บทที่ 5 คุณหนูลูกพี่
ชีวิตนักเลงหัวไม้สามพี่น้องต้องเฝ้าตรอกนั่งกวาดยืนกวาดขี้นกบนถนนกันขยันขันแข็ง...
พวกเขาช่างมีจิตใจที่รักสะอาด
แต่หากผู้ใดผ่านตรอกมาก็ตีหัวมันซะ! จากนั้นส่งเงินทองมาให้หมดไม่เว้นแม้กระทั่งอาภรณ์ใหม่เอี่ยมที่สวมติดตัว
อืมนั่นคงเป็ได้แค่ความคิดในอุดมคติของพวกเขากระมังหากทำเช่นนั้นจริงคงได้ไปนั่งตบยุ่งในห้องคุมขังของทางการ...
"ขะ...ข้าและภรรยาแค่ผ่านตรอกมาเท่านั้นทั้งตัวมีอยู่อีแปะเดียว พะๆ พวกเ้าเอาเสื้อผ้าของข้าไปเถิด ขอร้องละมือข้าสั่นไม่หยุดแล้ว" ตาแก่ร่างผอมกะหร่องนั่งคุกเข่าพูดตะกุกตะกักเสียงก็สั่นตามจังหวะมือ ขอบตาทั้งสองก็เริ่มมีหยาดน้ำใสๆ ประดับอยู่แล้วเช่นกัน
"เพ้ย! เสื้อเ้ามีแต่รูขาดปะชุนจนมองไม่เห็นเนื้อผ้าเดิม ให้ข้าใส่ให้พวกขอทานหัวเราะเยาะรึ"นักเลงหัวไม้คนรองชะงักเล็กน้อยก็เอ่ย "นั่นๆ ที่ข้าอยากได้ เสื้อสตรีข้างๆเ้านั่นต่างหาก ถอดมา!"
สตรีหนึ่งเดียวที่ถูกกล่าวถึงมีสีหน้าตกตะลึงนางอายุจะสี่สิบแล้ว แม้ไม่ใช่สาวน้อยแต่ก็มียางอาย "ชั่วช้า!! ผู้ใดจะถอดให้เ้าท่านพี่ ท่านอย่าให้ข้าถอดนะ" ท้ายประโยคนางหันมาพูดกับสามี "เอ๊ะ? ไม่ใช่ในรองเท้าท่านยังมีเงินอยู่อีกสองอีแปะรึเมื่อเช้าข้าเห็นท่านยัดมันซ่อนดิบดี ให้พวกเข้าไปๆ จะได้จบเื่"
ตาแก่พลันพูดไม่ออกสีหน้าคร่ำเคร่งขึ้นมามากกว่าเดิม... ข้าซ่อนดิบดีแล้วยังอุตส่าห์เห็นอีก ตาแก่มองหน้าภรรยาก่อนกล่าวเสียงอ่อนว่า"ที่รัก เ้าถอดเถอะ เงินสองอีแปะที่ใดกัน มีอีแปะเดียวก็อยู่ในมือพวกเขาแล้วในรองเท้าข้ามีแต่ถุงเท้าไม่ได้ซักเท่านั้นละ"
"หึๆ พวกเ้าช่างรักใคร่กันเสียจริงพี่ใหญ่ ให้ข้าเชือดคอพวกมันเลยดีหรือไม่" นักเลงคนรองเอ่ย
ฟังเช่นนี้สองสามีภรรยาก็มีสีหน้าตื่นตระหนกนี่พวกเขาจะตายกันวันนี้จริงๆ หรือเพิ่งเข้าเมืองมาขายผักสดครั้งแรกก็ไม่รอดเสียแล้วมองไปด้านหลังในตะกร้ายังมีผักที่ไม่ทันได้ขายออกไป ไฉนชีวิตถึงอับโชคเช่นนี้
"ดี! อะ...โอ๊ย!"ยังมิทันเห็นดีเห็นงามตามท้าย บนลังไม้เก่ามีนักเลงที่ถูกเรียกว่า 'พี่ใหญ่' นั่งไขว่ห้างอยู่เขากำลังหน้าหงิกลูบศีรษะปูดๆ หันหน้าหันหลังหลุกหลิกเห็นหินก้อนเท่ากำปั้นเด็กกลิ้งขลุกๆ บนพื้น ลุกพรวดได้ก็แหกปากลั่นตรอก"ผู้ใดปาหินใส่หัวข้า!"
น้องรองกับน้องสามมองหาที่มาของหินเห็นในตรอกมีคุณหนูน้อยผู้หนึ่งชุดชมพูค่อยๆ เดินยกเท้าใกล้เข้ามาสองสามีภรรยาเอี้ยวคอมองไปด้านหลัง ทั้งคู่ยังคุกเข่าบนพื้นเฉอะแฉะเช่นเดิมทั้งฟางทั้งมูลสัตว์ ที่เห็นเข่าตาแก่ทับอยู่คือขี้นก
ไอ๊หยา สกปรกยิ่ง!ให้เฝ้าตรอกก็เฝ้าเฉยๆ หรือ
สามพี่น้องนักเลงหัวไม้ผู้เฝ้าตรอกเฉยๆมองคุณหนูชุดชมพูที่มือข้างหนึ่งหอบชายกระโปรงผ้าไหมจีบเล็ก อีกมือบีบจมูก ค่อยๆก้มหน้ายกเท้าย่างเดินทีละก้าวข้ามพื้นสกปรก
นางระวังไม่ให้รองเท้าผ้าไหมปักลายผีเสื้อล้อมบุปผาที่ท่านแม่เย็บให้อย่างดีเลอะสิ่งปฏิกูลเด็ดขาดสามพี่น้องเองก็ลุ้นตามว่านางจะลงเท้ายังบริเวณใดพอเห็นว่านางกำลังจะเหยียบน้ำแฉะๆ ปากก็ร้องอะๆ ยกไม้ยกมือเปล่งเสียงเตือนไม่เว้นแม้แต่สองสามีภรรยา มองลุ้นช่วยนางให้เดินมาถึงอีกแรง เฮอ...
พริบตานั้น เปะ! ...บนพื้น
พึบ พึ่บๆๆๆ
นกน้อยสามสี่ตัวบินข้ามศีรษะทิ้งขนขาวปุกปุยลอยละล่องตกลงมา ขนขาวตัดกับท้องฟ้าสีครามสดใสและเคลือบทับด้วยเงามืดของอาคารไม้สูงหลายชั้นรอบตรอก...
