หวังหม่าเอ๋อร์เตรียมเกวียนเทียมวัวเพื่อมาขนของกลับหมิงหยวนจึงถามระยะทางจากที่นี่ถึงจวน พอรู้ว่าไม่ได้ไกลมากจึงเลือกที่จะเดินชมวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองหลวงแทน
แน่นอนว่าเขาได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองตลอดทางมีเกวียนวัววิ่งผ่านไปมาบ้างเป็นครั้งคราว บางคนสวมเสื้อผ้าหรูหราราคาแพงควบม้าผ่านไปมาเหล่าหญิงสาวในรถม้ามวยผมหรูหราใหญ่โตราวก้อนเมฆ สวมชุดลัวซาน [1] ปักปิ่นทองประดับมุกมีขอทานพิการแขนขานั่งขอทานอยู่ข้างถนนบ้างประปรายและมักจะถูกหน่วยลาดตระเวนในเมืองหลวงลากตัวออกไป
หมิงหยวนหยุดตรงร้านค้าแผงลอยกวาดตามองขนมที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นขนมที่ทำจากการนำข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆมาตำจนเนื้อเหนียวเนียนนุ่ม นำมาปั้นเป็นก้อนแล้วราดด้วยน้ำตาลเคี่ยวลงไปแปลกตาจนเขาไม่รู้แม้กระทั่งวิธีกิน ระหว่างที่เขาจดจ่ออยู่กับขนมนั้นเด็กไม่รู้มาจากที่ใดวิ่งมาชนเขาเบาๆ หมิงหยวนเพียงหันมองตามหลังเด็กพวกนั้นไม่ได้ถือโทษโกรธเคือง
“หยวนเก้อเอ๋อร์!”
เสียงเรียกหาดังมาถึงก่อนตัวคนทว่าหมิงหยวนกลับไม่สนใจจะหันมองเจ้าของเสียง จึงถูกตบไหล่เรียกสติเป็นหมิงเยี่ยนั่นเอง ไม่ได้เจอกันมาหนึ่งปีเต็ม ตัวสูงกว่าเขาครึ่งหัวแล้วหมิงเยี่ยวิ่งเข้ามากอดเขาไว้แน่น
หมิงหยวนเองก็คิดถึงหมิงเยี่ยมากแต่พอได้เห็นอีกฝ่ายยังคงสดใสร่าเริงเขาจึงฉีกยิ้มให้แล้วตบไหล่อีกฝ่ายเป็นการเอาคืน “ทุกคนทางนั้นคิดถึงเจ้าแต่ดูเหมือนเจ้าจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่เมืองหลวง”
“ยังจะพูดเล่นอีกหากไม่ติดว่าถนนหนทางเดินทางลำบากล่ะก็ ข้าคงแทบจะเหาะกลับไปทันทีตั้งแต่ได้รับจดหมายว่าเจ้าจะมา ข้าก็ส่งคนไปรอรับเจ้าที่ท่าเรือทุกวันวันนี้มาถึงเสียที” พูดจบหมิงเยี่ยก็หันไปรับถุงกระดาษหลายใบจากผู้ติดตาม“รีบลองกินอันนี้สิ อันนี้ด้วย ล้วนเป็นของขึ้นชื่อในเมืองหลวงน้ำผลไม้อันนี้ก็อร่อย ว่ากันว่าฝ่าบาททรงโปรดปรานมาก”
หมิงหยวนรับของกินมากมายมาหอบไว้ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “พอแล้วๆ ข้าไม่มีมือจะถือแล้ว”
หมิงเยี่ยเกาหัวพลางหัวเราะแล้วลากอีกฝ่ายเพื่อเดินกลับหยิบถุงเงินออกจากแขนเสื้อแล้ววางลงบนฝ่ามือ “ดูสิ นี่คืออะไร?”
“นั่นมันถุงเงินของข้า ไยไปอยู่ที่เจ้าได้?”
“ทุกอย่างในเมืองหลวงล้วนดีหมดยกเว้นอยู่อย่างเดียว คือมีโจรลักเล็กขโมยน้อย เจ้าต้องระวังตัวให้ดี”หมิงเยี่ยเอ่ยพร้อมยืดอกอย่างภาคภูมิ “ตอนที่ข้ากำลังจะเดินมาหาเจ้าข้าเห็นเด็กขอทานชนเจ้า เจ้ายังเป็นคนฉลาดอยู่หรือไม่เหตุใดถูกโจรตัวน้อยขโมยถุงเงินไปก็ยังไม่รู้ตัวโชคดีที่ข้าเห็นเข้าเสียก่อนจึงเอามันกลับมาให้”
หมิงหยวนรับถุงเงินและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล“แล้วขอทานคนนั้นเล่า?”
