พอเฉียวรุ่ยถูกหลิ่วเทียนฉีขโมยจูบ ใบหน้าน้อยจึงแดงไปหมดอย่างห้ามไม่ได้
“อย่าเล่นสิ รีบเอาร่มหมื่นตะวันออกมาทำพันธสัญญาด้วยกันเลย ไม่เช่นนั้นหากพบหลันอวี่หมิงอีก เขาอาจมาแย่งสมบัติสองชิ้นนี้จากเจ้าไปนะ” พูดจบ เฉียวรุ่ยพลันกังวลอยู่เล็กน้อย
โชคชะตาดีเหนือฟ้างั้นหรือ? ฟังดูร้ายกาจมากเลยนะ!
“ไม่ ร่มหมื่นตะวันให้เจ้าเถอะ เจ้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ต้องมีอุปกรณ์อาคมที่เหมาะมือสักชิ้น เจ้าใช้ร่มหมื่นตะวันคงเหมาะสมกว่า ส่วนภาพอัญเชิญให้ข้าใช้ป้องกันตัวได้ เจ้านี่ข้าทำพันธสัญญาเอง”
อันที่จริง หลังได้ร่มหมื่นตะวันมา เฉียวรุ่ยเร่งเขาให้ทำพันธสัญญามาตลอด แต่เขารู้ถึงความร้ายกาจของร่มคันนี้ และยังรู้ว่าเสี่ยวรุ่ยใช้คงเหมาะกว่าตน เขาจึงทำเป็นชักช้า ไม่รีบทำพันธสัญญากับร่มหมื่นตะวันเสียที
เฉียวรุ่ยได้อย่างนั้นก็กะพริบตาปริบๆ “ไม่ต้องหรอก เจ้าทำพันธสัญญาเถอะ ข้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ข้าปกป้องตัวเองได้ แต่เจ้าเป็นผู้ฝึกยันต์ วิชาต่อสู้มือเปล่าไม่ดีนัก หากข้างกายมีอุปกรณ์อาคมสักสองชิ้น ข้าถึงจะวางใจ!”
“เจ้าหมายความว่าข้าไม่ได้เรื่องงั้นหรือ?” หลิ่วเทียนฉีบีบคางน้อย มองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างขุ่นเคือง
“โอ๊ย อย่าแกล้งข้าสิ รีบทำพันธสัญญาเถอะ! เจ้าไม่ทำสัญญากับพวกมัน ในใจข้ามันรู้สึกไม่วางใจอยู่เสมอ” เฉียวรุ่ยคิดถึงหลันอวี่หมิง เขามักกลัดกลุ้มอยู่ตลอด
“สมบัติเป็นเจ้าหาพบ ไม่อย่างนั้น ข้าจะให้เจ้าเลือก ระหว่างข้าไม่เอาสักชิ้น ให้เจ้าทำพันธสัญญาทั้งหมด กับพวกเราคนละหนึ่งชิ้นแล้วทำพันธสัญญา เจ้าว่าอย่างไรล่ะ” หลิ่วเทียนฉีจ้องคนรัก เอ่ยอย่างจริงจัง
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยขมวดคิ้วร้องเรียกเบาๆ ทีหนึ่ง หวังเปลี่ยนความตั้งใจของอีกฝ่าย
“เจ้ารู้จักนิสัยของข้าดีนี่ หืม?”
นิสัยดื้อรั้นของหลิ่วเทียนฉี เฉียวรุ่ยย่อมรู้ ดังนั้น พอเห็นท่าทางเช่นนี้ของเขาจึงได้แต่ตกลง “ได้ ตามที่เจ้าว่า คนละหนึ่งชิ้น!”
