“...หา?”
ไม่เข้าใจสถานการณ์เลย
เมื่อกี้ผมน่าจะกำลังสูบบุหรี่อย่างสบายใจอยู่ตรงมุมสูบบุหรี่ที่ร้านเหล้านี่นา
แล้ว… เผลอแป๊บเดียวก็มาอยู่ที่บ้านเกิดซะได้เกิดอะไรขึ้นกันแน่
ผมมองแล้วมองอีก หยิกแก้มตัวเองตั้งหลายหน ที่นี่ก็คือห้องนอนผมที่บ้านเกิด
ผมเริ่มออกมาใช้ชีวิตคนเดียวในโตเกียวพร้อมๆกับเข้ามหาวิทยาลัย
ร้านเหล้าที่อยู่เมื่อกี้ก็อยู่ใกล้สถานีที่สุดเป็โตเกียวแน่ๆ
แต่บ้านเกิดผมอยู่ที่กุมมะ นั่งรถไฟจากโตเกียวไปประมาณสองชั่วโมง
ถ้าเผลอกลับมาที่อะพาร์ตเมนต์ก็ยังพอเข้าใจได้นะ
แต่การมาอยู่ที่บ้านเกิดตัวเองนี่คิดๆ แล้วก็แปลกผมไม่มีความทรงจำก่อนหน้านั้นโดยสิ้นเชิง
เอาเข้าจริงวันนี้ก็ไม่ได้ดื่มหนักถึงขนาดจะจำอะไรไม่ได้ด้วย
ในความรู้สึกของผมก็เหมือนหายตัวจากที่หนึ่งไปโผล่อีกที่หนึ่งละมั้ง ถึงจะพอลำดับเหตุการณ์ได้แล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
เอาเป็ว่าลองไปคุยกับพ่อแม่ก่อนแล้วกัน
วินาทีที่คิดแบบนั้นแล้วตั้งท่าจะขยับตัว—ความรู้สึกแปลกๆก็เข้าจู่โจม
ร่างกายเสียการทรงตัวจนล้มลงกับพื้นพอตั้งท่าจะลุกก็หน้ามืด
…อะไรเนี่ย?
จะบอกว่าเป็อาการเมาเหล้าก็ไม่ใช่อีก
ผมรู้สึกคลื่นไส้เหมือนตอนเมารถเลย
ร่างกายไม่ยอมขยับตามที่สมองสั่งเหมือนสลับร่างกายกับคนอื่น
“ได้ยินเสียงโครมคราม เป็อะไรหรือเปล่า”
ประตูห้องเปิดดังครืด แล้วเสียงใสๆ ก็แว่วเข้าหู
เสียงของน้องสาว คิดถึงจังเลยแฮะ เพราะว่าผมไม่ค่อยได้กลับบ้านเลย น่าจะปีนึงแล้วหรือเปล่านะ
ผมข่มความรู้สึกคลื่นไส้ หันตามเสียง เห็นร่างของน้องสาวสวมชุดนักเรียนม.ต้นยืนอยู่ตรงนั้น
“...หา? คอสเพลย์เหรอ”
ผมประหลาดใจมากจนความรู้สึกคลื่นไส้หายวับไปไหนไม่รู้
“...หา? พี่จ๋าพูดเรื่ออะไรเนี่ย”
น้องสาวผม ไฮบาระ นามิกะ ถ้าจำไม่ผิดปีนี้น่าจะเป็นักศึกษามหาวิทยาลัยปี2 แล้วนี่นา ถึงจำผิดก็ไม่น่าใช่วัยที่จะใส่ชุดนักเรียนม.ต้นอยู่ดี
ทว่าร่างที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือนามิกะสมัยเป็นักเรียนม.ต้นอย่างเห็นได้ชัด
เส้นผมที่น่าจะย้อมสีทองแล้วดัดเป็ลอนกลับกลายเป็ผมดำเหยียดตรงหน้าตาที่ควรเป็ผู้ใหญ่ก็กลับมาไร้เดียงสา ส่วนสูงก็ลดลง หน้าอกที่น่าจะเต่งตูมก็แบนราบ