"อ๊า!"หลินหลานหรูแหกปากร้องลั่น ะโเหยงถอยหลังห่างขี้นกไปหลายก้าวพอหลบพ้นและมั่นใจแล้วว่าปลอดภัย จึงลูบหน้าอกผ่อนลมหายใจปลอบขวัญตัวเอง
ครั้นเงยหน้าขึ้นมาก็สบเข้ากับสายตาของคนห้าคนจับจ้องมองมาที่นาง
คิ้วเล็กขมวดมุ่นพลางสงสัยว่าพวกเขากำลังมองอะไรหลินหลานหรูหันกลับไปมองด้านหลังก็ไร้สิ่งที่เรียกว่ามนุษย์แผ่นไม้ข้างกำแพงถูกลมพัดจนล้มโครมเล็กๆ แล้วก็เงียบฉี่ "พวกเ้ามองอันใดกันหน้าตาถึงได้อัปลักษณ์เยี่ยงนั้น"
เฮอะ! แทบอยากจะถอนสายตากลับว่าแล้วคนทั้งห้าก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน
หลินหลานหรูทิ้งชายกระโปรงให้เหยียดตรงตามเดิมก่อนเชิดหน้าเดินชูคอมายังคนทั้งหมดอากัปกิริยาดูเย่อหยิ่งแต่ชวนให้คนมองรู้สึกเอ็นดู
จากนั้นก็หยุดยืนมองจ้องคนเหล่านี้สลับกันไปมา เด็กหญิงเลิกคิ้วสูงอย่างไม่สบอารมณ์"ยืนบื้ออยู่ทำไม ยังไม่หลีกทางให้ข้าอีก"
สามพี่น้องถูกรังสีฆาตกรของคุณหนูชุดชมพูบดบังดวงตาจนลืมสติพอรู้สึกตัวก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนเปิดทางให้หลินหลานหรู
เอ๊ะ? นักเลงพี่ใหญ่พลันชะงัก"เดี๋ยวก่อน! เหตุใดพวกข้าต้องปล่อยคุณหนูน้อยน่ารักเช่นเ้าไปด้วย"นักเลงพี่ใหญ่ยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยเต็มใบหน้า สุ้มเสียงแหบพร่าน่ารังเกียจ"เอาอย่างนี้ นั่งเฝ้าตรอกด้วยกันรอจนคนที่บ้านเ้ามารับแล้วจ่ายเงินค่าดูแลก่อนจากไป...ไม่ดีกว่าหรือเด็กน้อย"
หลินหลานหรูหยุดเดินยกยิ้มมุมปากน้อยๆ ...ไยพวกเขาไม่ปล่อยให้นางเดินจากไปดีๆ
สองสามีภรรยาด้านข้างกลับใจกระตุกเป็ห่วงกังวลแทนเด็กน้อยอย่างยิ่งยวด กระนั้นก็ไม่ยอมปริปากเอ่ยสิ่งใด
หลินหลานหรูถอนหายใจไปหนึ่งคำรบก่อนตวัดสายตาดุดันมองคนที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่อย่างไม่พอใจจากนั้นเงื้อมือขวาขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว
"เฮ่ยๆ" จะปาหินใส่อีกรอบ? ถึงไม่เห็นก้อนหินในมือนางแต่คนเคยโดนมักหวาดระแวงจะมีครั้งที่สอง จึงหลับตาหดลำคอ ยกมือขึ้นป้องกัน ส้นเท้าชนโครมเข้ากับลังไม้เก่าด้านหลังเพียงแต่เงียบอยู่นานก็ไม่รู้สึกเจ็บ
มือหลินหลานหรูยกค้างเหนือศีรษะสีหน้าเรียบเฉยไปทางเคร่งขรึมเ็าชะงักชั่วครู่ก็ขยับมือถอดปิ่นปักผมสีเงินลายผีเสื้อล้อมดอกอวี้หลัน
จากนั้นก็ยื่นออกไปตรงหน้าส่งให้พี่ใหญ่นักเลงเฝ้าตรอกเสียอย่างนั้น นี่คือการแก้ปัญหาที่เบาสมองที่สุด
ปิ่นนั่นเงินแท้อย่างดีเชียวนะหากขายคงได้ราคางามหลายสิบตำลึง
พอพูดถึงเื่เงินรอยยิ้มบนใบหน้านักเลงหัวไม้ที่เฝ้าฝันอยากจะเป็เศรษฐีเงินตำลึงก็พลันขยายกว้างดวงตาสาดประกายลิงโลดระยิบระยับ พยายามหุบยิ้มแล้วแต่มันไม่เชื่อฟัง
"เดี๋ยว..."หลินหลานหรูชักมือกลับก่อนคนตรงหน้าจะเอื้อมถึงปิ่นมือขวานักเลงพี่ใหญ่จึงค้างอยู่ตรงนั้น เห็นนางวางท่ากล่าวถามอย่างนักเลง"ควรเรียกข้าว่าอย่างไร"
พี่ใหญ่มึนงง...ข้ารีดไถเด็กแล้วควรเรียกว่าอะไรกันล่ะ
"จะเรียกว่าอะไร! รีบๆ ส่งปิ่นมา อย่าให้พี่ใหญ่ข้ารอนาน"น้องรองผู้นี้ร้อนใจแทนพี่ใหญ่ เขาอยากจะได้เงินตำลึงมาเก็บไว้กับตัวเร็วๆ
หลินหลานหรูถอดปิ่นอีกชิ้นสองสามีภรรยาด้านข้างรวมกันสี่ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
ทว่ายังไม่พอ? สองชิ้นยังน้อยไป ...เช่นนั้น"ที่บ้านข้ายังมีอีกเป็หีบ ชีวิตนี้พวกเ้าคงไม่ขาดแคลนสิ่งใดอีกต่อไปกระมังห้ะ!? ว่าอย่างไร เรียกข้าว่าอะไร"
สามพี่น้องยิ้มแฉ่งพลันเข้าใจความหมายในทันทีขณะเดียวกันก็สุดรู้ว่าเหตุใดถึงได้รู้สึกคร้ามเกรงต่อท่าทางหยิ่งผยองเช่นนั้นของนางเอ่ยพร้อมเพรียงกันเสียงดังหนักแน่น "ลูกพี่!"
"ดี" หลินหลานหรูแย้มยิ้มบางๆพลางร้องตอบอย่างพอใจ กล่าวเสริมอีกหน่อยว่า "วันหน้าเฝ้าตรอกให้ดีทำดีมีรางวัล"
"ได้ลูกพี่"ถูกใจคนเฝ้าตรอกยิ่งนักเลงพี่ใหญ่รับปิ่นสองชิ้นมาไว้ในมือด้วยความประหม่าดีใจในอก
เพียงแต่...มีลูกพี่เด็กน้อยน่าอายอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกถึงเงินและชีวิตเศรษฐีในอนาคตแล้วคำว่าลูกพี่ใช้เรียกเด็กเจ็ดขวบก็ฟังรื่นหูดี
อันที่จริงพวกเขาไม่ได้โง่หรอกเพียงแต่ไม่อาจต้านทานแรงจินตนาการของตนเองได้ ความฝันนี้ช่างงดงามบริสุทธิ์เ้าลูกปลาน้อยแสนซื่อ
นักเลงพี่ใหญ่ผายมือเชิญลูกพี่อย่างเคารพนบนอบ ทำเอาสองสามีภรรยาที่นั่งคุกเข่าเงียบๆประหนึ่งคนใบ้กลายเป็ท่อนไม้ไปชั่วขณะเนื่องจากตกอยู่ในสภาวะอึ้ง"เชิญลูกพี่เดินทางต่อ"
หลินหลานหรูยืนนิ่งนักเลงพี่ใหญ่เองก็ไม่เข้าใจ "...ทำไมไม่ไปล่ะ"
สามพี่น้องเห็นหลินหลานหรูยกเท้าข้างหนึ่งวางบนลังไม้ผุพังไม่ยอมจากไปทั้งยังสะบัดชายกระโปรงเบาๆ รองเท้าผ้าปักสีชมพูปรากฏแก่สายตาเป็เชิงเตือนว่า...หากขัดใจนางได้กินบาทานี้แน่
ราศีนักเลงเปล่งประกายโดยไม่ต้องฝึกฝนเลยเทียว
"พวกเ้าเรียกข้าว่าอะไรรึ"นางเอ่ย
ยังไม่จบอีกหรือสองสามีภรรยาคุกเข่าจนเหน็บกิน
นักเลงพี่ใหญ่ตอบด้วยสีหน้าทึ่มทื่อ"ลูกพี่ไง"
"ใช่!แล้วคนที่ใหญ่สุดเป็ผู้ใด"
"ก็ลูกพี่"
"ถูก!"สามพี่น้องเริ่มสีหน้าไม่สู้ดี ฟังหลินหลานหรูถามต่อ"เช่นนั้นปิ่นสองอันนั่นควรให้ใครเก็บ"
"ลูกพี่ ดะ...เดี๋ยวก่อน"
"เดี๋ยวอะไรอีก ส่งมาข้าเป็ลูกพี่ของพวกเ้า ยังจะกลัวอดอยากใดอีก มีแต่จะเสพสุขทุกวัน เนื้อหนังอ้วนพีกินดีอยู่ดี เช่นนั้นถึงเรียกราคาได้มากหน่อย"
สามพี่น้องยิ่งฟังก็ยิ่งสับสนส่งปิ่นให้กับลูกพี่คนใหม่อย่างละล้าละลัง เหตุใดไปๆ มา นอกจากจะไม่ได้อะไรยังต้องเป็ลูกน้องผู้อื่นอีก ขาดทุน!
