ทั่วทั้งลานเงียบกริบราวกับป่าช้า!
สายตานับร้อยคู่ที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง จับจ้องไปยังจางอวิ๋นบนแท่นสูงเป็ตาเดียว
"จางอวิ๋น... ของพรรค์นี้เ้าก็จะรับรึ? บ้าไปแล้วหรือไง?"
เมิ่งจงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเหน็บแนมด้วยความสมเพช
จางอวิ๋นไม่แม้แต่จะปรายตามองเขา เพียงก้มลงมองสวีิที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านล่างด้วยสายตาเรียบเฉย แต่มั่นคง
"เ้า... เต็มใจจะกราบข้าเป็อาจารย์หรือไม่?"
สวีิได้สติกลับมา แววตาที่เคยสิ้นหวังกลับมาลุกโชนด้วยประกายแห่งชีวิต เขารีบโขกศีรษะตอบรับทันทีโดยไม่ลังเล
"ศิษย์เต็มใจขอรับ!"
"ดี! นับจากวันนี้ไป เ้าคือศิษย์คนแรกของข้า... จางอวิ๋น!!"
จางอวิ๋นยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
"ช้าก่อน! ข้าขอคัดค้าน!"
ทันใดนั้น เสียงตวาดแหลมสูงของเมิ่งจงก็ดังแทรกขึ้นมาทำลายบรรยากาศ
จางอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปมองต้นเสียง
"ท่านเ้าสำนัก ข้าขอเสนอให้เพิกถอนสิทธิ์ในการรับศิษย์ของจางอวิ๋นเดี๋ยวนี้!"
เมิ่งจงหันไปคารวะเ้าสำนักหลิงเซียนอย่างนอบน้อม ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
"แม้จะมีตำแหน่งเป็ถึงผู้าุโเก้า แต่จางอวิ๋นไม่เคยมีประสบการณ์รับศิษย์มาก่อน ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์โดยสิ้นเชิง! ตอนนี้ถึงขั้นจะรับ 'คนพิการ' เข้าสำนัก รังแต่จะสิ้นเปลืองทรัพยากรของสำนักเปล่าๆ ข้าขอเสนออย่างรุนแรงให้ตัดสิทธิ์การรับศิษย์ของเขาซะ!"
"คนพิการ? หึหึ..."
เมื่อได้ยินคำนี้ จางอวิ๋นก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
"เ้าขำอะไร?"
เมิ่งจงขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด
"ข้าขำในความเขลาเบาปัญญาของเ้าน่ะสิ!"
จางอวิ๋นสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "ในสายตาเ้าเห็นเป็คนพิการ ก็แปลว่าเป็คนพิการงั้นรึ? เลิกเอาตัวเองเป็ศูนย์กลางจักรวาลได้แล้ว! ในสายตาของข้า สวีิผู้นี้ไม่เพียงไม่ใช่คนพิการ... แต่ยังเป็อัจฉริยะในหมู่รากหญ้าอีกต่างหาก!"
"อัจฉริยะ?"
สิ้นคำกล่าว ไม่เพียงแค่เมิ่งจง แม้แต่ทุกคนในที่นั้นต่างก็ชะงักงัน อ้าปากค้าง
สวีิเนี่ยนะ... อัจฉริยะ?
"ฮ่าๆๆๆๆ..."
ราวกับได้ฟังเื่ตลกที่สุดในรอบร้อยปี เมิ่งจงะเิเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นจนตัวงอ
"จางอวิ๋น ข้าว่าเ้าคงฝึกวิชาจนธาตุไฟเข้าแทรกสมองจนเพี้ยนไปแล้วกระมัง? รากิญญาไม่สมบูรณ์เห็นอยู่ทนโท่ว่าเป็คนพิการ เ้ากลับบอกว่าเป็อัจฉริยะ?"