เดิมทีนับั้แ่นามิกะขึ้นม.ปลายก็เอาแต่เรียกผมว่า“พี่” เฉยๆ ส่วนคำเรียก “พี่จ๋า” อันแสนน่ารักน่าเอ็นดูนี่น่ะ น่าจะเลิกเรียกไปพร้อมๆกับที่เธอเรียนจบม.ต้นนั่นแหละ
—ไม่จริงน่าผมคิด
ผมนึกถึงเื่ที่อธิษฐานต่อพระเ้าก่อนจะเกิดเหตุการณ์นี้
“นะ นามิกะ …ปีนี้ ค.ศ.อะไรแล้ว”
“หือ? ก็ 2014 ไง… ทำไมเหรอ”
ผิดแล้ว ปีนี้ควรจะเป็ปี 2021 สิ
ถ้าผิดแค่ปีสองปียังว่าไปอย่างแต่ผิดตั้งเจ็ดปีนี่ไม่มีทางเป็ไปได้
แต่สีหน้าของนามิกะดูปกติมาก
แถมยังยังเอียงคอสงสัยราวกับจะพูดว่า“ถามอะไรแปลกๆ”
ถ้านี่เป็ความจริงแสดงว่าผมย้อนเวลามาตั้งเจ็ดปีเลยเหรอ…?
บ้าบอไปกันใหญ่แล้ว
ผมคิดแบบนั้นแต่ก็ก้าวไปยืนหน้ากระจกที่วางอยู่ในห้องตัวเอง
“เฮ้ย เฮ้ย…”
—ภาพที่สะท้อนบนกระจกดูๆ แล้วก็คือตัวผมสมัยม.ต้น
แค่มองหน้าก็รู้แล้วเพราะ่ที่ผมใส่แว่นตามีแค่สมัยม.ต้นเท่านั้น
พอขึ้นม.ปลายก็เริ่มให้ความสนใจกับเสื้อผ้าหน้าผมดูแลตัวเองให้ดูดีขึ้นบ้าง
นี่คือตัวผมเมื่อก่อน
ผมยาวรุงรังปรกตา ใส่แว่นตาเฉิ่มเชย แถมยังพุงป่อง
พอได้กลับมาดูอีกครั้งก็รู้สึกว่าน่าเกลียดเสียจริง
ถึงขนาดรับไม่ได้เลยว่ารูปร่างหน้าตาแบบนี้คือตนในอดีต
…นามิกะบอกว่าตอนนี้ปี 2014 แสดงว่าผมน่าจะอยู่ม.3 ไม่ก็ม.4
ตรงกับรูปร่างหน้าตาในตอนนี้ไม่มีผิด
นามิกะเองก็อยู่ม.ต้นด้วย
คิดได้อย่างเดียวเท่านั้นว่าผมย้อนเวลากลับมา
ตอนแรกผมคิดว่าเป็รายการแกล้งคนหรืออะไรสักอย่างแต่แค่แกล้งกันทำถึงขั้นนี้ไม่ได้หรอก
แกล้งให้ผมใไปก็ไม่มีอะไรน่าสนุกทั้งยังต้องลงมหาศาล แถมผมก็ไม่มีเพื่อนที่จะทำแบบนั้นด้วย
ผมคิดว่าตัวเองฝันไปเลยลองหยิกแก้ม แต่ว่าความเจ็บนี้เป็ของจริง
“พี่จ๋า… เป็อะไรไปเหรอ”
นามิกะมองผมอย่างสงสัยนามิกะในตอนนี้ว่านอนสอนง่ายและอ่อนโยนมาก จะว่าไปแล้วเราก็ยังเป็พี่ชายน้องสาวที่มีระยะห่างเหมือนพี่น้องทั่วไป แต่พอนามิกะขึ้นม.ปลาย เธอแสดงออกชัดเจนว่าเกลียดผม
“...เปล่า แค่รู้สึกเหมือนจะไม่สบายน่ะ”
ผมไม่ได้โกหกนะไม่รู้เป็เพราะความรู้สึกแปลกๆ จากการย้อนเวลากลับมาเป็ตัวเองในอดีตหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกไม่สบายตัวจริงๆเมื่อไรความอิหลักอิเหลื่อระคนความรู้สึกเหมือนเมารถจะหายไปเนี่ย ถึงจะค่อยยังชั่วกว่าเมื่อกี้แล้วก็เถอะ
