"เสี่ยวอวิ๋นมีอะไรก็พูดมาตามตรงเถิด" หมิงเป่าจูไม่ค่อยเข้าใจ เหตุใดถึงต้องอ้ำๆ อึ้งๆ
นางไม่น่าจะใช่คนที่ดูสถานการณ์ไม่ออกและน่าจะเข้าใจความเดือดเนื้อร้อนใจของตนเองที่ต้องการหาน้องชายให้พบจึงหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปมองอีกฝ่าย รอฟังว่านางต้องการจะพูดอะไรกันแน่
"ขอโทษด้วยทุกอย่างเป็นเพราะข้าเอง หากข้าไม่เอ่ยปากชวนให้มาดูขบวนแห่ร้อยอสุราเป่าอวี้ก็คงไม่หายไป ขออภัยด้วยจริงๆ"
เพื่อสร้างโอกาสที่จะได้อยู่กับหลี่ไหวฺอวี้เพียงลำพังจึงเป็นเหตุให้เกิดเรื่องนี้ นางรู้สึกละอายใจเหลือเกิน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครู่ทั้งสองคนช่วยชีวิตนางไว้โดยไม่คำนึงถึงอันตรายแล้วยังเอาใจใส่นางถึงเพียงนี้นี้ นางก็ยิ่งรู้สึกผิดและนึกโทษตนเองมากขึ้น
"เสี่ยวอวิ๋นเรื่องนี้มิใช่ความผิดของเจ้า" หมิงเป่าจูถอนหายใจพลางปลอบโยน"ที่จริงต้องขอบคุณเจ้าด้วยซ้ำ ทำให้พวกเรามีความสุขมากขนาดนี้ในวันนี้ ขบวนแห่คนเยอะวุ่นวายพลัดหลงกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือหาตัวเป่าอวี้ให้พบเรื่องนี้ไม่มีใครผิดทั้งนั้น อย่าโทษตนเองเลย"
ไม่นึกว่าหลี่อวิ๋นจะรั้งตนเองไว้เพียงเพื่อเพราะเรื่องนี้หมิงเป่าจูได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนพูดปลอบโยน
"เป่าจูขอบคุณเจ้านะ..."
หลี่อวิ๋นกำถุงเหอเปาที่เอวไว้แน่นบัดนี้ยังคงไม่มีโอกาสได้มอบให้ แต่อย่างไรก็ไม่สำคัญแล้ว วันข้างหน้ายังอีกยาวไกลเชื่อว่าตนเองต้องมีโอกาสมอบถุงเหอเปาให้หลี่ไหวฺอวี้อย่างแน่นอน
ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องหาตัวเป่าอวี้ให้พบชดเชยความผิดพลาดของตนเอง
"ข้าเห็นเป่าอวี้แล้ว!"เสียงของหลี่ไหวฺอวี้ดังมาแต่ไกล หมิงเป่าจูดีใจมาก รีบวิ่งตามเสียงไปอย่างรวดเร็วหลี่อวิ๋นเองก็รีบตามไปติดๆ
"เจ้าหนุ่มน้อยเหตุใดมาอยู่ที่นี่ได้เล่า!" หลี่ไหวฺอวี้ตบไหล่หมิงเป่าอวี้เบาๆโชคดีที่หาตัวพบแล้ว
"พี่ไหวฺอวี้!"หมิงเป่าอวี้รออยู่ที่นี่นานแล้ว ในที่สุดก็ได้พบกับคนคุ้นเคย
"เป่าอวี้!"หมิงเป่าจูโผเข้ากอดน้องชายไว้แน่น หัวใจที่ลอยคว้างอยู่ค่อยๆ กลับลงมาที่เดิมนางตีน้องชายที่แผ่นหลังเบาๆ "เจ้าหายไปไหนมา พวกเราตามหากันแทบแย่!"
"พี่หญิง อภัยให้ข้าด้วย"หมิงเป่าอวี้ซุกอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของพี่สาว ปฏิกิริยาแรกของเขาคือเอ่ยขอขมา เขาทำให้พี่สาวร้อนใจแย่แล้ว
"ตอนอยู่ในขบวนมีคนชนไหล่ข้า พอเงยหน้าขึ้นมาก็ไม่เห็นพวกท่านแล้ว กลัวว่าถ้าเดินสะเปะสะปะไปทั่วจะหลงทางจึงรออยู่ที่นี่ตลอด ท่านยายน่าจะเก็บร้านนานแล้ว แต่ยังคอยเป็นเพื่อนข้าอยู่ตั้งนาน!"