"อ้อ... บนตัวเ้ามีเท่าไรส่งมาให้ข้า"
ยามนี้สีหน้าสองสามีภรรยาด้านข้างปรากฏหลากหลายอารมณ์ยิ่งพูดแล้วก็ให้สงสารนักเลงสามพี่น้อง
นางยังจะเอาอีก!
พี่ใหญ่เลิกคิ้ว น้องรองอ้าปากน้องสามเกาหัวยิกๆ ภายในใจครุ่นคิด ผู้ใดเป็นักเลงกันแน่ สลับหน้าที่กันหรือไม่ขูดรีดกันชัดๆ
"เออ... มีอยู่หกอีแปะแบ่งให้ลูกพี่นิดหน่อย...ได้" น้องสามกล่าวอย่างนึกเสียดายข้างในใจอาลัยอาวรณ์เหลือประมาณ
"ทั้งหมด ให้ข้าทั้งหมด"นางย้ำเสียงเย็น
หลินหลานหรูใจร้ายมาก
สามพี่น้องอึ้งจะเอาทั้งหมดเลยหรือ
สรุปสุดท้ายเงินหกอีแปะก็ลอยละลิ่วขึ้นลงตามจังหวะการโยนของมือเล็กขาวผ่องต่อจากนั้นค่อยย้ายเข้าไปอยู่ในกระเป๋าแขนเสื้อของหลินหลานหรูเมื่อเป็ที่พึงพอใจแล้วจึงเสียบปิ่นกลับลงไปบนมวยผมตามเดิมปัดไม้ปัดมือสองสามทีเตรียมเดินจากไป
"เออ... คุณหนูข้าและภรรยาไปได้แล้วหรือไม่"ตาแก่เห็นว่าเด็กหญิงเป็ลูกพี่ใหญ่ของสามพี่น้องนักเลงเหล่านี้แล้วเอ่ยกับนางควรจะเหมาะกว่ากระมัง
หลินหลานหรูมุ่นคิ้วมองตามเสียงเรียกยังอยู่อีกหรือ
"ลูกพี่เชิญทางนี้พวกข้าจัดการเอง" นักเลงพี่ใหญ่ผายมือเชิญครั้งนี้ในใจแทบกระอักเืถูกรีดไถไปไม่น้อย ดังนั้นจึงจะรีบให้นางไปจากตรงนี้ให้เร็ว
ได้ยินว่ามีเงินสองอีแปะซ่อนในรองเท้าไม่อาจให้ลูกพี่รีดไถได้อีกเป็อันขาด นักเลงพี่ใหญ่จึงเผยยิ้มมุ่งประสงค์ร้ายมาทางสองสามีภรรยาควงมีดในมือขู่ขวัญอย่างคล่องแคล่ว
สองสามีภรรยาถอยหลังกรูดส่งสายตาอ้อนวอนขอคุณหนูช่วยพวกเขาด้วย "คุณหนู ท่านเมตตาพวกข้าด้วยเถิดท่านงดงามราวกับเทพเซียน ถือว่าทำบุญบริจาคทานกับคนแก่ใกล้ตาย สิ่งดีๆย่อมเกื้อหนุน ทำสิ่งใดล้วนสำเร็จ เป็บุญกุศลอันใหญ่หลวง"
โอ๋? มิกล้าๆ นางมิกล้ารับ มีเมตตา? บุญกุศลอันยิ่งใหญ่? ฆาตกรอย่างนางมาเกิดใหม่ถือเป็ความหายนะของโลกใบนี้แล้ว ดังนั้นจึงหันไปกล่าวกับสามพี่น้องว่า"ลงมืออย่างไรก็ได้ แต่อย่าให้ตาย ไม่เช่นนั้นทางการสืบสวนข้าไม่อาจรับรองได้ว่าจะช่วยสมุนอย่างพวกเ้าไม่ให้ติดคุก"
สามพี่น้องยิ้มไม่เห็นตามองส่งคุณหนูลูกพี่จนหายลับไปกับฝูงชนจากนั้นพวกเขาค่อยพรูลมหายใจยาวออกมาจนสุดหลอด
นั่นมันอะไร!? รังสีดำมืดที่เปล่งออกมารอบตัวนาง...เอ๊ยลูกพี่คืออะไร เป็นักเลงมาหลายปี มองคนชั่วๆ มานับไม่ถ้วน ไม่เคยเห็นประกายอันตรายเช่นนี้มาก่อนน่ากลัว น่ากลัวยิ่ง! เป็คนชั่วเหนือชั่วๆ ไปอีก
หลินหลานหรูเหลียวหลังมองกลับเห็นพี่น้องนักเลงหัวไม้สามคน พยายามจะถอดรองเท้าชายแก่ผู้นั้นกระทั่งเงินสองอีแปะร่วงลงพื้น กลิ้งต่อไปหยุดในน้ำแฉะๆเห็นดังนั้นหลินหลานหรูจึงเหยียดยิ้มมุมปากพลางส่ายศีรษะอย่างระอาใจ
เื่เช่นนี้กับคนเหล่านี้โอ้อวดมีน้ำใจช่วยสองสามีภรรยาคู่หนึ่งไปก็ไร้ประโยชน์ นอกจากจะช่วยไม่ได้ยิ่งจะทำให้สามคนนั้นเกลียดชังอำนาจในมือของนางการห้ามพวกเขามิเท่ากับนางยืนเหยียบศักดิ์ศรีที่พวกเขาภาคภูมิใจหนักหนาหรือไรลูกพี่ก็ลูกพี่เถอะ พวกเขาจะกลัวเด็กน้อยอย่างนางได้นานแค่ไหนกันเชียว
ไม่ว่าอย่างไรก็ควรเหลือทางรอดให้บ้างเจอกันคนละครึ่งทางคงยอมรับได้ทั้งสองฝ่ายอย่างน้อยสองสามีภรรยาก็สามารถรักษาชีวิตไว้ได้กระมังจะบอกให้นักเลงเลิกข่มเหงผู้อื่นเพียงข้ามวัน ให้เลิกทำสิ่งที่พวกเขาเห็นว่ามันช่วยให้ตนดูมีคุณค่าเช่นนั้นมิเท่ากับบอกต้นหญ้าให้หยุดงอกหรือไร
ยามออกจากตรอกเป็ที่เรียบร้อยหลินหลานหรูค่อยรู้สึกว่าโล่งสายตาขึ้นมาก ในตรอกมืดสลัวนางมาคนเดียวทั้งยังไม่เผยร่องรอยอารมณ์หวาดกลัวไม่แปลกที่สามพี่น้องจะถูกท่าทางของนางเช่นนั้นจนทำให้เกิดความรู้สึกพรั่นพรึง
ตุบ!
อุ้ย นางชนผู้ใด? หลินหลานหรูเงยหน้าขึ้นมอง
"น้องเล็ก?"
"พี่ใหญ่! เหตุใดเป็ท่าน"หลินหลานหรูรู้สึกตระหนกในใจ หันมองซ้ายขวาอย่างระแวง
ท่ามกลางผู้คนบนท้องถนนเดินสวนกันขวักไขว่ร้านซาลาเปาฝั่งซ้าย ร้านเครื่องประดับฝั่งขวา ถัดไปเป็ร้านผ้า ท่าเรือ เกลือหาเหตุผลไม่ได้ว่าหลินหลงอู่มาอยู่ข้างนอกได้อย่างไรแทนที่เขาจะนั่งคัดบทสำนึกผิดอยู่ในจวนวันนี้เป็วันสุดท้าย
พี่ใหญ่ของนางหลบออกจากจวนเป็แน่แท้หลินหลานหรูเลิกคิ้วถามและคำตอบที่ได้คือรอยยิ้มเจื่อนเต็มใบหน้าของหลินหลงอู่เช่นนั้นตัวแวบๆ ะโข้ามกำแพงจวนเมื่อเช้าก็เป็ตัวสีม่วงๆด้วยอาภรณ์ตัวยาวที่พี่ใหญ่ของนางสวมนี่เอง
พลันตัวแวบๆสีดำอีกตัวโผล่มาจากด้านหลังหลินหลงอู่ ข้างเอวยังห้อยถุงผ้าหนักๆสีขาวปักลายพฤกษชาติ เอ่ยทักหลินหลานหรูด้วยรอยยิ้มอันชวนผู้คนหลงใหล
"คุณหนูหลิน"
หลินหลานหรูชะงักอยู่บ้างก่อนตอบรับคำหนึ่งพลางยอบตัวคารวะ "คุณชายเย่า"
หลินหลงอู่หันขวับตามเสียง"น้องเฟิ่ง เ้ากลับมาแล้ว?"