พูดจบ เมิ่งจงก็แสยะยิ้มเ้าเล่ห์ แววตาฉายแววอำมหิต
"เอาอย่างนี้ไหม? ในเมื่อเ้ามั่นใจนักว่ามันเป็อัจฉริยะ งั้นเรามา 'ประลอง' กันสักหน่อยเป็ไง?"
"ประลอง?"
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว "เ้าจะแข่งอะไร?"
"แข่งกันปั้นศิษย์ และวัดความสามารถในการชี้แนะของพวกเราในฐานะอาจารย์!"
เมิ่งจงกล่าวเสียงเรียบ สายตากวาดมองไปรอบลานประลอง ก่อนจะหยุดลงที่หินสีเขียวมรกตขนาดหนึ่งเมตรสองก้อนในโซนฝึกยุทธ์
"ใช้ 'ศิลาทดสอบยุทธ์' สองก้อนนั้นเป็ตัวตัดสิน! เ้าชี้แนะศิษย์ 'อัจฉริยะ' ของเ้า ส่วนข้าก็จะไม่รังแกคนป่วย... ข้าจะชี้แนะ 'เนี่ยจื้อ' ศิษย์ใหม่รากิญญาระดับต่ำคนนี้"
"พวกเราต่างคนต่างชี้แนะศิษย์ของตน หลังจากชี้แนะแล้ว ศิษย์ของใครสามารถสร้างความเสียหายให้กับศิลาทดสอบยุทธ์ได้มากกว่า คนนั้นชนะ!"
"ถ้าเ้าชนะ ข้าจะยอมรับว่าศิษย์ของเ้าเป็อัจฉริยะ และยอมรับสิทธิ์ในการรับศิษย์ของเ้า แต่ถ้าเ้าแพ้... ก็จงคืนสิทธิ์การรับศิษย์มาซะ! กล้าประลองหรือไม่?"
"เื่นี้..."
จางอวิ๋นแสร้งทำเป็ขมวดคิ้วครุ่นคิด
"ทำไม? หรือว่าไม่กล้า?"
เมิ่งจงได้ทีขี่แพะไล่ ยิ้มเยาะเย้ยหยัน "ถ้าไม่กล้า ก็จงยอมรับว่าตัวเองไม่มีปัญญา แล้วไสหัวกลับยอดเขาลำดับที่เก้าไปซะ!"
"มีอะไรไม่กล้า!"
จางอวิ๋นตอบกลับเสียงเรียบ ท่าทีสงบนิ่งดุจผิวน้ำ "ข้าแค่รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม!"
"ไม่ยุติธรรม?"
เมิ่งจงชะงัก
จางอวิ๋นกล่าวต่อ "ตามเงื่อนไขของเ้า ถ้าข้าแพ้ ข้าเสียสิทธิ์การรับศิษย์ทั้งหมด แต่ถ้าข้าชนะ เ้ากลับไม่ต้องเสียอะไรเลย ท่านผู้าุโสิบ... ไม่คิดว่าท่านกำลังคิดจะ 'จับเสือมือเปล่า' หน้าด้านๆ อยู่หรือ?"
เมิ่งจงหน้าตึงขึ้นมาทันที "แล้วเ้า้าอะไร?"
"ง่ายมาก ถ้าข้าชนะ..."
จางอวิ๋นชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว โบกไปมาเบาๆ
"หนึ่งหมื่นหินิญญา! หากข้าชนะ เ้าต้องจ่ายค่าเสียหายที่บังอาจมาใส่ร้ายข้า... เป็จำนวนหนึ่งหมื่นหินิญญา!"
สิ้นคำพูด ทั่วทั้งลานเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก
หนึ่งหมื่นหินิญญา!
หินิญญาคือสกุลเงินของผู้ฝึกตนและทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ต่อให้เป็ระดับผู้าุโของสำนักหลิงเซียน เบี้ยหวัดรายปีที่ได้รับก็แค่สองพันหินิญญาเท่านั้น
นี่เท่ากับเบี้ยหวัดถึงห้าปีของผู้าุโคนหนึ่งเลยทีเดียว!