หมิงเป่าจูได้ยินคำกล่าวก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าตอนนี้พวกเขากำลังยืนอยู่หน้าร้านขายของกินเล่นร้านหนึ่ง หญิงชราใจดีที่ขายฮวาหมัวกำลังมองพวกเขาด้วยสีหน้าเอ็นดูเมตตา
"เอาล่ะคนที่เจ้ารอมาถึงแล้ว ยายเฒ่าอย่างข้าก็ควรจะเก็บร้านกลับบ้านได้แล้ว"
"ขอบคุณท่านยายมากขอรับข้าจะช่วยท่านเอง!" หมิงเป่าอวี้เผยรอยยิ้มสดใส ก่อนก้าวเข้าไปช่วยหญิงชราเก็บร้าน
แน่นอนว่าหมิงเป่าจูย่อมไม่อาจนิ่งดูดายรีบเข้าไปช่วยอีกแรง ส่วนอีกสองคนก็เดินเข้ามาสมทบ
คนมากพลังก็มาก แผงลอยที่เลอะๆเทอะๆ ถูกเก็บจนสะอาดเรียบร้อยภายในเวลาไม่นาน ทุกอย่างถูกขนขึ้นรถเข็น
ระหว่างนั้นหลานชายและหลานสะใภ้ของหญิงชราก็มารับพวกเขากล่าวขอบคุณหมิงเป่าจูและคนอื่นๆ ก่อนจากกันหญิงชรายังมอบฮวาหมัวรูปปลาให้พวกเขาคนละหนึ่งชิ้น
กิจกรรมครึกครื้นบนท้องถนนยังคงดำเนินต่อไปพวกเขาผ่านช่วงเวลาที่อกสั่นขวัญแขวนมาทั้งคืน จนหมดอารมณ์ที่จะเที่ยวเล่นเสียแล้ว
หลี่อวิ๋นรู้สึกผิดจึงเสนอให้ไปค้างคืนที่บ้านของนางก่อนพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับ
หมิงเป่าจูเห็นว่าท้องฟ้ามืดสลัวดวงจันทร์ลอยสูงอยู่กลางท้องนภา การเดินทางในยามวิกาลเช่นนี้ย่อมไม่ปลอดภัยจึงตอบตกลง
"ถึงแล้วนี่แหละบ้านของข้า" หลี่อวิ๋นชี้ไปที่ประตูไม้สีน้ำตาลบานหนึ่ง
บ้านของหลี่อวิ๋นตั้งอยู่สุดตรอกในย่านที่พักอาศัยซึ่งอยู่ห่างจากตลาดสองช่วงถนนเป็นบ้านหลังเล็กล้อมรอบด้วยกำแพงเตี้ยๆ แม้จะดูดีกว่าบ้านของหมิงเป่าจูอยู่บ้างแต่ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก
"ที่บ้านมีแค่ข้ากับมารดาไม่มีคนอื่น พวกเจ้าพักอย่างสบายใจได้เลย" หลี่อวิ๋นพูดจบก็เดินไปเคาะประตู
ไม่นานก็ได้ยินเสียงคนตะโกนถามจากด้านใน"ใครน่ะ"
"ท่านแม่ข้าเองเจ้าค่ะ!"
ไม่นานนักก็มีเสียงฝีเท้าดังมาประตูลั่นเอี๊ยดก่อนเปิดออก "อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าเด็กคนนี้ เหตุไฉนกลับมาดึกนักเล่าเอ๋... พวกเขาคือ..."
หม่ากุ้ยฮวามองคนแปลกหน้าที่ยืนอยู่หน้าประตูนอกจากบุตรสาวของตนเองแล้ว ยังมีชายหญิงอีกสามคน อายุอานามไม่มาก ดูแล้วน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับบุตรสาวรูปร่างหน้าตาก็ดี ทว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่...