“รับไป เจ้าทำพันธสัญญากับร่มหมื่นตะวันก่อนเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีเอาร่มหมื่นตะวันออกมาส่งให้อีกฝ่าย
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยรับร่มมา เรียกอย่างน้อยใจ
“รีบทำพันธสัญญา หากเจ้าไม่ทำ ข้าก็ไม่ทำด้วย!” หลิ่วเทียนฉีบอกเสียงจริงจัง
“ก็ ก็ได้!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า กัดนิ้วของตนให้เป็นแผล ท่องมนตร์พันธสัญญาแล้วหยดเลือดบนใบร่มเก่าพัง
พริบตาที่เลือดหยดร่วงกระทบใบร่ม ร่มหมื่นตะวันที่เก่าพังสกปรกก็ส่องแสงสีแดงสายแล้วสายเล่าในทันที เปลือกนอกที่สกปรกบนใบร่มหลุดร่วงออกมา ปรากฏเป็นร่มหมื่นตะวันสีแดงเพลิงตรงหน้าทั้งสอง
หลิ่วเทียนฉีเห็นร่มหมื่นตะวันเป็นสีแดงเพลิงก็ยกมุมปากนิดๆ
ในนิยายต้นฉบับบอกว่าตอนพระเอกทำพันธสัญญากับร่มหมื่นตะวัน แสงที่เปล่งออกมาเป็นสีฟ้า เพราะพระเอกเป็นสายวาโย หลังทำพันธสัญญากับร่มคันนี้จึงกลายเป็นสีฟ้า แต่เสี่ยวรุ่ยเป็นสายอัคคี ทำให้ร่มหมื่นตะวันกลายเป็นสีแดง
“ว้าว สวยจังเลย!” เฉียวรุ่ยกำด้ามร่มไว้ก่อนส่งเสียงอุทานอย่างตกตะลึง
“ใช่แล้ว สวยมาก เหมาะกับเจ้าโดยแท้!”
เฉียวรุ่ยได้ยินก็เบ้ปากอย่างจนใจ “เจ้านี่นะ เก่งแต่ยอข้า เอาล่ะ ข้าทำพันธสัญญาเรียบร้อย ถึงตาเจ้าแล้ว!”
“ได้!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้าก่อนกรีดปลายนิ้วตนจนเป็นแผล ทำพันธสัญญากับภาพอัญเชิญ
หลังหยดเลือดร่วงลงบนภาพ สิบแปดมนุษย์ทองคำพลันลืมตาทั้งสองข้างขึ้นทันที
“ควับๆๆ...”
ถูกสายตาทั้งสามสิบหกดวงจ้องมาโดยพร้อมเพรียง หลิ่วเทียนฉีหดคอเล็กน้อย ทำไมรู้สึกน่าขนลุกเช่นนี้เล่า?
“หลับตา!” หลิ่วเทียนฉีมองภาพแล้วสั่งเสียงเบา
สิบแปดมนุษย์ทองคำหลับตาลง จากนั้น มนตร์เกี่ยวกับการใช้ภาพอัญเชิญท่อนหนึ่งก็ถูกส่งเข้ามาในสมอง
หลิ่วเทียนฉีหลับตาลง จดจำมนตร์ท่อนนั้นไว้ในก้นบึ้งหัวใจ
.........
ขณะที่กำลังเดินมาบ้านของท่านอาสาม ทันใดนั้น หลันอวี่หมิงก็กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง
“อ๊ะ ศิษย์พี่หลัน!” หลิ่วซานร้องอย่างตกใจ รีบเข้าไปพยุงอีกฝ่าย
“ซานซาน...” พระเอกเรียกนางเอกเสียงเบา เขากระอักเลือดคำโตออกมาอีกหน
“ศิษย์พี่หลัน ท่านเป็นอะไร? ท่านเป็นอะไรไปหรือ?” นางเอกประคองพระเอก เอ่ยขึ้นอย่างร้อนรน
“ข้า ข้าเจ็บหน้าอกนัก เหมือน เหมือนถูกใครคว้านเนื้อออกไปก้อนหนึ่ง มันเจ็บปวดอย่างร้ายกาจ” พระเอกกดหน้าอกตนเอง ตอบด้วยสีหน้าซีดขาว
เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าตนสูญเสียของสำคัญอย่างยิ่งไปสองชิ้นเช่นนี้เล่า? แต่ตนไม่ได้เสียสิ่งใดไปนี่? แล้วนี่ แท้จริงเกิดเรื่องอะไรขึ้น?