"จางอวิ๋น! เ้าอยากได้หินิญญาจนเป็บ้าไปแล้วรึไง!"
เมิ่งจงตะคอกเสียงต่ำ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
"ทำไม? ไม่กล้าเหรอ?"
จางอวิ๋นยิ้มเยาะ เลียนแบบท่าทางของอีกฝ่ายเมื่อครู่
"แก..."
เห็นอีกฝ่ายย้อนคำพูดตัวเอง เมิ่งจงก็โมโหจนควันแทบออกหู แต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอ เขาแค่นเสียงฮึดฮัด
"จางอวิ๋น คิดจะใช้วิธีนี้มาขู่ให้ข้ากลัวจนหนีการประลองงั้นรึ? ฝันไปเถอะ! วันนี้ข้าเมิ่งจงจะกระชากหน้ากากไอ้สวะอย่างเ้าให้ดู! หนึ่งหมื่นหินิญญา... ข้าตกลง!!"
"เนี่ยจื้อ ก้าวออกมา!"
พูดจบเขาก็มองลงไปด้านล่าง
เนี่ยจื้อรีบก้าวออกมาทันที มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มมั่นใจเต็มเปี่ยม
ถ้าให้ไปแข่งกับคนอื่น เขาอาจจะหวั่นใจอยู่บ้าง แต่ถ้าคู่แข่งเป็ไอ้คนพิการอย่างสวีิ... เขามั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์!
เมิ่งจงมองจางอวิ๋นด้วยรอยยิ้มเ็า
เขาจงใจใช้ศิษย์ที่จางอวิ๋นเป็คนเลือกแต่โดนเขาแย่งมา เพื่อจะตบหน้าจางอวิ๋นให้หน้าหงายจนไม่มีที่ยืน!
"เนี่ยจื้อ ไปเลือกอาวุธที่เ้าถนัดที่สุดจากชั้นวางอาวุธ แล้วใช้วิชาที่เ้าเชี่ยวชาญที่สุดโจมตีใส่ศิลาทดสอบยุทธ์นั่นซะ!"
ได้ยินคำสั่ง เนี่ยจื้อพยักหน้ารับ แล้วรีบวิ่งไปหยิบดาบยาวเล่มหนึ่งจากชั้นวางอาวุธข้างลานประลองมากระชับในมืออย่างคล่องแคล่ว
"ท่านอาจารย์ วิชาที่ศิษย์จะแสดงคือ 'เคล็ดดาบิญญา' ขอรับ!"
เนี่ยจื้อถือดาบเดินไปที่หน้าศิลาทดสอบยุทธ์ สูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะเริ่มร่ายรำเพลงดาบ
ขวับ! ขวับ!
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นตามจังหวะดาบ
"ย้าก!"
เมื่อเพลงดาบดำเนินมาถึงจุดสำคัญ เนี่ยจื้อก็ตวาดก้อง รวบรวมแรงทั้งหมดฟาดฟันดาบลงไปที่ศิลาทดสอบยุทธ์สุดแรงเกิด
ฉัวะ...
ประกายไฟแลบแปลบ รอยดาบตื้นๆ ขนาดเท่าเล็บมือปรากฏขึ้นบนผิวของศิลาทดสอบยุทธ์
เมิ่งจงมองดูแล้วพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มวิจารณ์ด้วยน้ำเสียงของผู้เชี่ยวชาญ
"เนี่ยจื้อ เคล็ดดาบิญญาชุดนี้อาจารย์ดูแล้ว การใช้พลังถือว่าพอใช้ได้ แต่ยังมีกระบวนท่าที่ยืดเยื้อมากเกินไป! เคล็ดดาบิญญาไม่ได้เน้นความสวยงาม ท่าทางที่เ้าร่ายรำใน่แรก ดูเหมือนจะเป็การปูทางสู่ดาบที่แข็งแกร่งที่สุด แต่จริงๆ แล้วมันไร้สาระ!"
