ตอนที่ 11
เข้าเมือง
“ก่อนอื่นรวบรวมพลังไปที่ปลายนิ้วแล้วค่อยเดินพลังิญญาผ่านเส้นชีพจรที่ข้อมือแบบนี้”หลังจากผ่านคืนอันแสนทรมานมาได้ด้วยการช่วยเหลือจากไป๋ซิงซินในตอนเช้าตอนที่ชุนหยางคิดว่าช่องว่างระหว่างตนกับพี่ซิงซินคงจะอึดอัดไม่น้อยกลับกลายเป็เหมือนเดิมอย่างน่าประหลาดนางยังคงทำท่าทีเหมือนเดิมแถมยังเข้ามาสอนชุนหยางซัดก้อนหินตามที่รับปากกับชุนหยางเอาไว้วันก่อนอีกต่างหาก
ฟุบ!!
ถึงชุนหยางจะฝึกวิชาต่อสู้ตามที่ซูเยว่เซียงเคยสั่งให้ฝึกก็จริงแต่ชุนหยางไม่เคยฝึกฝนวิชาต่อสู้ของผู้ฝึกฝนพลังิญญาเลยครั้งนี้จึงเป็ครั้งแรกที่ชุนหยางได้เรียนรู้วิธีเคลื่อนพลังิญญาภายในร่างผ่านการสอนซัดก้อนหินธรรมดาเท่านั้นยามใช้งานพลังิญญาผ่านส่วนต่างๆของร่างกายนั้นส่งผลให้ประสิทธิภาพของร่างกายส่วนนั้นๆทำงานได้ดีขึ้น
“ที่แท้วิชาของผู้ฝึกฝนพลังิญญาก็คือการใช้พลังิญญาควบคู่กับร่างกายนี่เองแบบนี้หากข้ารวบรวมพลังิญญาไปที่เท้าก็ทำให้ข้าเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขึ้นหรือขอรับ”ชุนหยางฟังคำอธิบายของไป๋ซิงซินกลับเข้าใจเื่ราวต่างๆได้อย่างรวดเร็วจนแม้แต่ไป๋ซิงซินก็ยังประหลาดใจเพียงแค่สอนเื่การเดินพลังิญญาเพื่อซัดก้อนหินเท่านั้นเขากลับเชื่อมโยงได้ถึงขนาดนี้
“ถูกต้อง นั่นคือพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่าวิชาตัวเบาในแต่ละแขนงของวิชาตัวเบาล้วนแล้วถ่ายเทพลังิญญาไปที่ขาทั้งสิ้นส่วนที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับทักษะและเคล็ดลับของแต่ละสำนักว่าจะสามารถสร้างวิชาตัวเบารูปแบบใดออกมาได้บ้าง”ไป๋ซิงซินพยักหน้าช้าๆอย่างพึงพอใจ ท่าทางนักเรียนคนนี้ของนางจะหัวดีมากทีเดียว
พรึบ...
ระหว่างที่ไป๋ซิงซินกำลังอธิบายเื่การใช้พลังิญญาให้ชุนหยางฟังอยู่นั้นอยู่ๆนกพิราบสีขาวตัวหนึ่งก็โผบินเข้ามาหาไป๋ซิงซินอย่างรวดเร็วพร้อมเกาะอยู่บนไหล่ของนางทั้งๆแบบนั้นอีกต่างหาก
“...”ไป๋ซิงซินเห็นนกพิราบกลับไม่มีท่าทีใแต่กลับเปลี่ยนท่าทีเป็กังวลแทนเสียอย่างนั้นนางนำจดหมายที่ติดมากับขาของนกพิราบขึ้นมาอ่านก่อนจะปล่อยให้นกพิราบบินกลับไปตามทางของมันแต่ยิ่งอ่านเนื้อหาในจดหมายไป๋ซิงซินก็ยิ่งแสดงท่าทีกังวลออกมา
“พี่ซิงซินเกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ”ยามเห็นใบหน้ากังวลนางชุนหยางก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไปด้วยท่าทีกังวลหรือว่าจดหมายที่ถูกส่งมานั้นจะเป็ข่าวร้ายอะไรบางอย่างงั้นหรือ
“นี่เป็จดหมายแจ้งเบาะแสของผู้ฝึกฝนวิชามารดูเหมือนเมืองที่อยู่ทางใต้จะมีผู้ฝึกฝนวิชามารกำลังก่อปัญหาให้ชาวเมืองอยู่”ไป๋ซิงซินตอบด้วยท่าทางลังเลอย่างเห็นได้ชัด หากเป็ปกติหากได้รับเบาะแสจากจดหมายนางคงเดินทางไปปราบผู้ฝึกฝนวิชามารทันทีโดยไม่คิดอะไรแต่ตอนนี้นางมีชุนหยางอยู่ด้วยนี่สิ
