่เวลาคาบว่างของวันศุกร์
สายนทียังคงใช้เวลาหลบความวุ่นวายของเพื่อนจอมกวนไปแอบอ่านการ์ตูนในห้องสมุดเหมือนอย่างเคยเพราะอากาศกลางวันร้อนอย่างนี้ไม่มีที่ไหนดีเท่าที่นี่แล้ว
ครั้นเดินไปถึงมุมในสุดของชั้นหนังสือกลับได้พบคนที่อยากเจอหน้าอยู่พอดี รอยยิ้มบางผุดขึ้นมาพร้อมคำพูดเอ่ยทักทาย “คาบว่างเหมือนกันเหรอ”
นรินทร์เงยหน้ามองมาทางต้นเสียง แววตาเลิ่กลั่กเพราะทำตัวไม่ถูก “เอ่อ อืม”
“อ่านอะไรอยู่น่ะ ครั้งที่แล้วเหมือนจะอ่านเล่มนี้อยู่นี่นา” สายนทียังคงถามไถ่ด้วยท่าทีสบายผิดกับอีกคน
“อืม” เขาพยักหน้ามีคำพูดมากมายในหัวแต่กลับพูดไม่ออกสักคำเพราะไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหน
การสนทนาระหว่างเขากับรุ่นพี่ช่างดูแตกต่างจากตอนที่พูดคุยกับเพื่อนใหม่ร่วมห้องจนสายนทีต้องเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย “ปกติเป็คนไม่ค่อยพูดเหรอ”
“เปล่าสักหน่อย” นรินทร์แย้งทันควัน “พี่จะนั่งตรงนี้ใช่ไหม เดี๋ยวผมไปนั่งตรงโน้นก็ได้” เขาเพิ่งนึกได้ว่าครั้งก่อนที่ตรงนี้เป็ที่นั่งของสายนที
“ไม่ต้องหรอก นายมาก่อนก็นั่งไปเถอะ” อีกฝ่ายรีบยกมือห้ามแล้วเดินไปหยิบการ์ตูนเล่มโปรดที่ซ่อนไว้ข้างในชั้นหนังสือมานั่งอ่านอยู่ฝั่งตรงข้ามกับนรินทร์
เขาเปิดหน้าการ์ตูนเล่มนั้นไปเรื่อย ๆ แต่ดวงตาสีน้ำเงินกลับจ้องมองคนตรงหน้าไม่วางตาพลางยิ้มมุมปากนึกถึงครั้งแรกที่ได้เจอเขา
นรินทร์วัยอนุบาลกำลังวิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นตอนเย็นอยู่คนเดียว สายตาที่เอาแต่จ้องมองไปข้าง ๆ ทำให้ไม่ทันได้เห็นว่าข้างหน้ามีหินก้อนใหญ่ขวางไว้อยู่จนเผลอวิ่งสะดุดล้มหัวเข่ากระแทกพื้นอย่างจัง
แรก ๆ นิ่งอึ้งไปเพราะกำลังงุนงงแต่พอเห็นว่าหัวเข่าของตัวเองมีเืสีแดงซึมออกมาก็อ้าปากร้องไห้เสียงดังทันที
เวลานั้นเป็่หลังเลิกเรียน เด็กน้อยหลายคนกลับบ้านไปเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่เพียงนรินทร์และเขาอยู่ตรงนั้น คนที่เป็พี่ใหญ่กว่าจึงรีบวิ่งไปดูเด็กซุ่มซ่ามด้วยความใ
“เจ็บมากไหม” เขาถามคนตรงหน้า สายตามองแผลตรงหัวเข่า ครั้นเห็นเด็กน้อยดวงตาสีส้มอ่อนมีน้ำตาคลอเบ้าก็เป่าแผลตรงนั้น “เดี๋ยวก็หายแล้ว”
“...” นรินทร์สะอึกสะอื้นรู้สึกแปลกใจที่เขาทำเหมือนที่พ่อกับแม่คอยทำให้ กระพริบตาปริบ ๆ จนน้ำใสกลมหยดลงติ๋ง ๆ
สายนทีเห็นดังนั้นก็รีบควานหาของบางอย่างในกระเป๋านักเรียนของตัวเองแล้วยื่นให้น้อง “เด็กน้อย อย่ากินเยอะไปล่ะ เดี๋ยวฟันผุ”
“...”