“ศิษย์พี่หลัน ไม่ต้องกังวลหรอก กินโอสถรักษาอาการบาดเจ็บเม็ดหนึ่งเสีย ข้าจะพาท่านกลับวิทยาลัย ไปหาหมอมารักษาเดี๋ยวนี้!” นางเอกพูดพลางเอาโอสถเม็ดหนึ่งออกมาส่งให้อีกฝ่าย
“อืม!” พระเอกพยักหน้า กลืนโอสถลงไป นางเอกถึงค่อยพยุงพากลับ
.........
วันหยุดสองวันช่างสั้นนัก เมื่อวันหยุดจบลง หลิ่วเทียนฉีจึงพาเฉียวรุ่ยกลับไปวิทยาลัยด้วยกัน
วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่หนึ่ง หลิ่วเทียนฉีมาถึงห้องเรียนของวิทยาลัยยันต์ตั้งแต่เช้า แต่หลิ่วซานเองก็มาเช้าเหมือนกัน
“น้องเจ็ด เมื่อวานเจ้ากับเสี่ยวรุ่ยซื้อวิชาเล่มหนึ่งจากในร้านของโบราณใช่หรือไม่?” หลิ่วซานเห็นหลิ่วเทียนฉีก็รีบร้อนเอ่ยถาม
“วิชา? พี่สามรู้ได้อย่างไร?” หลิ่วเทียนฉีมองนางเอกอย่างคลางแคลง ในใจคิด ‘เป็นไปไม่ได้หรอก พวกเขาใส่ภาพวาดไว้ในกล่อง ย่อมไม่มีทางรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาซื้อเป็นสิ่งใดนี่?’
“เจ้าคงไม่รู้ หลังเจ้ากับเสี่ยวรุ่ยออกไป พวกเราเข้าไปร้านนั้น ข้าได้ยินเถ้าแก่พูดกับหูว่านั่นเป็นวิชาขั้นหนึ่ง มีค่าเพียงสามร้อยก้อนศิลาทิพย์ แต่พวกเจ้ากลับเห็นมันเป็นวิชาขั้นสอง จ่ายให้อีกฝ่ายสามพันก้อนศิลาทิพย์! พวกเจ้าถูกหลอกแล้วนะ!” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วซานที่มีใจยุติธรรมรู้สึกคับแค้นขึ้นมาเล็กน้อย
เถ้าแก่ผู้นั้นน่าชังเกินไปแล้ว ทำไมถึงกล้าหลอกลวงเช่นนี้นะ?
ได้ยินนางเอกบอก หลิ่วเทียนฉีพลันหงุดหงิด ตบต้นขาทีหนึ่งก่อนตอบ “โธ่ ติดกับเสียแล้ว พี่สาม ทำไมเมื่อวานท่านไม่บอกข้าเล่า?”
