แสงแดดยามบ่ายแสนจะร้อนอบอ้าว
แต่ภายในป่ามรณะกลับไร้แสงสว่างปรากฎเงาสายหนึ่งกำลังพุ่งทะยานด้วยความที่เห็นเป็เพียงเส้นสายสีส้มดำ
ศิลาพุ่งทะยานร่างด้วยความเร็วสุดขีดเพราะหนทางจุดหมายที่เขาจะไปนั้นมันอยู่เกือบจะสุดเกาะมนตรา
เขาใช้เวลาไปร่วมสามชั่วโมง ศิลาได้มาถึงยังจุดหมายโดยสวัสดิภาพ
เบื้องหน้าของเขาเป็เนินเขาสีเขียวปกคลุมด้วยทิวสนหลากสีสลับกันไปมันเป็เนินเขาสูงของทางตอนใต้เกาะมนตรา
ศิลากวาดสายตามองไปรอบด้านพบว่าที่นี่มีแต่สัตว์อสูรแปลกๆจำพวกสัตว์ดึกดำบรรพ์ จนทำเอาศิลาตัวสั่นอยากจะได้อยากจะโดนอยากจะจับพวกมันมาไว้ในกองทัพ
แต่เขาเสียเวลามามากแล้วและอีกอย่างหนทางข้างหน้าเขาต้องเจออะไรบ่างต้องใช้เวลนานเท่าไหร่เมื่อคิดได้แบบนั้นเขาจึงเลือกที่จะปล่อย
ให้พวกมันมีชีวิตรอดไปอีกสักพัก
ศิลารีบะโไปยังหุบเขาสีน้ำตาลด้านหน้าสูงราวๆแปดร้อยเมตรจนศิลาแทบมองไม่เห็นยอดเขากว้างออกไปถึงสามกิโลเมตรทั้งสูงใหญ่ยาวตระหง่า
ศิลาเดินสำรวจไปทั่วบริเวณหุบเขาในเวลาไม่นานเขาก็พบกับโขดหินสีทองสะดุดตาใหญ่ขนาดหกเมตรทรงกลม
เมื่อศิลาเคลื่อนหินก้อนนั้นพลันปรากฎปากทางเข้าถ้ำเบื้องหน้าเขาทันทีก่อนที่หินก้อนสีทองจะค่อยๆเคลื่อนตัวกลับที่เดิมพร้อมกับประตูที่ค่อยๆเลื่อนปิดตาม
ศิลารีบเดินเข้าไปในถ้ำทันทีเมื่อประตูถ้ำปิดไร้แสงสว่างใดๆภายในถ้ำจึงมืดสนิทมองไม่เห็นแม้ร่างกายของตัวเอง ศิลาจึงโคตรจรพลังธาตุแสงไปทั่วร่าง ร่างของศิลาส่องแสงสว่างสีขาวราวดวงตะวันเป็แสงนำทางชั้นดีเหมือนทุกอย่างจะราบรื่นจนศิลาเองยังใในความราบรื่นไม่มีอะไรมาติดขัด
ทว่าศิลายังคิดไม่ทันจบเดินอย่างสบายใจกลับหยุดชะงักก่อนจะค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็สืบเท้าค่อยๆย่างก้าวอย่างช้าๆ
เพราะว่าเขาััได้ถึงจิตสังหารรังสีฆ่าฟันจากรอบด้านเพ่งพุ่งตรงมาที่เขาคล้ายกับเป็สัญญาณเตือนให้กับผู้ที่ล้วงล้ำอาณาเขต
ศิลาััถึงจิตสังหารที่พุ่งมากดดันเขาจนรู้ได้ว่าพวกมันคือสัตว์อสูรชนิดเดียวกันเพราะคลื่นพลังที่แผ่ออกมามันคล้ายกันทุกอย่าง
ปัก...ฉ๊วะ
