! ความกลัวความอัปยศ ความเสียใจ หรือแม้แต่อนาคตที่พวกเจ้าหวาดกลัวที่สุดจะถูกฉายซ้ำและบีบคั้นจิตวิญญาณของพวกเจ้า!"

     

    "กติกาคือ...จงปีนขึ้นไปให้สูงที่สุด ผู้ที่ทะลวงผ่านชั้นที่ห้าสิบได้จะถือว่าผ่านเข้ารอบสุดท้าย! ทว่าจงจำไว้... ในหอคอยแห่งนี้ พวกเจ้าจะถูกตัดขาดจากพลังลมปราณโดยสมบูรณ์สิ่งเดียวที่จะใช้ต่อสู้ได้ คือ 'เจตจำนงแห่งเต๋า' (DaoHeart) ของพวกเจ้าเท่านั้น หากจิตใจแตกสลายพวกเจ้าจะถูกจองจำอยู่ในมิติภาพลวงตาไปตลอดกาล! ประตูจะเปิดในอีกหนึ่งเค่อ (15นาที) เตรียมตัวให้พร้อม!"

     

    สิ้นคำประกาศ บรรยากาศของจัตุรัสก็เปลี่ยนจากความหยิ่งยโสเป็นความตึงเครียดอัจฉริยะหลายคนที่เคยโอ้อวดเรื่องอาวุธวิเศษและระดับพลัง ต่างมีสีหน้าซีดเผือดการทดสอบที่ใช้ไม่ได้ทั้งลมปราณและอาวุธคือฝันร้ายของผู้ที่เติบโตมากับทรัพยากรที่กองเป็นภูเขา!

     

    หลินเทียนมองขึ้นไปยังหอคอยกระจกดำที่สูงเสียดฟ้าแววตาของเขาไร้ซึ่งความหวั่นไหว ทว่ากลับแฝงความตื่นเต้นที่ลึกล้ำ

     

    "การทดสอบจิตใจงั้นรึ..."หลินเทียนกระซิบกับตนเอง "สำหรับผู้ที่เคยตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนและสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปในกองเพลิง... ภาพลวงตาพวกนั้น มันจะน่ากลัวไปกว่า 'ความจริง' ที่ข้าเคยเผชิญได้อย่างไร"

     

    เหยียนฟานเดินเข้ามาตบไหล่หลินเทียนเบาๆ"สหาย... ดูเหมือนรอบนี้เราจะต้องแยกกันเดินซะแล้ว กฎบอกว่าพอก้าวเข้าไปทุกคนจะถูกส่งไปมิติเดี่ยวของตัวเอง... รักษารอดให้ได้ล่ะ ข้ายังอยากเห็นหน้าเจ้าในรอบสุดท้ายอยู่นะ"

     

    "ห่วงตัวเจ้าเองเถอะไอ้หัวแดง" หลินเทียนยิ้มมุมปากบางๆ "อย่าปล่อยให้เปลวไฟของเจ้าดับมอดลงในกระจกเงาก็แล้วกัน"

     

    **มิติดำมืดและเงาสะท้อนที่ไม่อาจหลีกหนี**

     

    เมื่อประตูหอคอยเปิดออกอัจฉริยะนับหมื่นคนก็ทยอยเดินเข้าสู่รอยแยกมิติสีดำที่บิดเบี้ยวหลินเทียนก้าวเท้าผ่านประตูมิติเข้าไป ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือ 'ความว่างเปล่า' อย่างสมบูรณ์แบบ

     

