“เจ้ามาสอดแนมข้า?”
“สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับศัตรูย่อมไม่อาจปล่อยผ่าน” ชายสวมหน้ากากไม่ได้โต้ตอบและยอมรับอย่างเปิดเผย “แน่นอนว่าเจ้าสามารถคิดว่ามันคือการคุ้มครองเพราะถึงอย่างไร ข้าอยู่ในที่ลับ เจ้าอยู่ในที่แจ้ง”
ชีเหนียงรู้ว่าคำพูดของเขาหมายความเช่นไรจี้ฉงเหวินรู้ถึงการมีตัวตนของพวกนาง ย่อมไม่มีทางหยุดลงมือแน่
คำพูดถัดมาของชายสวมหน้ากากยิ่งทำให้ชีเหนียงรู้สึกหนาวจนสั่น
“ช่วงนี้มีคนแปลกหน้าปรากฏตัวที่อำเภอเฉาคอยสืบเรื่องของเจ้าทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ตอนนี้พวกเขาถูกคนของข้าเบี่ยงเบนอยู่แต่ความเคลื่อนไหวในอำเภอเฉาของเจ้ามากมายเกินไป คิดว่าคงซื้อเวลาได้ไม่นาน”
จ้าวจือชิงเห็นสีหน้าของนางซีดเผือดจึงคิดอยากเดินเข้าไปปลอบโยนนางแต่เขารู้ว่าตอนนี้ไม่อาจเปิดเผยตัวได้ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าตนโชคดีที่ตอนนี้มีตัวตนเพิ่มขึ้นมาจึงสามารถติดต่อบอกข่าวกับนางได้อย่างเปิดเผยสิ่งที่เขาบอกกับชีเหนียงไม่ใช่เรื่องโกหกคนเหล่านั้นสืบไปทั่วทุกหนแห่งในอำเภอเฉา ข่าวที่ได้รับจากอันอีคนเหล่านี้น่าจะมาจากเมืองหลวง
ชีเหนียงไม่ใช่คนโง่เขลาในเมื่อมีคนมาสืบสถานการณ์ของตนในอำเภอเฉา ก็บ่งบอกได้ว่านางถูกคนเห็นที่เมืองหลวงแล้วคนพวกนี้ไปอำเภอเฉาก็เพื่อพิสูจน์ว่านางคือลั่วชีเหนียงหรือไม่นางข่มใจให้สงบและมองชายสวมหน้ากากที่อยู่ข้างหน้า
“เช่นนั้นจุดประสงค์ของเจ้าคือ?”
“จุดประสงค์ของข้านั้นง่ายดายนักศัตรูของศัตรูก็คือมิตร ส่วนเจ้า อาจจะเป็นมิตรที่มีกำลังไม่เบา”
“เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนี้? ข้าก็แค่หญิงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งก็เท่านั้น”
“เช่นนั้นหรือ? หญิงชาวบ้านธรรมดาที่สามารถพาครอบครัวเจริญรุ่งเรืองได้ในเวลาอันสั้นเพียงแค่หนึ่งปีหรือ? กระทั่งเป็นบุตรบุญธรรมของอดีตหัวหน้าหมอหลวงจนเกี่ยวพันกับสกุลตู้ในเมืองหลวง” ชายสวมหน้ากากหัวเราะเบาๆ “หรือแม้แต่อดีตไท่ซือขององค์รัชทายาทก็อยู่อาศัยกับครอบครัวเจ้าหากเจ้าปฏิเสธว่าไม่ใช่ไม่เท่ากับว่าเจ้ากำลังแสดงละครหรือ”
ถูกต้องจ้าวจือชิงแกล้งบอกสถานะของเฝิงเจิ้งชูให้กับลั่วชีเหนียงเขาต้องการดูว่าชีเหนียงจะตัดสินใจอย่างไร สถานะไท่ซือขององค์รัชทายาทนั้นสูงส่งและมีอำนาจแม้ว่าตอนนี้เฝิงเจิ้งชูจะเกษียณแล้ว แต่ขอเพียงแค่องค์รัชทายาทยังอยู่สถานะของเขาย่อมไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องและด้วยสถานะเช่นนี้ เฝิงเจิ้งชูสามารถช่วยลั่วจิ่งเฉินให้ลดเส้นทางคดโค้งไปได้อีกเส้น
เมื่อได้รับรู้ถึงสถานะของเฝิงเจิ้งจูชีเหนียงรู้สึกตกใจอย่างมาก ไท่ซือขององค์รัชทายาท นางรู้ความสำคัญของตำแหน่งนี้แน่นอนเพียงแค่คำพูดเดียวของคนผู้นั้นก็สามารถส่งผลต่อราชสำนักได้อย่างใหญ่หลวง
“พวกเขามีสถานะอย่างไรแล้วเกี่ยวข้องอันใดกับครอบครัวข้าด้วยเล่าเจ้าสอดแนมมานานเช่นนี้ คงเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างดียิ่งกว่าข้าเสียอีก” สำหรับวาสนาที่ไม่คาดคิดเหล่านี้ชีเหนียงถือว่ามันคือสวรรค์ลิขิตและไม่อยากให้วาสนานี้เข้าไปข้องแวะกับการแก่งแย่งผลประโยชน์ของผู้ใด
อีกทั้งการพึ่งพาความบังเอิญเช่นนี้มิใช่แผนการระยะยาวใจคนยากแท้หยั่งถึง หากเลือกผลประโยชน์ ต่อไปเกรงว่าจะเป็นการทำลายวาสนาดังนั้นชีเหนียงจึงไม่อยากลากพวกเขามาเกี่ยวข้องด้วย เหมือนกับที่ผู้เฒ่าหลิงเคยบอกก่อนหน้านี้รอจนลั่วจิ่งเฉินสอบเสร็จ ก็อยากกลับอำเภอเฉา นางเองก็รับปากแล้วเพราะนางดูออกว่าผู้เฒ่าหลิงนั้นต่อต้านการใกล้ชิดกับเมืองหลวงนางไม่มีทางให้ผู้เฒ่าหลิงต้องทำเรื่องที่ไม่อยากทำเพียงเพราะเขามีเส้นสาย
“เรื่องวิจัยเครื่องปรุงคงมีจุดประสงค์อยู่สินะ” คำพูดของชายสวมหน้ากากทำให้ชีเหนียงระแวงคนผู้นี้คาดเดาความคิดของนางได้หรือ?