ร่ำไห้ดาบในมือขวาของศิลาฟันใส่สัตว์อสูรที่พุ่งเข้ามาโจมตีทันทีพร้อมกับฟันส่งมันไปเกิดใหม่เมื่อศิลาได้เห็นร่างของมันชัดตาก็พบว่ามันคือ
แร็พเตอร์ตัวทำเสื้อโคล้งโตเต็มวัยร่างของมันมีสีม้วงฟ้าดวงตาสีดำสนิทกลมกลืนกลับความมืดภายในถ้ำพร้อมกรงเล็บแหลมคม
แต่ที่น่าแปลกคือพวกมันทั้งสามร้อยตัวกำลังรุกยืนสองขาในมือถือหอกหลากสีตามแต่ละธาตุ ภาพเบื้องหน้าทำเอาศิลาถึงกับยิ้มไม่ออก
แฟ๊ก....ซิ๊ก..แฟ๊ก...แฟ่ก...แซก
พวกมันส่งเสียงไปมาหากันคล้ายการส่งสัญญาณ
ย๊าก...ศิลาไม่รอช้ารีบพุ่งตัวเข้าชิงโจมตีก่อนทันที
“ศิวนาศราช”
ศิลาตวาดลั่นพร้อมกับดาบในมือขวาทอแสงสีเขียวธาตุลมกริชในมือซ้ายแฝงไปด้วยพลังธาตุไฟ ก่อนที่ศิลาจะฟันส่งคลื่นดาบแหลมคมธาตุลมและธาตุไฟออกไปหลายร้อยสายด้วยท่วงท่าอันพิศดาร
คลื่นพลังกลับหลอมรวมก่อเกิดเป็พายุคมศาสตรามากมายพุ่งโจมจีใส่
เหล่าแร็พเตอร์อย่างโเี้และอำมหิตถึงขีดสุดเืสีแดงไหลนองเต็มพื้นถ้ำเกิดเสียงร้องเป็จังหวะผสมกับเสียงฉีกขาดของเนื้อ
จากนั้นศิลาก็ดูดเอาไอเท็มทั้งหมดเข้ามาพร้อมกลับมุ่งหน้าไปข้างหน้าต่ออย่างไม่หวั่นเกรงศิลาพึ่งเข้าใจว่าทำไมถ้ำนี้มันถึงขึ้นชื่อว่าถ้ำมรณะถ้าหากเขาไม่จัดอยู่ในหมู่ผู้เล่นระดับเทพแล้วล่ะก็เขาก็คงตายไปั้แ่สามวินาทีแรกเป็แน่
ตลอดตามเส้นทางศิลาได้สังหารสัตว์อสูรไปมากมายทั้งแร็พเตอร์ เสื้อเขี้ยวดาบ ศิลาสังเกตุรับรู้ทันทีว่าั้แ่ด้านนอกรวมถึงในถ้ำจะเป็สัตว์อสูรดึกดำบรรพ์ทั้งสิ้นแถมพวกมันยังมีระดับอยู่ที่ราวๆเจ็ดสิบขึ้นทั้งนั้น
จนในที่สุดเขาก็พบเข้ากลับตัวพ่อ
ทีเร็กในส่วนย่อขนาดตัวสูงสิบเมตรกว้างห้าเมตรดวงตาดำสนิทเขี้ยวสีดำคล้ายฟันผุแต่ถ้าโดนมันขย้ำเข้ามีหวังถึงเป็ศิลาก็คอขาดได้เพราะเขี้ยวของมันยาวถึงสามสิบเิเิัสีดำสนิทชนิดที่เรียกได้ว่ากลมกลืนไปกับความมืดอย่างแเีเลยก็ว่าได้พ่วงมาด้วยกรงเล็บสีดำโค้งยาวสิบห้าเิเสุดแหลมคม
“แหม่! ไม่ได้มาตัวเดียวสะด้วย”
ศิลาเอ่ยขึ้นเพราะเบื้องหน้าในความมืดของเขาศิลาััได้ถึงจิตสังหารอีกราวๆหนึ่งร้อยกว่าตัว
แว๊ก....
มันร้องคำรามก่อนจะพุ่งโจมตีศิลาด้วยความรวดเร็วที่ผิดกับตัวเสียงฝีเท้าหนักอึ้งคล้ายกลับจะทำลายถ้ำให้ถล่มก็ว่าได้
ย๊าก...