“หือ มีไข้หรือเปล่า”
“ไม่น่านะ เดี๋ยวก็คงหายมั้ง”
“ดีนะที่มาเป็เอาหลังพิธีจบการศึกษางั้นก็พักผ่อนเงียบๆ ไปนะ”
นามิกะพูดจบก็หันหลังขวับ ก้าวฉับๆ กลับห้องตัวเอง
ผมปิดประตูแล้วนั่งลงบนเตียง
…พอได้อยู่คนเดียวแล้ว ใจก็สงบนิ่ง
แต่ถึงจะคิดอย่างมีสติ สถานการณ์ที่ผมงุนงงก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่ดี
ผมย้อนกลับมาเป็ตัวเองในอดีตถ้าเป็ในอนิเมะหรือมังงะก็คงเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าการย้อนเวลาสินะ
ผมทำใจเชื่อไม่ลงเลยว่าปรากฏการณ์ดั่งเวทมนตร์แบบนั้นจะมีอยู่จริงแต่ในความเป็จริงผมถูกลากเข้ามาพัวพันแล้ว
“...เฮ้อ”
ผมถอนหายใจแล้วเปลี่ยนความคิด
หมกมุ่นต่อไป เื่ที่ไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจอยู่ดี
เดิมข้อมูลที่มีก็ไม่เพียงพออยู่แล้วอาการคลื่นไส้ก็ค่อยยังชั่วแล้วด้วย ลองสำรวจรอบๆ ดูดีกว่า
พอมองไปรอบห้องก็เห็นนาฬิกาก่อนเลย
วันที่ 10 มีนาคม เวลา 17 นาฬิกา 6 นาที
ถ้าพูดถึงวันที่ 10ก็น่าจะเป็วันที่มีพิธีจบการศึกษา อิงจากคำพูดของนามิกะที่ว่า “ดีนะที่มาเป็เอาหลังพิธีจบการศึกษา”แสดงว่า [ผมในปัจจุบัน] มาเข้าร่างนี้ทันทีที่กลับถึงบ้านหลังจบพิธีสำเร็จการศึกษา
ผมมองเห็นชั้นหนังสือเป็ลำดับถัดไปเป็ไปตามคาด มีแต่นิยายกับมังงะสมัยก่อน
จริงสิ ถ้าย้อนกลับไปยุคเดิมไม่ได้ก็อดอ่านภาคต่อของซีรีส์ที่คาใจไปอีกเจ็ดปีเลยน่ะสิผมเพิ่งตระหนักถึงข้อเท็จจริงอันหนักหนาสาหัสสำหรับคนที่เป็โอตาคุระยะสุดท้าย
แหงละ จะอนิเมะ มังงะ หรือนิยายต่างก็เป็ของเมื่อเจ็ดปีที่แล้วทั้งนั้น
เื่ที่ติดงอมแงมก็อ่านจบั้แ่ตอนนั้นไปหมดแล้วถ้าอยากจะหาผลงานสนุกๆ เื่ใหม่อ่านผมคงต้องไปค้นจากกองผลงานที่สมัยนั้นไม่ได้สนใจ
…เจอข้อเสียของการย้อนเวลาเสียแล้ว
พอผมเบือนหน้าหนีข้อเท็จจริงที่ทำให้ใจหนักอึ้ง ก็เห็นสมาร์ตโฟนที่วางอยู่บนโต๊ะ
รูปทรงล้าสมัยมาก เป็รุ่นที่สมาร์ตโฟนเพิ่งวางขาย ที่บ้านซื้อให้ครั้งแรกก็สมัยม.2 คิดถึงจังแฮะ ผมใช้มันจนถึงขึ้นมหาวิทยาลัย