“ข้า เมื่อวานข้าก็อยากไปบอกพวกเจ้า แต่ระหว่างทางที่ข้ากับศิษย์พี่หลันเดินไป อยู่ดีๆ ศิษย์พี่หลันก็กระอักเลือดออกมาสองคำ ท่าทางบาดเจ็บหนัก ข้าจึงไร้หนทาง ได้แต่พาศิษย์พี่หลันกลับ ไม่ทันได้ไปบอกเจ้าน่ะ” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วซานมีสีหน้าเสียใจขึ้นมา
“ศิษย์พี่หลันได้รับบาดเจ็บ? ถูกคนทำร้ายหรือ?” หลิ่วเทียนฉีมองนางเอก แสร้งถามอย่างเป็นกังวล
“ไม่ ไม่ได้ถูกทำร้าย แต่อยู่ดีๆ ก็กระอักเลือด เขาบอกว่าคงเป็นอาการบาดเจ็บแฝง แต่หลังกลับวิทยาลัยไปพบหมอ หมอก็ดูไม่ออกว่าผิดปกติที่ตรงไหน!” พูดจบ หลิ่วซานรู้สึกว่าเรื่องนี้ประหลาดเช่นกัน
“อ้อ? แปลกเกินไปแล้วกระมัง?” ฮึๆ เพราะร่มหมื่นตะวันกับภาพอัญเชิญสินะ? พระเอกเสียอุปกรณ์อาคมที่เติบโตได้สองชิ้นไปเช่นนี้ คิดว่าคงบาดเจ็บไม่เบานัก?
“ใช่แล้ว ข้าก็รู้สึกว่าแปลก แต่พอถามศิษย์พี่ ศิษย์พี่หลันกลับปิดปากเงียบ ไม่อยากที่จะพูด” หลิ่วซานบอกพลางถอนหายใจแผ่วเบา
“อ้อ!” ปิดปากเงียบหรือ? บางทีอาจไม่ใช่ไม่อยากพูด แต่กระทั่งพระเอกเองก็ยังไม่แน่ใจว่าทำไมถึงได้กระอักเลือดออกมากระมัง?
“น้องเจ็ด วันหยุดครั้งหน้า เจ้าอย่าลืมไปหาเถ้าแก่ร้านของโบราณคนนั้นแล้วขอเงินคืนด้วยล่ะ!”
“วางใจเถอะพี่สาม ข้าไปคืนของแน่!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า รับประกันอย่างหนักแน่น
ไปคืนของสิประหลาด? ภาพอัญเชิญนั่นเป็นของเขาแล้วนะ
“อืม!” หลิ่วซานเห็นเขาลั่นวาจาเป็นมั่นเป็นเหมาะก็พยักหน้าน้อยๆ
หลังจากนั้น หลิ่วเทียนฉีหยิบพู่กันเขียนยันต์ออกมาแล้วก้มหน้าวาดเงียบๆ
หลิ่วซานก้มหน้าไปมอง เห็นยันต์ที่เขาวาดเป็นยันต์ที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อนแผ่นหนึ่งก็เลิกคิ้วสูง ในใจคิด‘นี่คือยันต์อะไร? หรือท่านอาสามสอนยันต์ใหม่ให้น้องเจ็ดวาดงั้นหรือ?’
หลิ่วเทียนฉีก้มหน้าวาดอย่างตั้งใจ ทุกขีดที่วาดล้วนจดจ่อยิ่งนัก จดจ่อถึงขั้นอู๋ฉิงยืนอยู่หลังร่างเขานานแล้วก็ยังไม่รู้สึก
ไม่นาน ยันต์แผ่นหนึ่งก็วาดเสร็จ หลิ่วเทียนฉียกมุมปากขึ้นน้อยๆ จ้องยันต์ที่ตนวาดพลางยิ้มอย่างอ่อนโยน
“น้องเจ็ด เจ้า...”
“นี่คือยันต์อะไรหรือ?” หลิ่วซานกับอู๋ฉิงเอ่ยถามพร้อมกัน
“อ๊ะ อาจารย์ใหญ่อู๋ฉิง!” ได้ยินเสียงของอู๋ฉิง หลิ่วซานกับหลิ่วเทียนฉีรีบลุกขึ้นคำนับ
“ที่เจ้าวาดคือยันต์อะไร?” อู๋ฉิงมองยันต์ในมือหลิ่วเทียนฉีก่อนเอ่ยถามอีกรอบ
“เอ๋?” หลิ่วซานได้ยินอู๋ฉิงถามก็อ้าปากกว้างอย่างประหลาดใจ
ก่อนหน้านี้ หลิ่วซานเห็นหลิ่วเทียนฉีกำลังวาดยันต์แปลกใหม่ ยังคิดว่าเป็นอักขระยันต์แบบใหม่ที่ท่านอาสามสอนเทียนฉีวาด แต่พอได้ยินอู๋ฉิงถาม หลิ่วซานกลับงงเล็กน้อย
อาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงเป็นผู้ใช้ยันต์ขั้นสี่ หากเป็นยันต์ที่กระทั่งเขายังไม่รู้จัก นั่นย่อมไม่ใช่สิ่งที่ท่านอาสามจะสอนออกมาได้ แต่จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า? ถ้าไม่ใช่ท่านอาสามสอน น้องเจ็ดจะเรียนกับใครได้อีก?