แม้นางไม่ตอบชายสวมหน้ากากก็ไม่บังคับ
“เมื่อเจ้าอยากทำข้าก็จะช่วย ที่พึ่งที่เจ้าต้องการ ข้าสามารถเป็นให้ได้ ข้าแต่อยากให้เจ้ารับประกันว่าหากต้องการให้ครอบครัวเจ้าปลอดภัยเมื่อถึงคราวจำเป็น จะต้องซัดจี้ฉงเหวินให้แรงๆ”
คำพูดของชายสวมหน้ากากเหมือนดั่งยาสงบจิตที่ทำให้หัวใจอันหนักอึ้งของชีเหนียงสงบลง
ขอเพียงทำกำไรได้นางก็จะใช้จุดนี้เพื่อผูกมัดอีกฝ่าย ไม่ให้ตนเองเป็นฝ่ายตามผู้เดียว
“อ้อใช่สิ หากมีเวลา เจ้าลองเอ่ยถึงชื่อของจี้ฉงเหวินต่อหน้าเฝิงเจิ้งชูดูสักครั้งเป็นอย่างไร”
ก่อนชายสวมหน้ากากจะจากก็พูดสิ่งที่ทำให้ชีเหนียงสงสัยออกมาเหตุใดต้องเอ่ยชื่อจี้ฉงเหวินต่อหน้าผู้เฒ่าเฝิงหรือว่าจี้ฉงเหวินเคยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เฒ่าเฝิง? นางไม่กล้าคิดมากไปกว่านั้น
ขณะที่ชีเหนียงกำลังลังเลว่าจะแสร้งทำเป็นเอ่ยถึงจี้ฉงเหวินหรือไม่นั้นก็มีแขกไม่ได้รับเชิญมาอย่างกะทันหัน
หลังจากเปิดประตูก็เห็นเด็กหนุ่มอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปียืนอยู่เด็กหนุ่มมีใบหน้ายิ้มแย้มสง่าอ่อนโยนเมื่อเห็นชีเหนียงก็ยิ้มและคำนับอย่างมีมารยาท จากนั้นแจ้งจุดประสงค์ในการมา
“ฮูหยินข้าคือลูกศิษย์ของผู้เฒ่าเฝิง ครั้งนี้ได้ยินว่าท่านอาจารย์มาท่องเที่ยวจึงมารบกวนโดยไม่ได้แจ้งก่อนล่วงหน้า ขอฮูหยินได้โปรดอภัย”
เมื่อชีเหนียงได้ยินก็รีบเชื้อเชิญเขาเข้าบ้านผู้เฒ่าหลิงกับผู้เฒ่าเฝิงยังคงมีปากมีเสียงกันเช่นเคย ส่วนลั่วจิ่งเฉินที่อยู่ใต้ต้นไม้ก็กำลังอ่านตำราอย่างมีสมาธิลั่วจิ่งซีกำลังช่วยชีเหนียงกวาดลานบ้านและมีพูดแทรกบ้างเป็นพักๆ
“อาจารย์อยู่ที่นี่ช่างสบายใจเหลือเกินนะขอรับ”
เมื่อได้ยินเสียงอันคุ้นเคยเฝิงเจิ้งชูก็หันกลับไปดู พลันขมวดคิ้วเบาๆ “เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?”