    พริบตาเดียว เสียงจอแจรอบข้างหายไปแสงสว่างจากนครสวรรค์ดับวูบ หลินเทียนพบว่าตนเองยืนอยู่ท่ามกลางมิติที่มืดสนิทไม่มีพื้นดิน ไม่มีแผ่นฟ้า มีเพียงแผ่นน้ำที่ราบเรียบดุจกระจกดำอยู่ใต้ฝ่าเท้าลมปราณมังกรในร่างกายของเขาถูกค่ายกลระดับพระเจ้าผนึกไว้อย่างสิ้นเชิงเขาไม่สามารถเรียกใช้สายฟ้าสีม่วงทอง หรือเกล็ดมังกรใดๆ ได้อีกบัดนี้เขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่มีเพียงกระบี่มังกรพลิกฟ้าห้อยอยู่ที่เอวทว่ามันก็เป็นเพียงก้อนเหล็กไร้พลังเวทมนตร์ในสถานที่แห่งนี้

     

    *วูบบบบ!*

     

    ทันใดนั้นบานกระจกเงาขนาดยักษ์ก็ผุดขึ้นมาจากแผ่นน้ำสีดำล้อมรอบตัวเขาไว้ทั้งสี่ทิศทาง!ภาพในกระจกไม่ได้สะท้อนร่างของหลินเทียนในชุดคลุมหนังสัตว์ทว่ามันกลับเริ่มฉายภาพอดีตที่ฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ...

     

    ภาพของ 'หมู่บ้านหมอกคราม' ที่กำลังถูกเปลวเพลิงแผดเผา ภาพของ 'เสี่ยวหมิง' น้องชายตัวน้อยที่ถูกดาบของทหารฟันจนร่างขาดสะบั้นภาพของ 'ผู้เฒ่ากู่' ที่ถูกเหยียบย่ำจนสิ้นใจภาพเหล่านี้ฉายซ้ำไปซ้ำมา พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ดังก้องกังวานบีบคั้นประสาท!

     

    "ช่วยด้วย พี่เทียน!ทำไมพี่ไม่ช่วยข้า!" เสียงของเสี่ยวหมิงดังสะท้อนออกมาจากกระจกเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความแค้นและตัดพ้อ

     

    หลินเทียนหลับตาลงเขาสูดลมหายใจเข้าลึก ความเจ็บปวดแล่นจี๊ดขึ้นมาในอก ทว่า... เขาไม่ได้สั่นคลอน

     

    > **"ความอัปยศในอดีตคือบาดแผลที่ข้าเลือกจะจดจำไว้เป็นบทเรียน... การฉายภาพซ้ำๆไม่อาจทำลายเจตจำนงของข้าได้เพราะข้าได้ยอมรับสัจธรรมแห่งการสูญเสียนั้นแล้ว"**

     

    หลินเทียนลืมตาขึ้น ดวงตาสี sapphire ของเขาสงบนิ่งประหนึ่งผิวน้ำที่ไร้คลื่น"ภาพมายาระดับนี้... กระจอกเกินไป" เขาก้าวเดินฝ่ากระจกบานหน้าไปอย่างง่ายดายกระจกนั้นแตกสลายเป็นผุยผงเมื่อสัมผัสกับเจตจำนงที่แข็งแกร่งของเขา

     

    เขาก้าวผ่านชั้นที่สิบ...ชั้นที่ยี่สิบ... ชั้นที่สี่สิบ... ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม!

     

    ภาพมายาเปลี่ยนจากความสูญเสียในอดีตไปสู่ความหวาดกลัวในอนาคต ภาพของเซียวเฉียนที่ตัดหัวเขาภาพของจอมเทพไร้เนตรที่ฟื้นคืนชีพทว่าไม่มีภาพใดสามารถหยุดยั้งจังหวะการเดินที่มั่นคงของหลินเทียนได้เลยเจตจำนงของเขาราวกับดาบที่ถูกตีมานับล้านครั้ง ไม่มีความหวั่นไหว ไม่มีความลังเล

     

    จนกระทั่ง... เขาก้าวเข้าสู่ **'ชั้นที่ห้าสิบ'** ชั้นที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างผู้ผ่านเข้ารอบและผู้พ่ายแพ้!