“อวตารสายฟ้า”
ทั่วร่างของศิลาห่อหุ้มด้วยสายฟ้าสีส้มสาดแปร๊บปร๊าบแล่บไปมาตอนนี้เขาไม่ต้องทนรับความเ็ปสายฟ้าช็อตอีกแล้ว
ฉ๊วะ...ฉ๊วะ...ฉ๊วะ...เคร้ง
ศิลาแทงดาบในมือขวาสลับกลับกริชในมือสายแฝงด้วยพลังธาตุลมเข้าทำลายจากภายในแต่มันกลับยังไม่ตายแสดงถึงพลังชีวิตที่มหาศาลอย่างมาก
จากนั้นศิลาจึงเร่งพลังธาตุถึงขีดสุดแบบไม่มีหวงของพร้อมกับตวัดดาบคมกริชในมือฟาดฟันไปมาคล้ายกับอาวุธทั้งสองเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายทั้งพริ้วไหวดุร้ายหนักแน่นเฉียบคม
ฉัวะ...ฉึก...
ทีเร็กซ์ตัวแล้วตัวเล่าต่างล่วงตกตายไปตามๆกันสังเวยชีวิตให้กับศิลาอย่างไม่เต็มใจ เืสีแดงสดไหลนองท่วมพื้นดูน่าสะพรึงกลัวราวกับศิลากำลังเดินอยู่บนขุมนรกโดยมีกองซากศพเศษเนื้อขาดวิ่นเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยกองทับถมกันคล้ายบันไดให้ศิลาเดินผ่าน
กลิ่นคาวเืส่งกลิ่นแสบจมูกจากนั้นร่างของพวกมันก็หายวับเข้าคลังของศิลาไปทันทีศิลายังคงเดินหน้าเข้าไปเลื่อยๆสังหารสัตว์อสูรตามทางอย่าลืมกินลืมนอนไม่รู้วันไม่รู้เวลา
สัตว์อสูรถูกเขาสังหารไปเท่าใดไม่มีใครทราบได้ และสิ่งเดียวที่ช่วยให้เขาทำแบบนั้นได้คือน้ำยาคืนปราณ
ศิลาเริ่มรู้แล้วว่าทำไมไม่มีพ่อค้าคนไหนเอาน้ำอัมฤทธ์ออกไปขายได้เพราะเส้นทางข้างหน้ามันดูเหมือนกับไร้จุดหมายเสียเหลือเกินคล้ายกับเดินติดอยู่ในวังวนแห่งการฆ่าฟันไม่จบสิ้น
ทุกเส้นทางที่ศิลาเดินผ่านล้วนเต็มด้วยเืแดงฉานของสัตว์อสูรสาดกระจายเต็มผนังถ้ำไหลนองท่วมพื้น
เคร้ง...แฟ๊ก..ฉัวะ
ดาบของศิลาฟันผ่าร่างของ
เทโรซอร์สัตว์ดึกดำบรรพ์จ้าวเวหาพร้อมกับกระชากเครื่องในของมันออกมากองลงกับพื้น ไม่มีเสียงระบบแจ้งเตือนใดๆทั้งสิ้นระดับ
ค่าประสบการณ์ของเขาเพิ่มขึ้นมากมายมหาศาลแต่ก็ยังไม่มากพอที่จะเลเวลอัพ
ฉ๊วะ...
ต่อมากริชในมือซ้ายของศิลาก็ฟันผ่าร่างของเทอโรแดกทีลัสสัตว์จำพวกนกยุคไดโนซอ
สภาวะดาบของศิลาบรรลุถึงขีดสุดจนแทบเรียกได้ว่าการฟันออกแต่ละครั้งไวจนมองเห็นเหมือนเขาหยุดนิ่งไม่ขยับร่างใดๆและเสียงที่ศิลารอคอยก็ดังขึ้นมา
“ผู้เล่นศิลา ปฏิบัติตามบรรลุตามเงื่อนไข ระดับเพิ่มเป็96...98...100...110”
“ผู้เล่นศิลา ปฏิบัติตามบรรลุตามเงื่อนไข เพลงดาบไร้รูปแบบระดับ150”
“ผู้เล่นศิลา ปฏิบัติตามบรรลุตามเงื่อนไข ดาบสองมือระดับ200
“ผู้เล่นศิลา ปฏิบัติตามบรรลุตามเงื่อนไข จิตแห่งดาบระดับ170”
“ผู้เล่นศิลา ปฏิบัติตามบรรลุตามเงื่อนไข ศิวนาศราชระดับ150”
“ผู้เล่นศิลา ปฏิบัติตามบรรลุตามเงื่อนไข อวตารสายฟ้าระดับ180”
“ผู้เล่นศิลา ปฏิบัติตามบรรลุตามเงื่อนไข กายัโลหิตระดับ200”
“ผู้เล่นศิลา ปฏิบัติตามบรรลุตามเงื่อนไขทักษะชำนาญดาบ ได้รับการวิวัฒนาการเป็ ทักษะปรมจารย์ดาบระดับ 1..”
“ผู้เล่นศิลา มาถึงสุสาน
แห่งา”
แห๊ก...แห๊ก...
“ไม่ไหวร่างจะแตกแล้ว”
ศิลาเดินโซเซไปมาพร้อมกับทิ้งตัวลงกับพื้นก่อนที่จะหยิบน้ำยาคืนปราณขึ้นมาดื่มอย่างรวดเร็วตามด้วยน้ำเปล่า ศิลานอนรอเวลาน้ำยาคืนปรานออกฤทธ์ราวๆหนึ่งนาทีจากนั้นความเหนื่อยล้าก็พลันหายไปเขาดีดร่างลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วพร้อมกับปรายสายตามองไปในหน้าจอระบบเพื่อดูเวลาที่เขาจะสามารถออนไลน์ได้อีกราวๆกี่วัน
ถึงแม้จะเสียเวลาไปมากในการใช้เวลามาถึงจุดหมายแต่ทว่าศิลากลับไม่รู้สึกว่ามันนานเลยสักนิดเพราะเขาไม่เคยใช้เวลาไปแบบเสียเปล่าสัตว์อสูรก็เก่งจนน่าใทำให้สามารถฝึกพัฒนาตัวเองได้เลื่อยๆแถมระดับทักษะดาบของเขายามนี้เรียกได้ว่าอาจจะเป็หนึ่งในใต้หล้า
ศิลาพาร่างที่ไม่เคยหยุดพักไปยั่งพิงกับหินก้อนใหญ่ก่อนจะหยิบนำอาหารออกมารับประทานเขาไม่ได้หิวแต่อย่างใด แต่ยังเสียร่างกายก็้าสารอาหารอยู่ดี
ศิลากวาดสายตามองไปรอบถ้ำที่บนผนังถ้ำมีผนึกธาตุนับพันทอแสงคล้ายดวงดาวสว่างในความมืดเบื้องหน้าเขาเต็มไปด้วยหลุมศพมากมาย
พร้อมกับหินย้อยหินงอกออกมาจากผนังถ้ำ สลับไปมากับต้นไม้รูปร่างแปลกประหลาดสีน้ำตาลดำคล้ายต้นไม้ตายซากขึ้นเต็มไปหมดรังสีรางร้ายรังสีน่าขนลุกลอยฝุ้งในอากาศ
“น้ำอัมฤทธ์มันน้ำศักดิ์สิทธิ์แต่ที่นี่ดูมันจะตรงข้ามเลยและััได้แต่ไอรังสีไม่ดีทั้งนั้น”
ศิลารับรู้ได้อย่างชัดเจนเพราะมันมีม่านหมอกสีดำขรึ้มลอยปกคลุมไปทั่วแต่สิ่งที่ศิลามันใจว่าเขามาถูกทางคือเขาััได้ถึงพลังศักดิ์สิทธิ์สูงส่งเข้มข้นแต่คล้ายกลับอยู่ห่างแสนไกลแต่ก็เหมือนอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ศิลาไม่ชอบบรรยากาศที่นี่เอามากๆมันเป็ความเงียบที่ผิดแปลกกับความเงียบยามราตรี มันเป็ความเงีบบสยบที่คล้ายกับความสงบก่อนพายุใหญ่กำลังจะมา ทุกโสดประสาทสัญชาตญาณของศิลามันร้องะโก้องภายในจิตใจของเขาว่าที่อันตรายและควรจะรีบหนีออกไปให้เร็วที่สุด
ศิลาหนาวสะท้านไปทั่วร่าง เพราะยามใดที่เขารู้สึกแบบนี้มันหมายถึงเขาอาจจะเจอกับสัตว์อสูรระดับาาเป็อย่างต่ำ แต่ครั้งนี้มันรุ่นแรงจนเขาเองก็แทบอยากจะหนีออกไปใจแทบจะขาด แต่ด้วยภารกิจเขาถึงต้องฝืนทำให้สำเร็จ
“เอาวะ...”
ศิลาพูดจบพร้อมกับทานอาหารเสร็จเขารีบตรวจเช็คน้ำยาฟื้นพลังชีวิตทันทีจากนั้นก็ค่อยๆสืบเท้าเดินไปข้างหน้าผ่านหลุมศพมากมายเบื้องหน้าของศิลาคือทางแคบที่มีแสงจากผนึกธาตุส่องสว่างคล้ายกับทางไป์
วูบ....
เมื่อศิลาย่างก้าวเท้าเข้าสู่ทางเดินช่องแคบวินาทีนั้นด้านหลังของเขาพลันปรากฎกำแพงกักกันม่านพลัง ศิลาหันมามองเขาทราบทันทีว่ามันคืออะไรเพราะเขาเคยััม่านพลังแบบนี้มาแล้ว
มันเป็ม่านพลังแบบเดียวกับสัตว์อสูรระดับาาขึ้นไปเท่านั้นถึงจะมีแต่ม่านพลังครั้งนี้เขาััได้ว่ามันทรงพลังมากมายเกินกว่าระดับาาหรือจักรพรรดิแน่นอน
เขาไม่สามารถหันหลังกลับไปได้อีกแล้วไม่ม่ามันจะเป็ตัวอะไรก็มีแต่ต้องสู้เท่านั้น เมื่อคิดแบบนั้นศิลาจึงหยิบร่ำไห้และโหยหาออกมากระชับแน่นเปิดใช้สกิลจิตแห่งดาบที่ตอนนี้สามารถมองเห็นอนาคตได้ล้วงหน้าสามวินาที
คนอย่างศิลายอมตายอย่างสมศักดิ์ศรีดีกว่าหนีให้อายฟ้าดินเมื่อสองมือกระชับอาวุธพร้อมศิลาก็พุ่งทะยานเข้าสู่ทางแคบอย่างรวดเร็ว
ศิลาพุ่งทะยานไปตามทางได้สักพักเขาสังเกตุได้ว่าตามทางไม่มีสัตว์อสูรใดเลยและทางแคบก็กว้างขึ้นเลื่อยๆพร้อมกับแสงสว่างเจ็ดสีที่สว่างมากขึ้นเบื้องหน้าของศิลาทำเขาเบิกตาอย่างตลึง มันคือูเาที่อยู่ใต้ดินูเาเขียวขจีต้นไม้ขึ้นมากมายอย่างสมบูรณ์เป็สิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ทั้งใหญ่โต ตระหง่า
“ทีเร็กสายพันธ์มนุษย์ผู้เฝ้าสุสานบรรพ์กาล เทพอสูรระดับาาระดับ250 ถือกำเนิด ธาตุความมืด ผู้ที่ถูกสังหารระดับลดลงเหลือ1 รอเวลาเกิด60วันตามเวลาโลกจริง”
“เห่ย...”
ศิลาเอ่ยขึ้นอย่างใเมื่อเสียงจากระบบจบลงเขารีบกวาดสายตามองไปรอบๆตัวที่เป็สุสารหลุมศพป่าไมู้เากลับไร้วี่แววสิ่งมีชีวิต