“แต่ข้าไม่ควรเข้าเมืองสินะขอรับ”ชุนหยางพอจะเข้าใจความลำบากใจของไป๋ซิงซินอยู่บ้าง หากเข้าเมืองไปปราบผู้ฝึกฝนวิชามารก็อาจจะทำให้ชุนหยางไปดึงดูดสายตาของเหล่าสตรีภายในเมืองได้แต่หากให้ชุนหยางอยู่ที่นี่แล้วชุนหยางเกิดอาการธาตุไฟเข้าแทรกระหว่างนางกำลังสืบเื่ของผู้ฝึกฝนวิชามารเข้าละก็ชุนหยางคงกลายเป็บ้าหรือไม่ก็ตายไปเลยก็ได้ความจริงจดหมายจะถูกส่งไปให้กับเหล่าศิษย์สำนักปราบมารที่อยู่ใกล้ๆกับเมืองทั้งหมดหากไป๋ซิงซินไม่ไปก็อาจจะมีศิษย์คนอื่นไปจัดการทีหลัง แต่สำหรับไป๋ซิงซินการทำเช่นนั้นขัดต่อความหลักการของนางเป็อย่างมากเพราะนางมักจะแอบคิดเสมอว่าถ้าคนของสำนักปราบมารมาเร็วกว่านี้ครอบครัวของนางก็อาจจะไม่ตายกันหมดก็เป็ได้เพราะเหตุนั้นนางจึงไม่อาจนิ่งดูดายปล่อยให้ผู้ฝึกวิชามารอาละวาดในเมืองได้อย่างสบายใจ
“เช่นนั้นให้ข้าลองสวมหน้ากากเหมือนกับพี่ซิงซินดูดีหรือไม่ขอรับหากข้าจำไม่ผิดมนตร์เสน่ห์ของมารราคะจะมีผลมากที่สุดตอนสบตากันหากปิดบังทั้งใบหน้าเอาไว้ก็อาจจะลดผลของมนตร์เสน่ห์ได้นะขอรับ” ชุนหยางเสนอทางเลือกให้ไป๋ซิงซินลองพิจารณาดูเพียงแต่สิ่งที่ชุนหยางพูดนั้นกลับไม่มีสิ่งยืนยันใดๆนอกจากการคาดเดาของชุนหยางเท่านั้น...
กึก...
ระหว่างกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นอยู่ๆไป๋ซิงซินก็เลื่อนมือขึ้นมาปลดหน้ากากกระต่ายขาวของตัวเองออกก่อนจะสวมมันลงไปที่ศีรษะของชุนหยางเพื่อทำการทดสอบหน้ากากของไป๋ซิงซินนั้นปิดบังทุกส่วนของศีรษะยกเว้นตรงส่วนปากทำให้มันปิดบังใบหน้าของชุนหยางได้เป็ส่วนใหญ่เลยทีเดียว
“จริงด้วย...มนตร์เสน่ห์เบาบางลงจริงๆ”ยามนี้ไป๋ซิงซินจ้องมองดวงตาภายใต้หน้ากากกระต่ายขาวอย่างจริงจังเพื่อััว่ามนตร์เสน่ห์ของมารราคะจะส่งผลเช่นไรแต่ฝ่ายชุนหยางนั้นกลับกำลังหัวใจเต้นรัวเพราะไม่คิดว่าไป๋ซิงซินจะถอดหน้ากากออกมาในเวลานี้ยามได้เห็นใบหน้าที่งดงามและเส้นผมสีขาวโพลนราวกับหิมะของไป๋ซิงซินทำเอาชุนหยางแทบพูดไม่ออกถึงจะไม่ทราบว่าทำไมเส้นผมของนางถึงเป็สีขาวเช่นนี้แต่เพราะมันก็เลยทำให้ไป๋ซิงซินดูโดดเด่นกว่าหญิงอื่นที่ชุนหยางเคยพบมาและชุนหยางก็มั่นใจด้วยว่านางงดงามกว่าซูเยว่เซียงเสียอีก
“ถ้าเป็ระดับนี้คงพอจะเดินในเมืองได้แต่เ้าห้ามเปิดเผยหน้าตาเวลาอยู่ในเมืองเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่” ไป๋ซิงซินไม่ได้สังเกตว่าชุนหยางกำลังอึ้งจนไม่ได้ฟังสิ่งที่นางพูดเลยตัวชุนหยางยามนี้ได้แต่พยักหน้าให้ไป๋ซิงซินอย่างเดียวเท่านั้น
.
.
.