"ท่านแม่นี่คือสหายของข้า วันนี้ดึกมากแล้ว ให้พวกเขาค้างที่บ้านเราสักคืนนะเจ้าคะ"หลี่อวิ๋นพูดจบก็ก้าวเท้าจะเข้าไป นางผลักแขนมารดาที่ยึดจับขอบประตูอยู่แต่ก็ไม่ขยับ
"ที่แท้สหายของอวิ๋นเอ๋อร์นี่เอง!"หม่ากุ้ยฮวาแย้มยิ้ม
"คารวะฮูหยิน"หมิงเป่าจูทักทายอย่างสุภาพ หมิงเป่าอวี้เองก็พูดตาม มีแต่หลี่ไหวฺอวี้ที่ไม่ปริปากสักคำ
"โอ๊ยไม่ต้องเรียกแบบนี้หรอก ข้าจะรับคำว่าฮูหยินได้อย่างไร เรียกป้าก็พอแล้ว"หม่ากุ้ยฮวากล่าว แต่ก็ยังคงไม่ขยับ
"ท่านแม่ทุกคนต่างเหนื่อยกันแล้ว มีอะไรก็ให้พวกเขาเข้าบ้านก่อนเถิด"หลี่อวิ๋นได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของหลี่ไหวฺอวี้ นางรู้สึกอับอายเล็กน้อยท่านแม่คิดจะทำสิ่งใด ไยไม่ยอมให้พวกเขาเข้าบ้าน
"โธ่เอ๊ย น่าเสียดายจริงๆวันนี้แม่เพิ่งรับของมาใหม่ กองไว้เต็มห้องปีกตะวันตก ส่วนห้องปีกตะวันออกเจ้าเองก็รู้ว่าแม่เก็บของเก่าไว้เต็มไปหมด เพียงชั่วครู่ชั่วยามคงจะเก็บกวาดไม่ทันเกรงว่าจะทำให้สหายของเจ้าต้องลำบาก"
คนเยอะขนาดนี้เข้ามาพักในบ้านจะไปหาที่ว่างมาจากที่ใด ยิ่งดึกดื่นแบบนี้ นางมิเหนื่อยตายพอดีหรืออย่างไร นางถลึงตาใส่บุตรสาวของตนเองบอกเป็นนัยว่าอย่าพูดอะไร
หมิงเป่าจูตระหนักได้ในทันทีในที่สุดก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไร นางหันไปมองหลี่อวิ๋นซึ่งมีสีหน้ากระอักกระอ่วนก่อนเอ่ยว่า "ท่านป้าหม่า พวกเรามาโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นการรบกวนเกินไป เสี่ยวอวิ๋น น้ำใจของเจ้าพวกเรารับไว้แล้ว เมื่อไม่สะดวกพวกเราก็ไม่รบกวนแล้วล่ะ ขอตัวก่อน"
นางเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่ได้มีท่าทีตำหนิแม้แต่น้อย
"เดี๋ยวสิเป่าจู เป่าจู! ท่านแม่! ไยท่านถึงทำเช่นนี้" หลี่อวิ๋นร้องเรียกอย่างร้อนใจแต่ก็ไร้ผล
จะเรียกกลับมาอย่างไรมารดาของนางก็คงไม่ปล่อยให้พวกเขาเข้ามาอยู่ดี แต่พอเห็นสีหน้าแววตาของหลี่ไหวฺอวี้ตอนจากไปใจก็หายวาบ จึงรีบรั้งคนไว้โดยไม่รู้ตัว
"ยังมีหน้ามาถามข้าอีกเข้ามาเดี๋ยวนี้"
หม่ากุ้ยฮวาดึงหลี่อวิ๋นเข้ามาก่อนปิดประตูเสียงดังสนั่นจากนั้นก็ลั่นดาล "ข้าเลี้ยงเจ้ามาจนเติบใหญ่ เป็นสาวสวยสะคราญปานบุปผาเพื่อให้มาคบกับคนไม่เป็นโล้เป็นพายเยี่ยงนี้รึ"
หม่ากุ้ยฮวายืนเท้าสะเอวดุด่าอยู่กลางลานบ้านรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจยิ่ง นางเป็นสตรีตัวคนเดียว สามีตายจากไปนานแล้ว บุตรสาวที่เลี้ยงดูมาจนเติบใหญ่อย่างยากลำบากเรื่องอะไรก็ดีไปทุกอย่างมีเพียงเรื่องนี้ที่ไม่เคยเชื่อฟังกันบ้างเลย
"พวกเขาหาใช่คนไม่เป็นโล้เป็นพายเสียหน่อยวันนี้ข้าถูกอันธพาลรุมล้อม โชคดีที่พวกเขาช่วยไว้!" หลี่อวิ๋นรีบอธิบาย
ที่ผ่านมานางเป็นเด็กดีเชื่อฟังมาโดยตลอดมารดาเอ่ยคำใดนางล้วนไม่กล้าขัด แต่เรื่องคบหาสหาย นางอยากทำตามใจตนเองบ้าง
"อะไรนะ!แล้วเจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ พวกมันทำอะไรเจ้าหรือเปล่า"
พอได้ยินว่าบุตรสาวพบเจอกับคนชั่วหม่ากุ้ยฮวาก็ร้อนใจยิ่ง รีบดึงตัวบุตรสาวมาสำรวจอย่างละเอียด
"หากไม่มีพวกเขาป่านนี้บุตรสาวของท่านก็คง..." หลี่อวิ๋นนึกถึงเหตุการณ์ที่น่ากลัวถึงขั้นไร้ซึ่งความหวังเมื่อครู่ก็ปิดหน้าร้องห่มร้องไห้
ไม่รู้ว่าเป่าจูกับไหวฺอวี้จะโกรธนางหรือไม่แต่พ้นจากเรื่องวันนี้ไป นางจะมีหน้าไปพบพวกเขาได้อย่างไร!
"บุตรสาวผู้น่าสงสารของข้า"หม่ากุ้ยฮวารีบปลอบประโลม น้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด