ลมเย็นๆ แห้งๆ ต้นฤดูหนาวพัดโชยมาในตัวเมือง ตัวอลัมกีร์เองไม่ค่อยเคยชินกับอุณหภูมินี้ใน่กลางวันสักเท่าไหร่ แต่การอยู่ในทะเลทรายที่อุณหภูมิเปลี่ยนสุดขั้วเพียงหมดแสงอาทิตย์อยู่ทุกวันทำให้เขาก็ไม่ได้สะท้านเท่าไหร่
แต่หากด้านสองสาวกลับดี๊ด๊ากว่าปกติ พวกเธอว่าบ้านเกิดพวกเธอหนาวกว่านี้อีก ต้องทนอยู่ร้อนๆ กลางดินกลางทรายมานาน ลมเย็นๆ ทำให้พวกเธอสบายใจ
ชาวเมืองต้อนรับคนนอกอย่างพวกเราเป็อย่างดี รุกแซนดราสนิทสนมกับพวกเด็กๆ เป็พิเศษ ่แรก ๆ พวกเด็กๆ ชอบเข้ามาล้อเลียนสำเนียงการพูดที่แปลกประหลาดราวเด็กเล็กของผู้หญิงพันธุ์ประหลาดรุ่นพี่ตัวเอง แต่รุกแซนดราก็ไม่ได้ถือโทษโกรธ กลับค่อยๆ เปลี่ยนเป็การหยอกล้อกันสนุกสนาน หลายๆ ทีพวกเด็กๆ กลับช่วยแก้วิธีพูดรุกแซนดราให้เป็ธรรมชาติขึ้นอย่างซื่อ ๆ โดยไม่รู้ตัว
“แฮร่! พี่เป็ผีดูดเื จะจับกินทุกคนให้หมดเลย” รุกแซนดราไล่จับกับเด็กๆ ในเมืองอย่างสนุกสนาน ขณะที่ตัวอลัมกีร์นั่งเล่นไพ่กับบาชีร์และพวกทหารอย่างสนุกสนานอยู่หน้าร้านเหล้าใกล้ๆ
“พักกินขนมมั้ยเด็กๆ” แม่ของพี่น้องคู่หนึ่งในกลุ่มเด็กๆ ทำขนมมาถาดใหญ่ พวกเด็กๆ เขาไปรุมแย่งกันกิน แม้แต่รุกแซนดราก็เข้าไปแย่งกินด้วย อลัมกีร์เห็นแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้
ด้านในร้านเหล้าที่พวกอลัมกีร์นั่งเล่น มายากับพวกพ่อๆ และเหล่าทหารยามที่เหลือกำลังนั่งกินอาหารเย็นกัน พวกปีศาจหนุ่มๆ ยันลุงๆ สิบคนนั่งแข่งกันดื่มเบียร์กลางกองจานชามกองพะเนิน
“ฮ่า~” มายาวางแก้วเบียร์แก้วล่าสุดลงกับโต๊ะ “อิ่ม อร่อย จัง ตังค์อยู่ครบ” หนุ่มๆ รอบข้างร้องกันด้วยความทึ่งตะลึงกันให้แซ่ด “อ๋า สิบคนแข่งกินข้าวก็แพ้ สิบคนใหม่แข่งกินเบียร์ยังแพ้อีก” พวกผู้ชายที่เข้าแข่งดื่มกับมายานั่งเซ็ง
“ขอบคุณที่เลี้ยงข้าวนะ พวกพี่ชาย” มายานั่งลูบพุงตัวเอง ขณะที่ยี่สิบคนที่เข้าแข่งควักเงินกันให้ขวับ โต๊ะข้างๆ ก็เริ่มแจกจ่ายเงินให้คนที่แทงพนันข้างมายา บาชีร์ก็ะโหยอกเข้าไปข้างใน “พวกเอ็งก็รู้ว่าจริงๆ นางเป็งูตัวใหญ่ราวจะกินควายทั้งตัวได้ ยังจะไปแข่งอีก ความผิดพวกเอ็งแล้วนะ” เสียงหัวเราะดังกันเซ็งแซ่อย่างสนุกสนาน
ยามสนธยานั้นเอง ในตัวปราสาท ทุกคนพากันเก็บแพ็คของ ทหารรับใช้สองสามคนคอยเดินขนสิ่งของส่วนตัวของทั้งสามขึ้นเรือ พรุ่งนี้กองเรือจะนำขบวนเสด็จของว่าที่สมาชิกราชวงศ์ผู้ปกครองอบิเซียขึ้นลำน้ำไปทางเมืองหลวงหลังจากอยู่ด้วยกันมาเกือบร้อยวัน