ก่อนหน้านี้หลินหลงอู่บังเอิญพบเสวี่ยเฟิ่งในร้านเครื่องเขียนเขาจึงรั้งอีกฝ่ายไว้พูดคุยกันเื่กระดาษอยู่นานทว่าคุณชายสกุลหลินเลือกกระดาษอยู่หลายร้านแต่ไม่เจอที่พึงพอใจเสียทีทั้งยังรู้ว่าเสวี่ยเฟิ่งพึ่งเข้าเมืองมาเลยอาสาพาทั่วร้านเครื่องเขียนในย่านนี้ทุกร้านเสียเลย
ทว่าหลินหลานหรูไม่เชื่อ!"พี่ใหญ่ ท่านหรือจะเข้าร้านเครื่องเขียนท่านหากระดาษไปคัดบทสำนึกผิดหรือเ้าคะ มีเื่เช่นนี้ด้วย? ไม่ใช่ท่านโดนผีเข้าอย่างที่บ่าวรับใช้เล่าลือกันหรือ"
"ผีเข้าอะไรแน่นอนว่าย่อมไม่ใช่..." หลินหลงอู่เลือกกระดาษไปวาดภาพต่างหาก
"พี่หลงอู่ฝีมือวาดภาพไม่เลวซ้ำยังออกแบบอาวุธได้อย่างยอดเยี่ยม"นั่นคือเหตุผลที่เสวี่ยเฟิ่งไปไม่ถึงร้านน้ำชาเหมาเฟิงสักทีด้วยว่าคุณชายใหญ่สกุลหลินแสดงฝีมือ ออกแบบอาวุธมีดได้ทรงอานุภาพอย่างร้ายกาจ
เสวี่ยเฟิ่งเองก็ดันสนใจเสร็จจากนั้นจึงนัดหมายเจอกันที่ร้านอาหาร ทานข้าวกลางวันตามที่หลินหลงอู่เคยรับปากไว้เมื่อครั้งนั้นที่วัดต้าิ
"ไปกินข้าวที่ร้านลิ่วอู้หรือเ้าคะ"ไม่ไป! หลินหลานหรูส่ายหน้าสุดขีดนางนัดหมายเฉิงอิ้นพบกันหน้าร้านสุราหยางชุนสุดถนนนี้ทั้งยังต้องกลับจวนสกุลหลินเพื่อหลอกฝูเต้าบรรเลงกู่ฉินสำหรับบทเพลงสุดท้ายของวิชาต้องห้ามให้นางฟัง
ไม่อาจลอยชายวิ่งเล่นไร้สาระข้างนอกนานๆได้ แต่นึกไม่ถึงว่าจะ...
โครก ครอก~ เสียงท้องหลินหลานหรู!?
เสวี่ยเฟิ่งพูดยิ้มๆ"คุณหนูหลิน ท้องของเ้ารับปากไปกับพวกข้าแล้วกระมัง"
หลินหลานหรูยิ้มฝาดเฝื่อนไปไม่ถึงตาน่าอับอายขายหน้านัก
"เพิ่งต้นยามอู่[1] กินเสร็จพี่ใหญ่จะส่งเ้ากลับจวนโอกาสดีๆ ได้ออกมาข้างนอกเช่นนี้หาได้ยากพี่ใหญ่พาเ้าเดินเที่ยวเปิดหูเปิดตาสักรอบดีหรือไม่"ได้โอกาสหลินหลงอู่วางท่าสมเป็พี่ใหญ่คอยดูแลปกป้องน้องสาวแสดงให้เห็นว่าตนเองก็สามารถเป็ที่พึ่งพิงให้กับน้องสาวได้เช่นกัน
เพียงแต่หลินหลงอู่ไม่ได้เอ่ยปากถามหลินหลานหรูสักคำว่านางเต็มใจไปด้วยหรือไม่เื่เปิดหูเปิดตา เหตุการณ์ในร้านน้ำชาวันนี้ก็นับว่าเปิดหูและตาได้กว้างมากแล้ว
"ซาลาเปาไหมจ๊ะ"หลินหลานหรูขึงตาใส่พ่อค้าซาลาเปา ด้วยรู้สึกร้อนๆ ในอกอยากหาที่ระบาย
วันนี้พ่อค้าซาลาเปาโชคร้ายแล้ว
"คุณหนูหลินเชิญ"เสวี่ยเฟิ่งผายมือเชิญอย่างสุภาพ ปล่อยให้คุณชายหลินเดินนำ ส่วนเขาแอบเดินข้างๆหลินหลานหรู ลอบมองใบหน้าเลอะฝุ่นดำๆ ของนาง...เ้าไปมุดรังหนูที่ใดมากันแน่
เสวี่ยเฟิ่งล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาคิดเอื้อมมือไปช่วยเช็ด แต่เกรงว่าจะทำให้นางใ จึงยื่นผ้าเช็ดหน้าให้นางแทนพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "คุณหนูหลิน ใบหน้าของเ้าเลอะฝุ่นเช็ดออกสักหน่อยดีหรือไม่"
หลินหลานหรูมองเ้าของผ้าเช็ดหน้าแวบหนึ่งขบคิดไปชั่วครู่ก่อนรับมาอย่างไม่เสียมารยาท "ขอบคุณเ้าค่ะลำบากคุณชายเอ่ยเตือนข้าแล้ว"
ความจริงแล้วหลินหลานหรูคิดปฏิเสธเพราะไม่อยากใกล้ชิดคนแปลกหน้าส่วนเื่ผ้าเช็ดหน้า ของนางเองในกระเป๋าแขนเสื้อก็มีหากไม่คำนึงมารยาทนางจะหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนขึ้นมาก็ยังได้เพียงแต่หลังจากที่ได้ฟังเฉิงอิ้นเล่าถึงแม่ทัพเย่าในร้านน้ำชาวันนี้ จึงอดสนใจในตัวคุณชายน้อยเย่าผู้นี้ไม่ได้
ในร้านน้ำชายังปรากฏทหารจากกองทัพไม่ใช่หรือนางตรองดูแล้ว คุณชายเย่าผู้นี้คงมีทหารอยู่ในมือหลายสิบนายกระมังเช่นนั้นนางดีกับเขาหน่อย อาจได้สร้างมิตรไว้หลอกใช้งาน
อีกอย่างก็ไม่มีความจำเป็ที่นางจะสร้างศัตรูอย่างเย่าเสวี่ยเฟิ่ง
"คิดอะไรของเ้า"เสวี่ยเฟิ่งดีดหน้าผากหลินหลานหรูดังเป๊าะ เห็นนางยกมือขึ้นปิดอย่างรวดเร็วทั้งยังขึงตาใส่เขาราวกับจะหาเื่ ผิดจากการวางตัวก่อนหน้าที่เรียบร้อยสงบสุขุมเช่นนี้ก็น่ารักยิ่ง
เมื่อครู่หลินหลานหรูนางขอกลับคำคุณชายผู้นี้กล้ากระทั่งเล่นหัวนาง ปล่อยไว้ต้องเป็ภัยกับตัวแน่
...แต่อำนาจทางทหารล่อตาล่อใจนางเหลือเกินจะหันหน้าหนีก็ยังมีชำเลืองมอง เช่นนั้นแทนที่จะปวดคอแล้วไม่ได้สิ่งใดสู้หันมาตรงๆ แล้วดวลกันต่อหน้าดีกว่า
ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้คือหลินหลานหรูแย้มยิ้มกล่าว "ข้าเห็นคุณชายสนิทกับพี่ใหญ่ทั้งที่เจอกันได้ไม่นานว่างๆ ท่านมาเล่นที่จวนสกุลหลินสิเ้าคะถึงตอนนั้นข้าและพี่ชายย่อมต้อนรับท่านเป็อย่างดี"
...ชวนมาบ้านเลย! ดวลอย่างไรกันของนาง?