หลังจากสร้างหน้ากากหยาบๆให้ชุนหยางสวมใส่ไป๋ซิงซินก็ขอให้ชุนหยางนำทางลงมาทางใต้เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองฉางเจาที่มีขนาดใหญ่กว่าเมืองจินซุยที่ชุนหยางเคยอยู่หลายเท่าตัวแม้แต่ประตูเมืองก็ยังดูยิ่งใหญ่กว่าแถมยังมีทหารเฝ้าระวังอยู่ที่หน้าประตูเมืองด้วย
“พวกเ้าเป็ใคร เหตุใดถึงสวมใส่หน้ากากไม่เปิดเผยหน้าตา”ยามชุนหยางและไป๋ซิงซินเข้าไปในเมือง ทหารยามผู้ทำตามหน้าที่ก็เข้ามาขวางทั้งสองเอาไว้เพราะนอกจากจะสวมใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าแล้วไป๋ซิงซินยังพกกระบี่ติดตัวมาเล่มหนึ่งด้วย
“เอ่อ..” ชุนหยางโดนทหารเข้ามาถามเพราะเข้าใจว่าเป็ผู้นำทางเกิดอาการเลิกลักขึ้นมาทันทีในเมืองจินซุยไม่เข้มงวดเช่นนี้นี่ทาตอนเขาเดินทางเข้าเมืองไปกับพ่อไม่เห็นมีทหารมาถามเช่นนี้เลยแต่ก่อนที่นายทหารจะเริ่มสงสัยไป๋ซิงซินก็ยื่นตราประทับที่สลักคำว่าปราบมารเอาไว้บนนั้นให้เหล่าทหารดู
“เอ๊ะ...เป็ท่านผู้ฝึกฝนพลังิญญาจากสำนักปราบมารนี่เองขออภัยขอรับ” ทันทีที่เห็นตราประทับเหล่าทหารก็รีบถอยออกห่างพร้อมผายมือเชิญทั้งสองเข้าไปในเมืองด้วยท่าทีนอบน้อมทันทีที่แท้สำนักปราบมารก็มีชื่อเสียงไม่น้อยเลยนี่เอง
“ดูเหมือนหน้ากากจะช่วยได้จริงๆ”ไป๋ซิงซินเดินนำชุนหยางเข้าไปในเมืองโดยสังเกตเหล่าสตรีที่เดินผ่านไปผ่านมาอย่างระมัดระวังปกติมารราคะยามอยู่ท่ามกลางผู้คนจะดึงดูดสายตาของเพศตรงข้ามในทันทีหากหน้ากากที่ทำให้ชุนหยางใช้ไม่ได้ผลเหล่าสตรีที่ผ่านไปผ่านมาคงพากันมองตามชุนหยางหรือไม่ก็วิ่งเข้ามาหาไปแล้วแต่ตอนนี้พวกนางแทบไม่ได้มองมาทางชุนหยางเลย หรือมองก็พากันหลบสายตาเพราะหน้ากากฝีมือไป๋ซิงซินนั้นออกจะมีเอกลักษณ์เกินไปหน่อย...
“เมืองนี้ใหญ่มากเลยนะขอรับ หรือว่าเมืองนี้จะเป็เมืองสำคัญ”ชุนหยางยามเดินเข้ามาในเมืองกลับรู้สึกแทบไม่ต่างจากวันที่เพิ่งเข้าไปในเมืองจินซุยเป็ครั้งแรกเลยทั้งๆที่ชินกับเมืองจินซุยแล้วแต่เมืองฉางเจานั้นกลับใหญ่เสียยิ่งกว่าจำนวนผู้คนและร้านรวงเองก็มากกว่าเมืองจินซุยหลายเท่า แม้แต่บ้านเรือนขนาดใหญ่พอๆกับเรือนสกุลซูเองก็ยังมีให้เห็นได้ไม่ยากเมื่อเทียบกับเมืองจินซุยที่มีบ้านหลังใหญ่เช่นนี้ไม่กี่แห่งแล้วก็เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าเมืองไหนใหญ่โตกว่ากัน
“ไม่ใช่หรอก ที่นี่ไม่ได้เป็เมืองสำคัญขนาดนั้นต้องบอกว่าเมืองจินซุยเล็กเกินไปต่างหาก”ไป๋ซิงซินตอบพลางพาชุนหยางเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากประตูเมืองนัก
“ที่แท้เมืองของข้าก็เป็บ้านนอกนี่เองข้านี่มันกบในบ่อน้ำจริงๆ” ชุนหยางยิ้มเจื่อนๆออกมาด้วยท่าทีเขินอาย สมัยก่อนเขาคิดว่าเมืองจินซุยเป็เมืองใหญ่แท้ๆแต่ไม่คิดว่าเมืองจินซุยจะเป็เพียงเมืองเล็กๆเท่านั้น แม้แต่เมืองฉางเจาแห่งนี้ก็ยังไม่ใช่เมืองใหญ่แล้วเมืองใหญ่จริงๆนั้นจะเป็เช่นไรกัน...