มายากับคนสวนช่วยกันขุดต้นไม้ต้นเล็กหลายสิบหน่อที่เธอปลูกด้วยการฝังหัวไว้ั้แ่วันแรกๆ ขึ้นมา เธอปลูกเอาไว้หลายสิบต้น แต่ละหน่อก็ขุดใส่กระถางใหญ่หลายสิบกระถาง บาชีร์ใจดี ยกเรือลำเล็กลำหนึ่งให้ใช้ขนกระถางทั้งหมดไปปลูกต่อที่เมืองหลวง มายาบอกว่าเป็ดอกไม้ท้องถิ่นจากบ้านเธอ บาชีร์คิดว่าถ้านำไปถวายปลูกไว้ในสวนวังเมืองหลวงแล้วองค์ซาตานก็คงดีใจ
พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ทั้งสามกล่าวลากันเป็การส่วนตัวในบ้านของบาชีร์ วันรุ่งขึ้นคงมีเพียงพิธีอำลาอย่างเป็ทางการก่อนเคลื่อนขบวนเรือเท่านั้น
“นานทีปีหนก็ลงมาหากันบ้างได้นะ” บาชีร์บอกทั้งสาม “เมืองนี้กับเมืองหลวง ห่างกันไม่กี่วันเอง” ทั้งสามจิบไวน์คุยกันก่อนแยกย้ายกันไปนอน
เที่ยงคืนที่เงียบสงบถูกขัดด้วยเสียงกุกกักที่ดังขึ้นมาจากบ้านรองที่ทั้งสามนอนอยู่ อลัมกีร์กับมายานอนอยู่ชั้นล่าง เสียงมาจากชั้นสองที่รุกแซนดรานอนอยู่ มายาหลับสนิทไปแล้ว แต่อลัมกีร์งัวเงียตื่นขึ้น เขาเดินโซเซขึ้นชั้นสองไปดู
ความมืดในสถานที่ที่มีเพียงแสงเทียนเล่มเดียวทำให้ทัศนียภาพไม่ชัดเจน แต่เขาก็เห็นได้พอที่จะกระตุกสติเขาให้ตาตื่นขึ้น
รุกแซนดราในชุดนอนสีชมพูอ่อนลอยอยู่ในอากาศ มือทั้งสองข้างกุมบริเวณคอตนเองราวมีบางอย่างที่มองไม่เห็นจับคอเธอยกขึ้นอยู่ เธอยกเท้าขึ้นมาอย่างกะทันหันเหมือนจะยันบางอย่าง แต่เท้าเธอกลับแหกเป็สองส่วนราวถูกฟันกลางอากาศ อลัมกีร์วิ่งพุ่งเข้าไปทันที
ของมีคมที่เป็โลหะ แบน ยาว แหลม แทงทะลุผ่านร่างเขา เขารู้สึกได้ว่าเป็ดาบแบบเดียวกับที่หั่นเท้ารุกแซนดราไป แต่เขายังพุ่งต่อ แขนเขาััร่างคนได้
“ซาริเอลลลลล!” อลัมกีร์ะโเสียงดัง อัดพลังเวทเข้ากล้ามเนื้อตัวเอง รวมแรงบ้าจากอดรีนาลีน เขาดันเทวทูตล่องหนกระแทกกำแพง รุกแซนดราร่วงลงกระแทกพื้น แต่หัตถ์ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่ปล่อยมือจากเธอ เพียงเปลี่ยนท่าเป็การจับกดไว้ที่พื้นแทน
ซาริเอลพยายามดึงดาบออกจากตัวอลัมกีร์ แต่เขาขดตัวกอดแขนที่ถือดาบไว้ของซาริเอลแน่นราวลูกลิงเกาะไว้ไม่ให้ดึงดาบออก ซาริเอลเริ่มพูด “ให้แกพยายามรัดให้ตายก็เปล่าประโยชน์น่า เทวทูตชั้นเอกอันดับหกอย่างฉันแค่แขนเดียวก็แกร่งกว่าแกทั้งตัวแล้ว” เทวทูตผู้สูงส่งปล่อยคลื่นกระแทกออกจากแขนทุกทิศทางจนอลัมกีร์แขนขาหักหลุดจากท่ารัด แล้วเขาก็สะบัดดาบจนอลัมกีร์กระเด็นไปกระแทกกำแพงอีกฝั่งราวสะบัดลูกชิ้นออกจากไม้
อลัมกีร์ใช้แขนขวาที่ยังไม่หัก กุมแผลที่ท้องตนเอง “ประโยชน์ของฉันไม่ใช่การสู้กับแกซะหน่อย”
ซาริเอลหันลงไปดูรุกแซนดราที่พื้น เธอบิดตัวเองหันหน้าปักพื้นแล้วดูดดื่มเืข้นๆ ของอลัมกีร์ที่กองอยู่เต็มพื้น “ให้เ้าหญิงกินเืปนเศษฝุ่นใต้เท้าด้วยการเลียพื้น เดี๋ยวต้องลงโทษกันหน่อยละ” เธอหยอกเล่น มือดึงหัตถ์ศักดิ์สิทธิ์ที่คอเธอออก ก่อนขึ้นมานั่งคุกเข่า วักเือลัมกีร์ที่พื้นขึ้นมาเต็มมือแล้วเทลงปาก “คนอะไร เืเลอะพื้นยังอร่อย” ซาริเอลฟาดฟันดาบไร้สีเข้าทางเธอ แต่เธอประกบมือรับดาบล่องหน ระหว่างรอแผลที่เท้าเธอค่อยๆ สมานอย่างช้าๆ
“พลังที่ซ่อนการมองเห็นแต่ละอย่างของแก ดูท่าจะจับคู่ผิดล็อกไปนะ” รุกแซนดรามองจ้องชายล่องหนด้วยั์ตาเรืองแสงสีแดงก่ำ เส้นผมสีชาดเปล่งประกายระยับ หน้าอาบไปด้วยโลหิตสีแดงเรื่อ “ครอบครัวฉันเก็บเื่นี้เป็ความลับ แกคงยังไม่รู้ว่า ฉันมีพร Echolocation (ััเสียงสะท้อน) อยู่ด้วย”
รุกแซนดราพุ่งเข้าปะทะกับเทวทูตที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา อลัมกีร์ไม่รู้ว่าใครเหนือกว่า เขาประเมินสถานการณ์ด้วยสายตายากเหลือเกิน
ัสะลึมสะลือเมาค้างตัวหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากหน้าประตูหวังเข้าช่วย แต่ด้วยความมืด เธอกระแทกเข้ากับชุดซาริเอลที่เปิดพรสถิตคงที่อย่างจัง ซาริเอลถีบแวมไพร์สาวกระเด็นออกนอกหน้าต่างก่อนเข้าชกมวยปล้ำกับงูใหญ่
ในห้องที่พื้นที่จำกัด มายาในร่างงูขนาดใหญ่ดิ้นสู้อย่างลำบาก เธอโดนดาบฟันเข้าหลายจุด แต่แผลที่ได้รับเป็เพียงรอยบาดตื้นๆ ด้วยเกล็ดที่หนาของเธอ แม้จะลำบากแต่เธอก็ค่อยๆ ถอยไปทางหลังห้อง แล้วห่อม้วนส่วนหางรอบอลัมกีร์เพื่อกันลูกหลงไว้
“อลัม! มายา!” เสียงเ้าเมืองบาชีร์วิ่งมาพร้อมองครักษ์อีกสี่ห้าคน “ฉันเห็นรุกแซนดราตกลงมาจากชั้นสอง ทหารหน้าประตูก็ตายหมด เกิดอะไร...” เขาหยุดชะงักด้วยสภาพห้อง
ส่วนหัวมายาถูกรัดแน่นอยู่กลางอากาศ เขามองเห็นอลัมนั่งคุกเข่าพยายามโฟกัสเวทในการห้ามเืตัวเองอยู่ ลมหายใจของเขารุนแรงเพราะเสียเืมาก
“อลัมกีร์ เปิดเขาสิ” บาชีร์ะโบอก ทหารสี่ห้าคนที่มาพร้อมกันวิ่งถือดาบเข้าไปช่วยมายา บาชีร์วิ่งเข้าไปหาอลัมกีร์ “ฝึกเวทมา แต่ไม่เคยเปิดใช้เขาเลยเหรอ” เขาถามชายหนุ่มผู้เจ็บหนัก
เขาหันกลับไปทางที่คาดว่าตัวผู้ทำความเสียหายจะอยู่ ก่อนจะสอนอลัมกีร์ “เขาของปีศาจ เป็อวัยวะที่ใช้ควบคุมเวท ทำให้ปล่อยพลังเวทได้มากกว่ามนุษย์” บาชีร์พูด พร้อมงอกเขาแพะเป็วงออกมาจากหัวช้าๆ ตาสีดำแซมแดงของเขาเรืองแสง “พวกปีศาจมีเขาอยู่ตลอดเวลา แต่พวกครึ่งๆ กลางๆ อย่างเราต้องงอกใช้ให้ได้นะอลัม” เขาของบาชีร์งอกออกมาเต็มที่ “ทหาร ช่วยพ่อหนุ่มออกไป ฉันสู้ต่อเอง” พูดจบชายครึ่งปีศาจคนนั้นก็ชักดาบพุ่งเข้าไปหาเทวทูตที่ปลดเวทไร้ยลตัวเองลงแล้วทันที
สามในห้าคนของทหารองครักษ์ลงไปนอนกองกับพื้น อีกสองคนอุ้มอลัมกีร์ออกมาหน้าห้อง หลังอลัมกีร์ปลอดภัยแล้วมายาก็กลับร่างกลายเป็คนเพื่อความทะมัดทะแมง แล้ววิ่งเข้าหวังต่อยซาริเอล แต่เทวทูตผู้มากประสบการณ์ก็หักหลบได้ การต่อสู้ของสามคนดำเนินต่อไปอย่างไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำ
“อลัม เป็อะไรมากมั๊ย” แวมไพร์สาวในชุดเดรสผ่านศึกโชกเืที่ขาดเป็วิ่น วิ่งโผเข้ามากอดอลัมกีร์
“จะตายเพราะเธอกอดนี่แหละ” เขาบอกให้รุกแซนด์ปล่อยมือ เธอทำตามโดยดี ก่อนลุกขึ้นหันหน้าแยกเขี้ยวขู่เทวทูตในห้อง
เทวทูตในห้องมองสีหน้าผีดูดเืสาวขณะหยุดการเคลื่อนไหวในการต่อสู้ด้วยพรของเขา เขาอมยิ้มออกมา “สามรุมหนึ่งคงลำบากเอาการ ขอลาละกัน” เขาเอามือปิดตา แล้วะโถอยออกหน้าต่าง “เกาทัณฑ์นำวิถี”
สองรูบนตัวเ้าเมือง รอยถลอกเต็มตัวนางั แต่ที่โดนหนักสุดคงเป็ร่างสาวแวมไพร์ที่ทะลุหลายรูเสียจนพรุน แต่ก็ไม่สามารถทำให้ร่างกายของเผ่าพันธุ์ที่พลังฟื้นฟูระดับต้นๆ คนนี้ดับสลายได้
ภายในชั่วโมงถัดมา ชาวบ้านหลายสิบกลุ่ม ร่วมเกือบพันคน ร่วมมือกับทางกองทัพกระจายกันทั่วเมืองตามหาเทวทูตที่อุกอาจลุยเดี่ยวเข้ามา บางส่วนก็ล่องเรือหาตามลำน้ำ
หมอ พยาบาลทั้งเมืองรวมตัวช่วยกันรักษาทุกคนที่เข้าสู้ เวทจากพรที่ช่วยรักษาได้ของพวกเขาทุกคนรวมกันทำให้ทุกคนที่ยังหายใจกลับมาสภาพคงที่แล้ว ทางรุกแซนดราได้เืที่รองจากแผลและศพมากรอกปากก็รักษาตัวเองได้สมบูรณ์แล้วในชั่วโมงเดียว แต่ทว่าทหารยามอีกสิบแปดคนจากสี่สิบคนรอบปราสาทไม่ได้โชคดีขนาดนั้น
“สมเป็เทวทูตระดับเชรูบ” บาชีร์บ่น ขณะค่อยๆ หดเขากลับเข้าหัว “กล้าบุกเดี่ยวเข้ามา อัดเรากันจนหมอบทุกคน แล้วยังกลับออกไปได้โดยไม่หลั่งเืสักหยด”
การเดินทางเข้าเมืองหลวงถูกดีเลย์ไปวันเดียวเท่านั้น หลังตรวจสอบว่าไม่มีใครซ่อนอยู่ในเรือทั้งขบวนเสร็จแล้ว บาชีร์ก็ตัดสินใจส่งทุกคนไปเมืองหลวงทันที เขาเชื่อว่าในเมืองหลวงจะต้องปลอดภัยกว่าการอยู่ที่นี่ต่อ