"ใช่แล้วน้องเฟิ่ง"หลินหลงอู่หันมากล่าวพลางเดินถอยหลัง"ในเรือนข้ายังเก็บแบบธนูและอาวุธดาบอีกหลายแผ่น ว่างๆ เ้ามาดูช่วยข้าปรับแก้ให้สมบูรณ์ ทักษะเ้าเองก็ไม่เลว ข้าเห็นแล้วชอบยิ่ง จริงสิอาวุธปืนของเ้าก็...อุบ!" ปากหลินหลงอู่ถูกเสวี่ยเฟิ่งยกมือปิดเรียบร้อย
หลินหลานหรูมองพวกเขากระซิบกระซาบบางอย่างกันหลายประโยคทั้งคู่ดูมีลับลมคมในยิ่งชวนให้คนระแวง
ปืน? หลินหลานหรูยังไม่เคยได้ยินว่ามีปรมาจารย์ท่านใดคิดค้นบางสิ่งที่มีลักษณะคล้ายปืนขึ้นมาต่อให้มีการติดต่อค้าขายกับชนชาติอื่น ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ปรากฏว่ามีอาวุธชนิดนี้อยู่เช่นกันเท่าที่นางรู้มาคงมีแต่การลักลอบผลิตและค้าดินปืนที่ทางการสั่งห้ามและตรวจตราอย่างเข้มงวดสองคนนี้ดูอย่างไรก็มีพิรุธ
หลินหลานหรูหรี่ตามองคุณชายเย่าเห็นเขาส่งยิ้มแห้งๆ มาให้ แล้วชวนเดินเข้าอาคารไม้สองชั้นด้านหน้าซึ่งติดป้ายเขียนว่า 'ร้านลิ่วอู้' ไม่พูดจาสิ่งใดเกี่ยวกับเื่อาวุธอีกเห็นทีนางต้องหลอกถามเอาความจริงกับพี่ใหญ่แล้ว...
"เสี่ยวเอ้อ"หลินหลงอู่เปิดฉากสั่งอาหารราวกับรัวยิงะุปืนไม่รอให้หลินหลานหรูก้นแตะเก้าอี้ด้วยซ้ำ นางฟังพี่ใหญ่สั่งอาหารชุดใหญ่"...ย่างแกะนรก ปูกัดนกนางนวล เสือโคร่งพริกเผา อีการ่อนเมือง วัวตุ๋นโสมจีนไก่ป่าราดน้ำมัน ผัดผักเทแม่น้ำ..." ยังไม่หมดด้วยละ
"เออ... คุณชายอาหารที่ท่านสั่งเคยกินที่ใดหรือ ข้าฟังแล้วไม่ใช่จดไม่ทันแต่ไม่เคยได้ยินน่ะขอรับ" เสี่ยวเอ้อรู้สึกท้อยิ่ง ความยุ่งยากใจรางๆปรากฏบนหว่างคิ้ว
"ฮ่าฮ่า" โต๊ะด้านข้างขำกลิ้งเคาะตะเกียบดังแป๊กๆ
ก่อนหน้านี้ที่คนบนโต๊ะด้านข้างได้ยินไก่ในมือถึงกับยกค้าง "น้องชาย อาหารที่เ้าสั่งพิสดารนักแต่ละอย่างทำอาหารบนโต๊ะข้าจืดชืดไปหมด เ้าดู บนโต๊ะข้าดีที่สุดในร้านแล้วอาหารที่เ้าสั่งคงต่ำสุดกระมัง ข้าสั่งของแพงหายากให้พวกเ้าสักอย่างดีหรือไม่อา...กินของดีไปก็คงไม่รู้รส เพราะเคยกินแต่ของต่ำๆ น่าเสียดายๆ"
เขาชะงักเล็กน้อยก็หันมาพูดกับเสี่ยวเอ้อ"นี่เสี่ยวเอ้อ เ้าเอ่ยกับน้องชายผู้นี้ดีๆ เล่าอย่าทำให้พวกเขาโกรธจนเดินออกจากร้านล่ะ ฮ่าฮ่า"
ผู้ใดกันแน่จะเดินออกจากร้านหลินหลงอู่มองเขม่นคนพูดด้วยสีหน้าอึมครึม พูดมาซะยืดยาว เข้าหัวอยู่คำเดียวคือ 'ต่ำ'
หลินหลานหรูแตะแขนหลินหลงอู่เบาๆขณะนั่งนิ่งบนเก้าอี้กลมอย่างเงียบเชียบ
เสี่ยวเอ้อสีหน้าไม่ค่อยดีนักด้วยกลัวว่าชายหนุ่มโต๊ะด้านข้างที่ใบหน้ามีไฝใต้จมูกผู้นี้จะหาเื่คุณหนูคุณชายเข้ายิ่งเห็นหน้าคุณชายที่สั่งอาหารเมื่อครู่เริ่มแดงก่ำ ใจเสี่ยวเอ้อสั่นแล้วสั่นอีก
อย่าตีกันในร้านเลยเวลานี้คนกำลังหลั่งไหลเข้ามา หากเกิดสิ่งใดขึ้น ทั้งวันวันนี้คงขาดทุนย่อยยับ
"จริงหรือ"เสวี่ยเฟิ่งร้องขึ้นมากลางวง ในหัวเขาก็มีแต่คำว่า 'ต่ำ' เช่นกันั้แ่เกิดมาเขาถูกเลี้ยงดูมาในตระกูลสูงศักดิ์ คำว่า 'ต่ำ' นี้ย่อมไม่เคยมีใครกล่าวว่าต่อหน้าเขาถึงอย่างนั้นภายนอกยังคงยิ้มกล่าวอย่างสนใจใคร่รู้ "ท่านอามีเื่น่ายินดีใดให้ท่านสั่งอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะเช่นนี้ ให้ข้าเดาที่บ้านคงมีเื่มงคล เป็น้องสาวท่านแต่งออกแล้วรึ"
ใบหน้าคมคายมีเหลี่ยมสันของชายหน้าไฝเข้มขึ้นทันตามือที่กำตะเกียบเพิ่มแรงจนหักดังแก๊ก มีสิ่งใดที่เสวี่ยเฟิ่งพูดผิดหรือไม่
ทว่ากลับยิ่งเข้าทางหลินหลงอู่ซึ่งตบเท้าหัวเราะไปเรียบร้อยแล้ว จากนั้นกล่าวเสริมทัพเสวี่ยเฟิ่งยั่วโทสะชายหน้าไฝโต๊ะข้างๆ อีกว่า "ถือเป็เื่น่ายินดี น่ายินดียิ่งเพียงแต่ท่านลุง ท่านออกมาสั่งอาหารดีสุดในร้านข้างนอกเช่นนี้น้องสาวท่านไม่รอกินข้าวพร้อมหน้าหรือระวังนางจะน้อยใจจนหอบผ้าหอบผ่อนร้องไห้ไปฟ้องสามีไม่ยอมออกมาพบหน้าท่านอีกนะขอรับ"
"บ๊ะ! เด็กผีพวกนี้"
หลินหลานหรูสะดุ้งน้อยๆขณะที่ชายหน้าไฝโมโหถึงขั้นลุกจากเก้าอี้แม้แต่ตะเกียบหักในมือยังเขวี้ยงลงชามน้ำแกงนานแล้ว
คุณชายเย่ากับพี่ใหญ่ยังคิดเล่นสนุกเอ่ยปากยั่วยุต่ออีกหลายประโยคคนหนึ่งส่ง คนหนึ่งรับ ช่างเข้ากันได้ดีแท้ หลินหลานหรูได้แต่แอบก้มหมอบกับโต๊ะดึงๆ แจกันดอกกล้วยไม้มาบังไม่ให้ชายใต้จมูกมีไฝผู้นี้จดจำนางไว้คิดบัญชีแค้นภายหลัง
"ประเดี๋ยวๆ ลูกค้าทั้งหลายโปรดใจเย็นลงก่อน" เป็เถ้าแก่หลิ่วลากสังขารจากหน้าร้านขึ้นชั้นสองมาห้ามระหว่างกลาง มือเหี่ยวๆของเขายกขึ้นยกลงให้ทั้งสองฝ่ายยอมนั่งพูดคุย อย่าได้ถึงขั้นลงไม้ลงมือ
"ใจเย็นก่อนเถิด คุณชายอาหารที่เ้าสั่งข้าให้คนไปจัดการแล้ว ได้ตามนั้น ส่วนน้องชายท่านนี้โปรดใจเย็นก่อน ท่านดู พวกเขาก็แค่เด็ก อายุเท่าไรกันเชียว อย่าใส่ใจเลยนะเมื่อครู่น้องสาวท่านเพิ่งมารออยู่ชั้นล่าง ท่านคงไม่อยากให้นางรอนานกระมัง"
ฟังคำเถ้าแก่หลิ่วจนจบเกี่ยวข้องอันใดกับน้องสาว หลินหลานหรูรู้สึกมึน ชายไฝใต้จมูกมีน้องสาวด้วยหรืออา! ...จะบ้าตาย คุณชายเย่ากับพี่ใหญ่ยังไปจี้จุดสำคัญเข้าให้
ชายหน้าไฝจากไปด้วยความขุ่นเคืองโกรธจนหน้าดำไฝกระดิก พาลไม่ยอมจ่ายเงินค่าอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะ ถึงอย่างนั้นเถ้าแก่หลิ่วก็คงพอใจมากแล้วกระมังแค่ไม่อาละวาดร้านพังก็นับว่า์เมตตา
หลินหลานหรูเห็นชายหน้าไฝเดินลงบันไดไปแล้วแต่ยังตวัดตามองพวกนางอย่างหมายมาดเสร็จสรรพหากเจอกันอีกครั้งเมื่อไร...พวกมึงตาย!