"วิธีที่ดีที่สุดคือ... ดาบแรกปรับสมดุลแรงมือ ดาบสองขณะรวบรวมพลัง ให้ใช้มือขวาที่จับดาบส่งด้ามดาบไปที่มือซ้าย จากนั้นใช้สองมือจับด้ามดาบพร้อมกัน ผสานแรงฟันดาบที่สามออกไป!"
เมิ่งจงพูดไปพลางแสดงท่าทางประกอบด้วยสองมืออย่างจริงจัง
"เช่นนี้... ถึงจะรีดเร้นพลังดาบที่รุนแรงที่สุดออกมาได้!"
"ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ!"
ดวงตาของเนี่ยจื้อเป็ประกายวาวโรจน์ ราวกับบรรลุสัจธรรม
เขาเริ่มทำตามคำแนะนำของเมิ่งจงทันที ดาบที่หนึ่ง... ดาบที่สอง... และดาบที่สาม!
สองมือกุมด้ามดาบแน่น รวบรวมปราณทั้งหมดแล้วฟันฉับลงไปที่ศิลาทดสอบยุทธ์เต็มเหนี่ยว!
เพล้ง!
เสียงแตกหักดังสนั่นกึกก้อง!
ภาพที่เห็นคือศิลาทดสอบยุทธ์ถูกคมดาบเฉือนจนเศษหินปลิวว่อน รอยดาบขนาดใหญ่ลึกเท่าแขนคนปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนบนก้อนหิน!
"โอ้โห!"
เสียงอุทานดังฮือฮาไปทั่วลานประลอง
ถ้าดาบเมื่อกี้คือการสะกิด ดาบนี้ก็คือการทำลายล้างชัดๆ!
ขืนฟันอีกไม่กี่ที ศิลาทดสอบยุทธ์อันแข็งแกร่งคงได้แตกเป็เสี่ยงๆ แน่
อานุภาพรุนแรงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว!
สายตาของเหล่าเด็กหนุ่มสาวที่มองไปยังเมิ่งจง เต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจนแทบจะกราบไหว้
ท่านผู้าุโสิบคนนี้... ของจริง!
เมิ่งจงดื่มด่ำกับสายตาเ่าั้อย่างภาคภูมิใจ ยืดอกขึ้นด้วยความลำพอง ก่อนจะปรายตามองไปด้านข้าง
"จางอวิ๋น... ตาเ้าแล้ว!"
"เฮ้อ..."
จู่ๆ จางอวิ๋นก็ถอนหายใจออกมาเสียงดัง
เมิ่งจงชะงัก ก่อนจะแสยะยิ้มเยาะเย้ย "ทำไม? รู้ตัวว่าไม่ไหว เลยจะยอมแพ้แล้วรึ?"
"อาการเพ้อเจ้อของเ้าหนักเอาการนะเนี่ย!"
จางอวิ๋นกรอกตามองบน ส่ายหน้าเบาๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดาย
"ข้าแค่ถอนหายใจที่เนี่ยจื้อหลงผิดไปเป็ศิษย์คนโง่เขลาอย่างเ้าต่างหาก พลังสิบส่วน ดันถูกเ้าชี้แนะจนเหลือใช้ได้ไม่ถึงห้าส่วน... น่าเสียดายพร์จริงๆ"
"ห้าส่วน? หึหึ..."
เมิ่งจงหัวเราะด้วยความโกรธจัดจนไหล่สั่น จ้องมองจางอวิ๋นด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย
"งั้นข้าก็อยากจะเห็นนัก ว่าเ้าจะทำให้ 'ศิษย์ขยะ' ของเ้าสำแดงพลังเต็มสิบส่วนออกมาได้ยังไง!"
จางอวิ๋นไม่พูดพร่ำทำเพลง
เขาะโลงจากแท่นสูง พุ่งตรงไปยังชั้นวางอาวุธกลางลานประลองทันที...