“ลูกอมบ๊วย อร่อยนะ” สายนทีอธิบายพลางฉีกซองลูกอมแล้วเอาเข้าปากตัวเอง รอยยิ้มตอนได้กินของอร่อยผุดขึ้นมาจนทำให้นรินทร์ถูก
เบนความสนใจจากความเจ็บไปอยากรู้ว่ารสชาติของหน้าตาที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอร่อยมากแค่ไหน คนตรงหน้าเขาถึงได้ยิ้มหน้าบานขนาดนั้น
ครั้นได้ลิ้มรสชาตินั้นบ้างก็ได้เข้าใจ ลูกอมรสหวานเค็มเข้ากันได้ดีจนน่าแปลกใจ รอยยิ้มของเขาจึงปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าเปื้อนน้ำตาบ้าง แล้วพวกเขาทั้งสองคนก็นั่งรอผู้ปกครองมารับอยู่ข้างกันอย่างมีความสุข
ก่อนกลับบ้าน สายนทียังเอาลูกอมที่เหลืออยู่ในกระเป๋ามาให้นรินทร์ทั้งหมดราวกับว่ายกให้เป็ของขวัญ
เด็กซุ่มซ่ามยิ้มแป้นโบกมือให้เขาด้วยความสดใสลืมว่าเมื่อครู่เพิ่งจะร้องไห้เพราะหกล้มไปเสียอย่างนั้น
ความทรงจำนั้นยังคงอยู่ในใจของสายนทีเรื่อยมา เขาจำเด็กน้อยดวงตาสีส้มอ่อน ผมสีน้ำตาลอ่อน มีกระตรงใบหน้าและรอยยิ้มน่ารักได้เสมอ
เพียงแต่ไม่นึกเลยว่าหลังจากเจอกันครั้งนั้น เขาก็ต้องย้ายโรงเรียนเพราะเป็วันสุดท้ายของการเรียนอนุบาลสามแล้ว
“พี่...” เสียงเรียกแ่เบาของคนตรงหน้าทำให้เขาตื่นจากการหวนคิดถึงความทรงจำในวันวาน จึงได้รู้ตัวว่าเอาแต่มองจนนรินทร์รู้สึกตัวพาลแก้เก้อด้วยการเหลือบมองนาฬิกา
“ใกล้ถึงคาบต่อไปแล้วนี่นา เดี๋ยวพี่ไปก่อนนะ” ท่าทางของเขาทำเหมือนคนยังไม่อยากไปสักนิด “นิยายเื่นี้อยากอ่านเล่มสองไหม” เขาถามอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
แน่นอนว่านรินทร์ต้องพยักหน้า เขาเลิกคิ้วมองไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ถามแบบนั้น พลางคิดในใจว่า นิยายสนุกขนาดนี้จะมีใครไม่อยากอ่านต่อบ้าง
เมื่อเห็นสายตาของรุ่นน้อง เขาจึงเพิ่งรู้ตัวอีกครั้งว่าถามอะไรแปลก ๆ “เอ่อคือว่า เื่นี้มีเจ็ดเล่มแต่ว่าห้องสมุดยังไม่ได้ซื้อเล่มใหม่มา แล้วพี่มีครบชุดพอดี จะให้ยืมไปอ่านเอาไหม”
“...”