ไอ๊หยานี่มันนักเลงหัวเหล็กหรือเ้าหนี้โหดกัน หากเฉิงอิ้นอยู่ด้วยหลินหลานหรูคงได้ผงาดเป็เสือไม่ใช่เต่าหัวหดเช่นนี้ลำพังเสวี่ยเฟิ่งกับหลินหลงอู่จะสู้แรงคนผู้นี้ได้แค่ไหนเชียว
ไร้ประโยชน์กันทั้งคู่
คล้อยหลังชายหน้าไฝเสวี่ยเฟิ่งเอ่ยถามเสี่ยวเอ้อไปว่า "เขามีน้องสาวหรือ"
เื่นี้เ้าก็ไม่รู้หรือ นางคิดภายในใจลอบเหยียดยิ้มมุมปากเงียบๆ เห็นหัวเราะกันสนุกทีเดียว
เสี่ยวเอ้อตอบอย่างนอบน้อม"มีขอรับ ข้าได้ยินมาว่านางอายุยี่สิบแล้วแต่ยังไม่ออกเรือน พี่ชายนางที่พวกท่านหาเื่ด้วยผู้นั้นก็ยังหวงน้องสาวยิ่งกว่าคนรักส่วนน้องสาวก็ติดพี่ชายไม่ยอมห่าง พวกท่านใจกล้ามากที่ยั่วโมโหเขาทุกคนในย่านนี้ต่างรู้กันว่าเขาเป็นักเลง ไม่มีผู้ใดกล้ายุ่งให้เจ็บตัวหรอกพวกท่านยังเอ่ยเล่นเช่นนี้ไม่กลัวกันหรือไร"
เสี่ยวเอ้อป้องปากกล่าวเสียงเบาอีกหน่อยว่า"ระวังไว้เป็การดี เคยมีคนตายเพราะชายผู้นี้มานับคนแล้วเื้ัเขายังลึกลับอันตรายอีกด้วย"
สามคนนั่งหัวโด่รอบโต๊ะนี้มีผู้ใดกลัวกันหลินหลานหรูยังหูผึ่งเมื่อพูดถึงนักเลงแต่ไม่คิดอยากเป็ลูกพี่ให้ชายหน้าไฝอย่างแน่นอน คนผู้นี้นอกจากตัวเองแล้วคงไม่อยากให้ใครเหยียบหน้านางอุตริไปก็มีแต่จะเหนื่อยเปล่า ดีแค่แรงอาฆาต ส่วนสมองนั้น...ผักเน่า!
แววตาเสวี่ยเฟิ่งเข้มขึ้นเขารู้สึกว่าชายหน้าไฝผู้นี้ค่อนข้างอันตรายแค่มองก็กระจ่างชัดถึงแรงสังหารในดวงตา
หากแต่ถึงจะรู้อย่างนั้นเขาก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจนักจะมีอะไรสำคัญไปกว่าคุณหนูชุดชมพูตรงหน้าเขาอีก ยามนี้คิ้วเล็กๆของนางขมวดเป็ปมอีกแล้ว เหตุใดนางถึงชอบขมวดคิ้วนัก
"หน้าตาเช่นนั้นนะนักเลง?" หลินหลงอู่รู้สึกกังวลอยู่บ้างแต่ไม่อยากยอมรับกล่าวกลบเกลื่อนไปว่า "ใครกลัวใครกัน คงไม่เจอกันอีกแล้ว ไม่ใช่ว่าคนมีไฝนิสัยพ่อค้าขายผ้ารึไม่เหมาะทำเื่โหดๆ เลยสักนิด ตัวก็บึกบึนดีอยู่หรอก แต่ขาดกลิ่นอายความอำมหิตเป็น้องเล็กของข้าก็ว่าไปอย่าง"
หือ...พี่ใหญ่นางพูดสิ่งใดนะหลินหลานหรูคล้ายหูฝาด
หลินหลงอู่เจอสายตาดำมืดของน้องสาวมองจ้องก็แอบกลืนน้ำลายฝืดคอไปสองอึก รีบเปลี่ยนเื่ชวนเสวี่ยเฟิ่งคุยอย่างอื่นแทนต่อจากนั้นเป็เสี่ยวเอ้อคนเดิมยกอาหารมาจัดโต๊ะ
"คุณชายข้าไม่ทราบว่าท่านเป็ลูกค้าขาประจำของร้านเลยไม่ทราบอีกแหละว่าชื่ออาหารที่ท่านสั่งนั้นพิเศษนัก ขออภัยๆ"เสี่ยวเอ้อกล่าวอย่างร่าเริง เอาใจใส่ลูกค้าขาประจำอย่างดี
พิเศษใดกันหลินหลงอู่ก็แค่ขยาดวรรณกรรมสวยหรู เลยตั้งใจคิดชื่อประชดให้ดูแปลกๆ ไปก็เท่านั้นไม่คิดว่าน้องเล็กของเขาจะเอามาคิดเป็จริงเป็จังไปได้
หลินหลานหรูเงยหน้ามองหลินหลงอู่อย่างประเมินหนีออกจากจวนบ่อยขนาดนั้นเชียว ถึงขั้นเป็ลูกค้าประจำร้านลิ่วอู้ร้านนี้ขึ้นชื่อว่าอาหารอร่อยที่สุด แต่ก็แพงที่สุดเช่นกันมีเงินมากพอจ่ายค่าอาหารทั้งหมดหรือ สั่งมามากมายเต็มโต๊ะเช่นนี้ผู้ใดจะกินหมดกัน
"พี่ใหญ่ ข้าสงสัยยิ่งปูกัดนกนางนวล นกมันโง่งมถึงเพียงนั้นหรือเ้าคะ ถึงยืนให้ปูกัด"
เสวี่ยเฟิ่งชะงัก กำลังจะคีบเนื้อบนจานตะเกียบจำต้องยกค้างชั่วครู่ ต่อจากนั้นจึงเลื่อนมือเปลี่ยนไปคีบเนื้อปูแทนทว่า...
"ไม่ใช่แค่นกโง่นะปูยังโง่หนีบขานกบินขึ้นฟ้าด้วย...เ้าสิโง่!"หลินหลงอู่ยกตะเกียบเคาะศีรษะน้องเล็ก
เสวี่ยเฟิ่งพลันเลิกสนใจเนื้อปูแล้วยกตะเกียบซ้อนขวางตะเกียบหลินหลงอู่ไว้ฉับพลันเป็ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้แต่เ้าตัวยังคาดไม่ถึง
ตะเกียบสองคู่ค้างเหนือหน้าผากหลินหลานหรูอยู่อย่างนั้น
เหตุใดถึงชอบเล่นศีรษะนางนักทั่วทั้งร่างกายของนาง แค่ศีรษะเท่านั้นที่นางระวังป้องกันมากที่สุดหากเกิดกระทบกระเทือนหนักๆ ถึงขั้นสมองเสียหายขึ้นมา ไม่กลายเป็คนโง่หรอกหรือชีวิตนางคงได้พังฉิบหาย ผู้ใดจะดูแลปกป้องคิดแทนนางกัน
ไม่ได้!นางยังต้องใช้ประโยชน์จากสมองนี้อยู่
เสวี่ยเฟิ่งเผลอมือไปโดยไม่รู้ตัวจริงๆเมื่อเห็นสีหน้าหลินหลงอู่งงงัน จึงเอ่ยอธิบายว่า "อ้อข้าเห็นตะเกียบพี่หลงอู่เปื้อนน้ำมัน หากเลอะเส้นผมคุณหนูหลินขึ้นมานางคงต้องสระผมใหม่ ่นี้อากาศเย็น ให้ศีรษะเปียกน้ำนานๆ เกรงจะป่วยเอาได้"
หลินหลานหรูกำลังจะยัดเนื้อปูเข้าปากยังต้องรอก่อนเมื่อได้ยินเสวี่ยเฟิ่งเอ่ยประโยคนี้ กลัวว่านางจะป่วยหรือ ฮึ่ย...ขนลุกยิ่ง!!
ฟังแล้วมีเหตุผล หลินหลงอู่พยักหน้ากล่าว"จริงของเ้า" จากนั้นจึงวางตะเกียบคิดใช้มือยีผมบนศีรษะนางแทน
หลินหลานหรูตาไวยกตะเกียบจิ้มฝ่ามือพี่ใหญ่ค้างไว้ กัดฟันกล่าว"พวกท่านไม่ต้องพยายามเล่นหัวข้าให้ได้ก็ได้นะเ้าคะ กินต่อไปดีหรือไม่หากอาหารเย็นชืดหมดก่อนจะเสียของ เช่นนั้นแม้แต่อาหารต่ำสุดในร้านก็คงเทียบไม่ได้"
คุณหนูหลินมีลอบกัดเสวี่ยเฟิ่งอมยิ้มน้อยๆขับให้ดวงหน้าเด็กหนุ่มที่งดงามหล่อเหลาเป็ทุนเดิมอยู่แล้วน่ามองขึ้นไปอีก
คีบเนื้อปูที่ยังไม่ได้กินสักทีเข้าปากเคี้ยวหนับๆหลินหลานหรูมองแล้วเกือบเคลิ้ม ก้มหน้างุดเก็บซ่อนอารมณ์อย่างประหม่า
โต๊ะของชายหน้าไฝที่กินข้าวก่อนหน้าบนชั้นสองว่างลงแล้วก็ปรากฏบุรุษสามคนเดินพกกระบี่เข้ามานั่งแทนที่ส่วนปากก็เอ่ยเล่าเื่น่าสนใจยิ่ง"ในร้านน้ำชาข้าเห็นคุณหนูชุดชมพู..."
พรูด! แค่กๆ
เสวี่ยเฟิ่งลุกพรวดหลบน้ำแกงจากคุณหนูหลินจากนั้นกล่าวหยอกเย้านางเบาๆ "หึๆ คุณหนูหลิน ไม่งามเลยนะเ้า"
"น้องเล็กเ้าเป็อะไรไป ไฉนอยู่ดีๆพ่นน้ำแกงออกมาได้" หลินหลงอู่นั่งข้างน้องสาว ยกมือตบหลังนางให้หายสำลักทั้งยังหยิบผ้าเช็ดหน้าซับน้ำแกงข้างแก้มให้นางอย่างถนอมในสมองนึกภาพตนเองต้องนั่งคัดอักษรแล้วรู้สึกสยองจนเส้นขนชี้ชันทั้งร่าง
ขณะที่หลินหลานหรูสำลักแทบเป็แทบตายชายสามคนเพียงหันมามองแวบหนึ่งแล้วเอ่ยต่อ "ในร้านน้ำชาวุ่นวายนักเ้าสำนักใหญ่ลงมือชำระความแค้น ยังดีที่ไม่มีผู้ใดตายไม่รู้ว่าจอมยุทธ์าุโท่านหนึ่งโผล่มาจากที่ใดเข้ามาห้ามแล้วเอ่ยเตือนสติทุกคนไว้ก่อน สภาพโรงน้ำชาเลยไม่เละอนาถอย่างที่คิด"
"เสียดายข้าไม่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยได้ข่าวว่าครั้งนี้มีคนคิดเล่นสนุกแอบอ้างเคล็ดวิชาเพลงพิณต้องห้ามสร้างความปั่นป่วน ล่อให้คนในยุทธภพหลงเชื่อหรืออา...คนลงมือใจกล้ายิ่ง คิดเป็ศัตรูกับคนทั้งยุทธภพชาตินี้อย่าฝันมีชีวิตสุขสงบเลย"
หลินหลานหรูยิ่งไอโขลกๆ หนักเข้าไปอีกยกมือตบอกตัวเองตุบๆ ถึงได้คลายลงบ้าง แต่กลับสะอึกแทนเสียอย่างนั้น เวรกรรม!
เสวี่ยเฟิ่งเห็นแล้วรู้สึกทนไม่ไหวลุกขึ้นรินน้ำส่งเข้าปากนางกับมือ ทั้งยังยกเก้าอี้มานั่งลงข้างๆ นางดังนั้นเวลานี้นางเหมือนปลาหมึกแห้งสีชมพูที่ทั้งซ้ายและขวาหนีบไว้ด้วยกุ้งตัวใหญ่หนึ่งม่วงตัวหนึ่งดำไม่ผิด
"ไม่ถูกกระมัง"ยังแว่วเสียงชายคนที่สามกล่าวแย้งขึ้นมาให้ได้ยินจากด้านข้าง"ข้าอยู่ในเหตุการณ์ด้วยพอรู้มาว่าคำใบ้ที่ซินแสเหล่าเฟิงผู้นั้นกล่าวคือเื่จริงบทเพลงทั้งสี่..." ชายผู้นี้เหล่มองรอบด้านก่อนก้มกระซิบให้ได้ยินกันแค่พวกพ้อง
"บ๊ะ!" หนึ่งในสามคนตบโต๊ะแรงๆดังปัง "ถึงขั้นนั่งมองผู้อื่นฆ่ากันเลยรึ โฉดชั่วนัก!"
"แน่นอนว่าเ้าสำนักใหญ่หลายสำนักกำหนดวันปรึกษาหารือเื่นี้กันแล้วเกรงว่าคนก่อกวนจะเป็พรรคมารกระทั่งเ้าสำนักลั่วซานกับเ้าสำนักง๊อไบ๊ยังยอมถอยกันคนละก้าว จับมือผูกมิตรหาตัวผู้บงการ"
หูหลินหลงอู่กระดิกั้แ่ได้ยินว่าเ้าสำนักใหญ่ลงมือชำระความแค้นกันแล้วพอเห็นว่าน้องเล็กอาการสงบลงบ้าง จึงลุกขึ้นยืนยืดอกขอนั่งร่วมโต๊ะจับเข่าสนทนาด้วยอีกผู้
ทางเสวี่ยเฟิ่งก็ไม่ได้ทำเป็หูทวนลมได้ยินทุกประโยคที่คนเ่าั้กล่าว เพียงแค่ไม่ได้แสดงท่าทีว่าสนใจเหมือนคุณชายหลินเื่ราวใดในยุทธภพคงผ่านหูหลินหลงอู่ไปไม่ได้เขาจับตะเกียบคีบเนื้อปูชิ้นสุดท้ายวางบนจานตนเอง แล้วส่งให้หลินหลานหรูจากนั้นค่อยหยิบจานของนางขึ้นมา ปัดเช็ดเศษข้าวเละเทะจากการพ่นน้ำแกงของนางออกแล้วกินข้าวต่อ
หลินหลานหรูเหลือบมองชายสามคนนั้นแวบหนึ่งแล้วรับจานจากคุณชายเย่ามากินต่อเป็การกลบเกลื่อนการกระทำน่าอายของตนไม่ได้เอะใจท่าทีสนิทสนมของเสวี่ยเฟิ่งเวลานี้แม้แต่น้อย
นางลืม? ไว้ใจเขาแล้ว?
ไม่ถูก...หลินหลานหรูลอบมองเสี้ยวหน้าเสวี่ยเฟิ่งจากด้านข้างเขาจะนั่งกินข้างนางอย่างนี้หรือ คนผู้นี้น่ากลัวเกินไปแล้วกระทั่งตีสนิทนางได้อย่างแเีถึงเพียงนี้ นางเองยังเผลอลืมตัว
้าสิ่งใดจากหลินหลานหรูหรือไม่เอาเถอะ ก็แค่เด็กหนุ่มอายุสิบสอง จะร้ายกาจกว่านางหรือไรเกรงว่าหากถูกนางหลอกก็คงไม่รู้ตัวกระมัง
"คุณหนูชุดชมพูคงทำให้เ้าใ"
"แค่กๆ" อีกละหลินหลานหรูตวัดตาดุดันมองเสวี่ยเฟิ่ง ราวกับจะมองให้เห็นถึงกระดูกข้างใน
เขารู้หรือ เขารู้สิ่งใดบ้างจริงสิ...หากทหารสามสี่นายเ่าั้เป็คนของเขาเช่นนั้นคงไม่แปลกที่จะรู้เื่ของนางมาบ้างที่คิดดูถูกสติปัญญาอีกฝ่ายไปเมื่อครู่ นางต้องคิดดูใหม่แล้ว
หลินหลานหรูวางตะเกียบหลุบตากล่าวด้วยรอยยิ้ม "ไม่ผิดเ้าค่ะ เมื่อครู่ข้าใจริงๆบังเอิญข้ากำลังนึกถึงชุดที่ท่านแม่สั่งปัก เลยคิดว่าเป็สีชมพูคงสวยดีดังนั้นเมื่อได้ยินชายสามคนนั้นกล่าวถึงชุดสีชมพู เลยสำลักน้ำแกง"
หลินหลานหรูเว้น่กล่าวอีกว่า"ข้าทำเื่น่าอับอายให้คุณชายขบขันแล้ว ขออภัยจริงๆ เ้าค่ะ"
"อ้อ...เป็เช่นนี้นี่เอง"เสวี่ยเฟิ่งไม่ได้หันมองนางด้วยซ้ำ ราวกับไม่ได้้าคำอธิบายจากนาง
ฮึ่ย!ข่วนหน้าเขาให้หายคันนิ้วเลยดีหรือไม่ รอยยิ้มขบขันนั่นคืออะไรเขาไม่เชื่อคำโกหกของนางสักนิด รับมือยาก คนผู้นี้รับมือยากนัก!
หลินหลานหรูสะบัดหน้าพรืดแต่ไม่คิดว่าเสวี่ยเฟิ่งจะยังพูดเหน็บแนมนางไม่หยุด"เป็ศัตรูกับคนทั้งยุทธภพคงไม่ได้อยู่ในแผนเ้ากระมัง"
นางกัดฟันกรอด!ภายในใจร้อนระอุอยากสังหารคน แต่ภายนอกยังแสร้งโง่ยิ้มกล่าว "คุณชายหมายถึงพรรคมารที่ชายสามคนบนโต๊ะนั้นพูดหรือเ้าคะ"
เสวี่ยเฟิ่งหัวเราะในลำคอเบาๆไม่เอ่ยวาจาใดอีก เพียงคีบอาหารบนโต๊ะวางให้นางบนจาน จากนั้นก็ตามมาอีกหลายๆ ชิ้น
หลินหลานหรูวิตกในใจนี่เขาเห็นนางเป็ง่อยหรือ จะขุนนางให้อ้วนแล้วขโมยไปขายทีหลังเพื่อเอากำไร?
กว่าอาหารบนโต๊ะจะถูกกวาดจนหมดเกลี้ยงหลินหลานหรูก็ถูกเสวี่ยเฟิ่งพูดหยอกเล่นจนมึน...
หลังหลินหลงอู่กลับมาเห็นน้องเล็กลูบท้องป้อยๆ ส่วนอาหารบนโต๊ะ...อืม"ข้าเรียกเสี่ยวเอ้อมาเก็บเงินดีกว่า"
เมื่อลงจากชั้นสองมากันทั้งหมดแล้วหลินหลานหรูยืนมองพี่ใหญ่กอดคอลากเถ้าแก่หลิ่วออกไปหน้าร้าน สุมหัวพูดกันลับๆ ล่อๆราวทั้งคู่ตกลงเื่บางอย่างกันไม่ได้ ทั้งพี่ใหญ่ยังมองกลับเข้ามาในร้านจ้องนางนิ่งอยู่พักหนึ่ง
"มีพิรุธ" นางเอ่ย
"คงไม่เท่าเ้า"
อีกละ หลินหลานหรูเม้มปากเงยหน้าขมวดคิ้วมองเสวี่ยเฟิ่งตรงๆ คิดดวลกับเขาให้ตายกันไปข้าง"ท่านรู้สิ่งใดมา?"
"ข้าได้ยินพี่ใหญ่เ้าเอ่ยกับเถ้าแก่หลิ่วว่าหากพบบิดาพวกเ้าที่นี่ อย่าได้พูดถึงเ้ากับเขาในร้านวันนี้เห็นได้ชัดว่าพวกเ้าหนีออกจากจวน ซ้ำยังหนีจากร้านน้ำชาผ่านตรอกเขตตลาดการค้าท่าน้ำอีก"
หลินหลานหรูยิ้มไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
คนผู้นี้รู้มากเกินไปแล้วนางต้องจัดการปิดปากเขา ไม่เช่นนั้นความลับของนางต้องรู้ไปถึงหูคนนอกเป็แน่
หลินหลานหรูเหลือบมองหลินหลงอู่ที่หน้าร้านก่อนเขย่งปลายเท้าแหงนหน้ากระซิบข้างหูเสวี่ยเฟิ่ง
ถึงอย่างนั้นก็สูงได้แค่ไหล่เสวี่ยเฟิ่งเห็นความลำบากของหลินหลานหรูเช่นนี้จึงย่อตัวลงเล็กน้อยเอียงศีรษะใกล้จนจมูกของนางเกือบชิดแก้มเขา
พลันความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านทั่วร่างความรู้สึกนั้นเหมือนกระบี่ดำเกือบเฉือนจมูกหลินหลานหรูเมื่อเช้าไม่ผิด ทว่าเื่นี้เอาไว้ก่อนนางกล่าวเสียงเบาว่า "ข้าแค่ผ่านทาง ไม่ได้ก่อเื่อย่าได้บอกพี่ใหญ่เป็อันขาด"
เสวี่ยเฟิ่งได้ฟังแล้วริมฝีปากโค้งยิ้มขึ้นน้อยๆกระซิบตอบกลับนางไปว่า "ข้าบอกแล้วจะทำไมเล่าเ้าจะให้อะไรเป็การปิดปากข้า"
หลินหลานหรูมุ่นคิ้วคิดเล็กน้อย"ท่านจะเอาเท่าไร ข้ามีหลายหีบ"
"เงินหรือ"
"เปล่า ปิ่นปักผมท่านเอาไปขายคงได้ราคาดี"
ช่างคิดนะเ้า เสวี่ยเฟิ่งหัวเราะดวงหน้างดงามหล่อเหลาเปื้อนรอยยิ้มไปถึงดวงตา "คุณหนูหลินข้าไม่ได้อยากได้ปิ่นเ้า แต่ถ้าให้ข้าเป็ของแทนใจ ข้ายินดีรับ"
หลินหลานหรูไร้คำจะพูด เขาหยอกนางเล่นอีกแล้ว
_____________________________
[1] ยามอู่ คือ ่เวลาระหว่าง 11.00 น. ถึง 13.00 น.