กึก...
ระหว่างจะเข้าไปหาที่พักภายในโรงเตี๊ยมนั้นอยู่ๆกลุ่มชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่กำลังถามเื่ที่พักจากเถ้าแก่ก็บังเอิญหันกลับมาเห็นพวกชุนหยางเข้าพอดีไม่สิ...จะบอกว่าบังเอิญก็ไม่ได้เพราะทันทีที่ชุนหยางเข้ามาในร้านชุนหยางก็ััได้ถึงพลังิญญาของคนพวกนั้นเช่นกันหากแม้แต่ชุนหยางยังััได้คนกลุ่มนั้นก็คงััพลังของชุนหยางและไป๋ซิงซินได้เช่นกัน
“พวกท่านเชิญก่อนเลยขอรับ” อยู่ๆชายหนุ่มกลุ่มนั้นก็มีท่าทีสุภาพเป็อย่างมากแถมยังเชิญให้ไป๋ซิงซินเข้าไปหาที่พักก่อนพวกตนเสียอีกเล่นเอาชุนหยางถึงกับประหลาดใจขึ้นมาทันทีว่าเหตุใดพวกเขาถึงทำตัวมีมารยาทเช่นนี้
“ขอบใจ” ฝ่ายไป๋ซิงซินนั้นไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจนักเพราะแต่เดิมสำนักปราบมารก็เป็สำนักใหญ่สำนักหนึ่งอยู่แล้วแถมการแต่งตัวของศิษย์ในสำนักก็สะดุดตาเลยแยกแยะได้ง่าย แม้จะเป็เพียงศิษย์ระดับล่างอย่างไป๋ซิงซินยามเดินทางไปยังเมืองต่างๆก็ยังได้รับความเคารพจากศิษย์สำนักอื่นๆตลอดเวลาอยู่แล้ว
“เชิญเ้าค่ะ ที่นี่เป็ห้องที่ใหญ่ที่สุดของเราเลยหากมีสิ่งใดที่พวกท่าน้าสามารถเรียกได้เสมอเลยนะเ้าคะ” ไม่ใช่แค่พวกผู้ฝึกฝนพลังิญญาด้านหน้าเท่านั้นที่มีท่าทีเช่นนี้แม้แต่สาวรับใช้ที่ทำหน้าที่นำทางไป๋ซิงซินและชุนหยางมายังห้องพักเองก็มีท่าทีสุภาพเป็อย่างมากจนชุนหยางรู้สึกไม่ชินเอาเสียเลยแต่หากลองคิดดูแล้วท่าทีเช่นนี้ก็เป็ท่าทีปกติที่คนธรรมดาปฏิบัติกับผู้ฝึกฝนพลังิญญามิใช่หรือ
“พวกเ้าออกไปได้” ไป๋ซิงซินเข้ามาในห้องพักก็ไล่พวกสาวรับใช้ออกไปก่อนจะเดินไปเปิดหน้าต่างห้องพักออกเพื่อจะได้เห็นทิวทัศน์รอบนอกความจริงที่ไป๋ซิงซินเลือกเข้ามาพักที่นี่ก็เป็เพราะที่นี่อยู่ไม่ห่างจากสถานที่ที่แจ้งมาในจดหมายนักดูเหมือนผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็ผู้ฝึกฝนวิชามารจะเป็หนึ่งในศิษย์ของสำนักขนาดเล็กที่อยู่ตรงกันข้ามกับโรงเตี๊ยมแห่งนี้หากเข้ามาพักในชั้นบนของโรงเตี๊ยมก็จะสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของคนในสำนักได้ระดับหนึ่งบางทีหากโชคของนางดีละก็...
ผลัก!!
ระหว่างไป๋ซิงซินกำลังตรวจสอบภายในสำนักที่ชื่อว่าสำนักราชสีห์คู่อยู่พอดียามนั้นไป๋ซิงซินกลับบังเอิญเห็นกลุ่มศิษย์กลุ่มหนึ่งกำลังประลองฝีมือกันอยู่ภายในสำนักเข้าพอดีแน่นอนว่าการประลองภายในสำนักเพื่อฝึกฝนฝีมือเป็เื่ปกติที่พบเห็นได้ทั่วไปเพียงแต่สภาพการประลองแบบ 8 ต่อ 1 นั้นช่างดูไม่เหมือนการฝึกปกติเอาเสียเลย