“อ่า นี่เป็นยันต์ชนิดหนึ่งที่ศิษย์สร้างขึ้นมาขอรับ อิงจากยันต์สัญญาณ ยันต์ระเบิดเพลิงและยันต์สายรุ้ง ชื่อว่ายันต์ดอกไม้ไฟขอรับ” ที่จริงยันต์นี้เขาไม่ได้สร้างขึ้นมาเองหรอก แต่เป็นยันต์แผ่นหนึ่งที่หลิ่วเทียนฉีเห็นอยู่ในหินสีขาวที่เฉียวรุ่ยมอบให้เขาเป็นของแทนใจก้อนนั้น แต่เรื่องหินนั่นเขาจะไม่พูดถึง จึงได้แต่บอกว่าตนสร้างขึ้น
“ยันต์ที่สร้างเอง” ได้ยินคำนี้ หลิ่วซานก็ตื่นตะลึง ถึงกับ ถึงกับเป็นยันต์ที่สร้างเองเชียวหรือ?
“ยันต์ดอกไม้ไฟ?” อู๋ฉิงรับยันต์มาจากมือหลิ่วเทียนฉี พินิจดูอย่างละเอียด
แม้เขาจะเห็นท่าทางจริงจังของอู๋ฉิง ก็ไม่กลัวว่าคำโกหกของตนจะถูกเปิดโปงสักนิด เพราะเมื่อวานเขาเอายันต์ที่วาดเสร็จไปให้บิดาดู ในตอนนั้น เขาคิดว่าบิดาคงรู้จักยันต์ดอกไม้ไฟ คิดไม่ถึงว่าจะถูกบิดาย้อนถามว่าคืออะไร ไม่เคยเห็นยันต์เช่นนี้มาก่อน เขาจึงต้องบอกว่าตนสร้างขึ้น
บิดาได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบชมตนว่าเป็นอัจฉริยะทางยันต์ในทันที!
และเพราะเรื่องนี้ หลิ่วเทียนฉีถึงได้รู้ว่า ยันต์ในก้อนหินสีขาวล้วนเป็นยันต์โบราณที่ขาดการสืบทอดมาเนิ่นนาน ฉะนั้น แม้บิดาเป็นผู้ใช้ยันต์ขั้นสี่ย่อมไม่รู้จัก ทำให้หลังจากนี้ เขาต้องใช้ยันต์ด้านในก้อนหินสีขาวนี่อย่างระมัดระวัง
“ยันต์นี่ มีประโยชน์อันใด?” อู๋ฉิงมองหลิ่วเทียนแล้วถามอีกรอบหนึ่ง
“อ่า ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกขอรับ เป็นแค่ของขวัญเล็กๆ ที่ศิษย์จะมอบให้คู่ชีวิตเท่านั้น!” หลิ่วเทียนฉีส่ายศีรษะบอก
ได้ยินอย่างนั้น อู๋ฉิงจึงเลิกคิ้ว “เอาไว้กับข้าก่อน อีกสองวันข้าจะคืนให้เจ้า!”
“ขอรับ!” หากอาจารย์ใหญ่ต้องการ หลิ่วเทียนฉีย่อมไม่ปฏิเสธ