“เอ่อ ไปก่อนดีกว่า” สายนทีเลิ่กลั่กทำท่าจะเดินออกนอกห้องสมุด
ทว่านรินทร์ที่เพิ่งจับใจความได้จึงรีบเอ่ยเรียก “พี่”
“อื้อ” คนถูกเรียกหูผึ่งรอฟังประโยคถัดไป
“ถ้าพี่ไม่ว่าอะไร ผมยืมเล่มที่เหลือมาอ่านได้ไหม” นรินทร์รู้สึกอยากจะหัวเราะตัวเองเสียั้แ่ตอนนั้น คิดในใจว่า บ้าไปแล้ว
อันที่จริงแล้วเขาไม่จำเป็ต้องยืมสายนทีด้วยซ้ำ เพราะที่บ้านของเขามีนิยายเื่นี้ครบชุดเหมือนกัน และที่เลือกอ่านเล่มหนึ่งที่อยู่ในห้องสมุดก็เป็แค่ข้ออ้างอยากจะเจอรุ่นพี่คนนี้เท่านั้นเอง นึกไม่ถึงว่าเขาจะอุตส่าห์ใจดีให้ยืมหนังสือนิยายของตัวเองด้วย
ครั้นหนึ่งอาทิตย์ต่อมา นรินทร์จึงได้รับหนังสือเล่มสองจากสายนทีไปอ่านที่บ้านตามที่อีกฝ่ายบอกไว้
แม้หนังสือเล่มนั้นจะถูกเปิดอ่านหลายครั้งแต่ยังคงอยู่ในสภาพดีบ่งบอกว่าเ้าของรักษาของตนเองเป็อย่างดี ด้านในไม่มีปากกาขีด ไม่มีรอยพับมุมกระดาษ แต่กลับมีกระดาษโน้ตเล็ก ๆ สองสามใบเสียบไว้ที่หน้าท้ายสุดเป็ประโยคที่สายนทีประทับใจเป็พิเศษและเขียนเอาไว้ว่าหน้าไหนควรกลับไปอ่านซ้ำ
นรินทร์เริ่มเปิดตามลายแทงที่เ้าของหนังสือเขียนเอาไว้แล้วนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว
นับั้แ่ตอนนั้น ทั้งคู่มักจะได้พบเจอกันเพียงลำพังในห้องสมุด่คาบว่าง ความสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้องดูจะเป็ไปในทิศทางดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนใครบางคนเห็นว่าตัวเขาดูแปลกไปจากเดิม
“่นี้สนิทกับเพื่อนในห้องแล้วเหรอ” คณินเอ่ยปากถาม
“อื้อ” เขาพยักหน้าตอบสั้น ๆ เพราะคิดว่าเพื่อน ๆ ร่วมชั้นเรียนก็น่ารักดีรวมถึงรุ่นพี่คนนั้นด้วย จนเขาคิดว่าคณินไม่จำเป็ต้องห่วงเขามากขนาดนั้นแล้ว
“แต่นายก็ควรระวังตัวเอาไว้ไม่ใช่หรือไง นายอย่าลืมว่าตัวเองเป็โอเมก้าสิ” คณินย้ำเตือนอีกฝ่ายพลางยื่นยาแผงหนึ่งให้
เขามักจะคอยเป็ห่วงนรินทร์อยู่เสมอ ยิ่งผลตรวจเพศรองเป็โอเมก้ายิ่งกังวล คอยนับวันนับรอบ จัดการหายาระงับมาให้และเฝ้าดูเขาทุกครั้งจนกว่าจะผ่าน่ฮีตไปได้ถึงจะโล่งใจขึ้นมาบ้าง แต่เวลานี้เรียนอยู่คนละห้องแถมไม่สนิทกับกลุ่มเพื่อนใหม่ของนรินทร์จึงคิดหนักเป็ธรรมดา
“ขอบใจนะ” นรินทร์รับยาแผงนั้นมา “ฉันโตแล้วน่า จะทำตัวให้นายต้องเป็ห่วงไปตลอดชีวิตได้ยังไง”
นรินทร์รู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่เขาต้องเติบโตเพราะไม่อยากยึดติดกับคณินมากเกินไป หากในอนาคตเพื่อนสนิทคนนี้จะมีแฟนหรือครอบครัว เขาจะเอาแต่พึ่งพิงคณินไปตลอดไม่ได้
“ถ้าฉันไม่ห่วงนายแล้วจะให้ฉันไปห่วงใคร” คณินไม่ปิดบังความรู้สึกของตนเอง “แต่ถ้านายอยากให้ฉันถอยห่างออกมาบ้าง ฉันจะตามใจนาย”
“งอนแล้วเหรอ” เขาย่นคิ้วด้วยความสงสัย
“เปล่า” เ้าตัวรีบปฏิเสธ “ฉากหน้าของคนพวกนั้นคงเป็อย่างที่นายเห็นนั่นแหละ แต่ถ้าสัญชาตญาณออกมาเมื่อไหร่ก็เหมือนกันหมด ระวังตัวไว้ด้วยก็แล้วกัน”
“...”
“เริ่มจากแยกกันไปโรงเรียนั้แ่วันนี้เลยก็ได้ แล้วฉันก็จะไม่ทิ้งกลิ่นฟีโรโมนโอบรอบตัวนายจนกว่านายจะ้า” เขาพูดจบแล้วรีบออกจากบ้านไปโรงเรียนโดยไม่รอนรินทร์เหมือนอย่างเคย ปล่อยให้เพื่อนสนิทที่สุดนั่งอึ้งพูดไม่ออก ไหนบอกไม่ได้งอนไง