ผมหยิบสมาร์ตโฟนพอใส่พาสเวิร์ดเดียวกับที่ใช้ตอนนี้ก็เปิดหน้าจอได้อย่างราบรื่นคิดเล่นๆ ว่าถ้าลืมพาสเวิร์ดไปแล้วจะทำยังไงแต่ผมเป็พวกที่ไม่ค่อยชอบเปลี่ยนพาสเวิร์ดอยู่แล้ว และจำเผื่อเอาไว้หลายๆ แบบถึงตอนนั้นค่อยสุ่มกรอกพาสเวิร์ดลงไปก็เปิดได้แล้ว
พอลองเปิด [RINE] แอปสำหรับแชตขึ้นมาก็เห็นว่าในช่องรายชื่อเพื่อนมีแค่แม่กับนามิกะ
่นี้พ่อยังใช้มือถือแบบพับอยู่ละมั้งคิดถึงจัง
พอเปิด [ทวิสเตอร์] แอปสื่อสังคมออนไลน์เหมือนบล็อกเอาไว้โพสต์[ข้อความ] ก็เห็นว่าตัวเองกดติดตามแต่บัญชีที่เอาไว้ดูอย่างเดียวจำพวกบัญชีทางการของอนิเมะหรือมังงะที่ชอบ นักวาดการ์ตูน นักเขียนนิยายไม่ก็นักวาดภาพประกอบเอาไว้จำนวนมาก
นอกจากนี้ก็มีพวกเกมโซเชียลเน็ตเวิร์กสมัยก่อนอยู่พอสมควรจะว่าไปพอมองแอปแล้วก็นึกขึ้นได้ นี่เป็ยุคทองของเกม [Puzzle & Tigers] นี่นาสมัยนั้นผมติดงอมแงม แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่ได้แตะอีกเลย
“อืม…”
ผมวางสมาร์ตโฟนคืนโต๊ะ
บนโต๊ะมีหนังสือเรียนสมัยมัธยมต้นและสมุดโน้ตวางเป็ตั้ง ใบวุฒิการศึกษาก็วางลวกๆ อยู่
ขณะกำลังจ้องดูของใหม่เอี่ยมโดยไม่ละสายตาผมพลันได้ยินเสียงเปิดประตูหน้าบ้าน
ดูจากเวลาแล้ว แม่คงกลับมาจากที่ทำงาน
ครอบครัวผมพ่อกับแม่ทำงานกันทั้งคู่ส่วนพ่อตอนนี้ย้ายไปทำงานที่โทโฮคุ
“นัตสึกิ อยู่หรือเปล่ายินดีด้วยนะที่เรียนจบแล้ว ขอโทษด้วยที่แม่ไปพิธีสำเร็จการศึกษาของลูกไม่ได้ งานชอบมายุ่งเอา่นี้ตลอดเลย…อ้าว? สีหน้าดูไม่ดีเลย ไม่สบายเหรอ”
แม่เปิดประตูห้องเข้ามาปุ๊บก็พูดไม่หยุด
ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนผมโล่งใจเมื่อเห็นท่าทางของแม่ที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเจ็ดปีให้หลัง
“ก็นิดหน่อย ขอนอนจนกว่าจะถึงมื้อเย็นได้ไหม”
“จ้า จ้า แล้ววัดไข้หรือยัง แผ่นเจลลดไข้อยู่ไหนนะ…”
“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก”
ผมโบกมือไล่แม่ที่เป็โรควิตกกังวลออกไป
ผมไม่ค่อยสบายจริงๆนั่นแหละ แถมสับสนเกินไปจนล้าหรือเปล่านะ เลยชักง่วงนอนแล้ว พอทิ้งตัวลงบนเตียงความรู้สึกง่วงงุนยิ่งถาโถมเข้ามา ผมไม่ฝืนต้านความง่วงนั้น ปล่อยให้ร่างกายหลับใหลไป