ชัดเจนว่าเฝิงเจิ้งชูไม่ได้ดีใจนักกับการมาถึงของเขาเพียงแต่ใบหน้าของเด็กหนุ่มกลับเผยรอยยิ้มเริงร่า ก่อนจะเหลือบไปเห็นผู้เฒ่าหลิงที่อยู่ทางด้านหลังก็ตกใจเล็กน้อย
“มิน่าท่านอาจารย์ถึงไม่ยอมกลับบ้านที่แท้ก็พบเจอสหายเก่านี่เอง”
หลิงชางไห่เห็นเด็กหนุ่มก็คิ้วกระตุกอย่างควบคุมไม่อยู่ เหตุใดคนสำคัญเช่นนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้
“ท่านอาจารย์หลิงช่วงนี้สบายดีหรือไม่? ดูจากสีหน้าของท่านคงสบายดี เดาว่าคงได้ใช้ชีวิตบั้นปลายสมใจหมาย”
หลิงชางไห่รีบคำนับกลับแต่กลับถูกเด็กหนุ่มใช้สายตาห้ามไว้ “ข้าร่างกายแข็งแรงดีขอบคุณคุณชายที่เป็นห่วง”
เด็กหนุ่มเห็นเขาดูกังวลเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ตำหนิอะไรเพียงแต่สายตาที่มองดูเด็กหนุ่มสองคนที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดดูท่าทางแล้วคงจะเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องสักคนของเขาสินะ
“อาจารย์อยู่กับศิษย์พี่อย่างสบายใจไฉนจึงไม่พาข้ามาด้วย ข้าอยู่คนเดียวที่บ้านน่าเบื่อนัก” เด็กหนุ่มถอนสายตาที่มองลั่วจิ่งเฉินแล้วกลับไปหยุดที่เฝิงเจิ้งชูน้ำเสียงนั้นดูออกว่ามีทั้งความน้อยใจและไม่พอใจอย่างชัดเจน
เฝิงเจิ้งชูส่ายหน้าอย่างระอาก่อนจะนำเขาเข้าไปด้านในโดยไม่คิดจะอธิบายเรื่องที่เขาเข้าใจผิดเรื่องลั่วจิ่งเฉินเลยสักนิดเมื่อเจ้าตัวไม่ได้พูดอะไร ชีเหนียงก็ไม่อาจพูดอะไรได้มาก
“ตาเฒ่าหลิงรู้จักเด็กหนุ่มผู้นี้หรือ?”
มองดูเสี่ยวเอ้อร์กับบ่าวรับใช้ที่เด็กหนุ่มพามาด้วยเฝ้าอยู่ด้านนอกห้องท่าทางขึงขังของทั้งสองก็ทำให้คนรู้สึกเหมือนด้านในกำลังหารือเรื่องใหญ่โตของบ้านเมืองอย่างไรอย่างนั้นกระทั่งเสี่ยวเอ้อร์ที่ปกติมักจะยิ้มแย้มทะเล้นก็ขึงขังขึ้นมาอย่างยากจะได้เห็น
หลิงชางไห่ส่งสัญญาณให้พวกเขาอย่าถามมาก “พวกเจ้ามีอะไรให้ทำก็ไปทำจำไว้ว่าอย่ามองมาก อย่าพูดมากและอย่าถามมาก โดยเฉพาะเจ้า!” เขาจงใจมองลั่วจิ่งซีเพราะรู้ว่าเจ้าเด็กนี่ชอบเล่นสนุกไปวันๆ “ช่วงนี้เจ้าห้ามทำตัวไม่เคารพผู้เฒ่าเฝิงเด็ดขาดได้ยินหรือไม่”
ชีเหนียงกับลั่วจิ่งเฉินสบตากันด้วยความเข้าใจคนที่ทำให้ผู้เฒ่าทั้งสองเหมือนเผชิญกับศัตรูตัวฉกาจและยังเป็นลูกศิษย์ของเฝิงเจิ้งชูสถานะโจ่งแจ้งเช่นนี้เท่านั้นก็ชัดเจนแล้ว ชีเหนียงมิใช่คนที่ชอบพึ่งพาอำนาจของใครเพียงแต่ตอนนี้บุคคลเช่นนี้มาอยู่ในบ้านของตนเอง คงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องปรนนิบัติเป็นอย่างดี
เฝิงเจิ้งชูที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะในห้อง “บอกมาเถิดพ่ะย่ะค่ะมีเรื่องเกิดขึ้นในเมืองหลวงใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
เยี่ยนฉู่[1] มองใบหน้าเฝิงเจิ้งชูก่อนรอยยิ้มก็หายไปในบัดดล “ท่านอาจารย์เกรงว่าเยี่ยนไท่ฟู่จะไม่รอดแล้ว!”
“เยี่ยนเซี่ยงหมิง…”
-----
[1] เยี่ยนฉู่ 晏褚 เป็นพระนามจริงขององค์รัชทายาทโดยคำว่า ‘เยี่ยน’ ในที่นี้ไม่ใช่สกุล เยี่ยน 燕 เหมือนของเยี่ยนเซี่ยงหมิงเป็นเพียงคำพ้องเสียงในภาษาจีนเท่านั้น