     

    มิติแวดล้อมรอบตัวเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงแผ่นน้ำสีดำหายไป แทนที่ด้วยยอดหอคอยที่คล้ายคลึงกับหอคอยไร้เนตรทว่าบรรยากาศกลับเต็มไปด้วยปราณระดับ 'จักรพรรดิ' ที่แทบจะกดทับวิญญาณให้แหลกสลาย

     

    เบื้องหน้าของหลินเทียน...ปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งยืนหันหลังให้

     

    คนผู้นั้นสวมชุดเกราะเหล็กไหลสีดำสนิทที่อาบด้วยลวดลายดวงตาที่ปิดสนิท(TheEyeless Armor) บนศีรษะสวมมงกุฎมังกรที่บิดเบี้ยวในมือถือกระบี่สีดำขลับที่ปลดปล่อยรังสีการทำลายล้างที่สามารถกลืนกินสวรรค์ได้ทั้งใบกลิ่นอายของคนผู้นี้ เต็มไปด้วยความว่างเปล่า ความบ้าคลั่งและความโดดเดี่ยวที่ลึกล้ำยิ่งกว่าจอมเทพไร้เนตรตัวจริง!

     

    เมื่อร่างนั้นหันกลับมา...ลมหายใจของหลินเทียนถึงกับสะดุด!

     

    ใบหน้าเบื้องหลังหน้ากากนั้น...ไม่ใช่หลินคางไห่บรรพบุรุษผู้ทรยศ... ทว่ามันคือ **'ใบหน้าของเขาเอง!'**

     

    มันคือ 'หลินเทียน' อีกคนหนึ่ง! หลินเทียนในอนาคต...หลินเทียนผู้ละทิ้งความมีชีวิตจิตใจ หลงระเริงในพลังอำนาจแห่งความว่างเปล่าและกลายเป็นปีศาจร้ายที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าปีศาจตนใดที่เขาเคยปราบมา! มันคือ 'เงาสะท้อน' ของความมืดมิดที่ซ่อนอยู่ในสายเลือดมังกรคราม!

     

    "ในที่สุดเราก็ได้พบกัน...ตัวข้าผู้อ่อนแอ"หลินเทียนแห่งความมืดเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบและบิดเบี้ยว"สัจธรรมที่เจ้าตามหาท้ายที่สุดมันก็คือความว่างเปล่าที่นำพาไปสู่การทำลายล้างทุกสิ่ง...ยอมรับชะตากรรมของเจ้าเถิด มอบร่างและเจตจำนงนี้ให้ข้าแล้วเราจะกลายเป็นพระเจ้าองค์ใหม่ที่แท้จริง!"

     

    หลินเทียนแห่งความมืดค่อยๆ ชัก 'กระบี่มังกรพลิกฟ้า' ในเวอร์ชันที่ถูกแปดเปื้อนด้วยปราณมารออกมารังสีสังหารระดับสัจธรรมสูงสุดพุ่งทะยานเข้ากดทับหลินเทียนตัวจริง!ในที่ที่ไม่มีลมปราณให้ใช้ มีเพียงจิตวิญญาณและความเชื่อมั่นเท่านั้นที่จะตัดสินแพ้ชนะ!

     

    หลินเทียนยืนนิ่งเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่ากลัวที่สุด... ตัวของเขาเอง! เขาค่อยๆเลื่อนมือขวาไปจับด้ามกระบี่ข้างเอว แววตาของเขาไร้ความหวาดกลัวทว่ากลับลุกโชนด้วยไฟแห่งการต่อสู้ที่รุนแรงที่สุด!

     

    บททดสอบที่แท้จริงของ 'เจตจำนงแห่งกระบี่นิรนาม' เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีนี้เอง!

     

    **จบบทที่ 47(บททดสอบแห่งหอคอยสัจธรรมลวงตา)**

    คล้ายกับเรื่องกระบี่นิรนาม: ตำนานจอมยุทธ์พลิกฟ้า (The Nameless Blade: Legend of the Sky-Reverser) ที่คุณอ่าน