“ให้คนพาตัวไปส่งเจ้าหน้าที่แล้วคนพวกนี้แต่ละวันมีให้เห็นเยอะแยะ” หมิงเยี่ยตอบแบบไม่ใส่ใจแต่พอเหลือบไปเห็นสีหน้าไม่พอใจของหมิงหยวน ก็พลันรับรู้อะไรบางอย่าง “อ๋อ!ที่แท้ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่เห็น! เจ้ารู้อยู่แก่ใจ แต่ตั้งใจปล่อยเขาไป!”
หมิงหยวนไม่ตอบ ได้แต่ถอนหายใจ“เด็กคนนั้นอายุแค่หกเจ็ดขวบเท่านั้น ตัวผอมแห้งจนเห็นกระดูกข้าเห็นว่าที่นี่มีคนขอทานเยอะ ทั้งเด็ก สตรี คนแก่ คนพิการก็มีไม่น้อย”
หมิงเยี่ยเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะเริ่มเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง“หยุดพูดเรื่องนี้กันเถิด กลับถึงจวนข้ายังต้องจัดงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าหนึ่งปีที่อยู่ที่นี่ข้าพอจะมีสหายอยู่สองสามคนข้าจะนัดหมายพวกเขามาเพื่อแนะนำเจ้าให้พวกเขารู้จัก”
“เฮ้ย!!! เจ้าก็รู้ว่าข้า...”
ไม่รอให้หมิงหยวนปฏิเสธ“ไม่ใช่พวกคนรวยขี้เหยียดหรอก ที่สำคัญพวกเขาไม่ดูถูกเราข้าจะแนะนำคนเหล่านี้ให้เจ้ารู้จักเอาไว้ เจ้าต้องชอบแน่ๆ!”
“แหะๆ ก็ได้จะรอดูความสามารถของคุณชายสาม”
ขณะที่พวกเขากำลังเดินกลับก็มีรถม้าตามมาข้างหลังบนถนนมีทั้งเกวียนเทียมวัวและเกวียนเทียมลาสัญจรผ่านไปมาเป็นระยะด้านหน้าพวกเขาเต็มไปด้วยผู้คนมากมายเสียงดังเซ็งแซ่บ้างก็เป็นรถม้าของผู้มีสถานะพิเศษ มีตั้งแต่คันเล็กไปจนถึงคันใหญ่สุดหรูหราหมิงหยวนลอบมองเก็บรายละเอียด เห็นว่าตัวรถม้าทำจากไม้มะเกลือขัดผิวเงาวับมีม่านสีแดงวิจิตรงดงาม สลักสัญลักษณ์ประจำตระกูลไว้บนรถม้าเทียมด้วยม้าตัวสูงใหญ่สองตัวที่สวมสายบังเหียนสีสันสดใสคนบังคับรถม้าสวมชุดและหมวกสีน้ำเงินเรียบร้อย พอรถม้าแล่นผ่าน ฝุ่นก็ลอยฟุ้งจนหมิงเยี่ยจามหลายครั้ง “เราขึ้นไปนั่งบนรถกันเถิด”
“คนพวกนั้นเป็นผู้ใดไยถึงไม่เกรงใจกันบ้างเลย?”
“เจ้าไม่รู้อะไรคนที่จะนั่งรถม้าผ่านถนนเส้นนี้ได้ จะต้องรวยหรือมีเกียรติมาก ล้วนเป็นคนจากตระกูลชนชั้นสูงคนธรรมดาอย่างเราทำไม่ได้”
หมิงหยวนยิ้มอย่างขมขื่น“ในเมืองนี้ไม่มีผู้ใดที่ข้าล่วงเกินได้”
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะขึ้นไปบนเกวียน จู่ๆหมิงเยี่ยก็ดึงเขาให้เข้าไปหลบที่มุมหนึ่งหวังหม่าเอ๋อร์รีบพาเกวียนเทียมวัวที่อยู่ข้างหลังตามมา
“เกิดอะไรขึ้น? ทางกลับแค่ตรงไปไม่ใช่หรือ?”
ก่อนที่หมิงเยี่ยจะเอ่ยตอบเสียงผู้คนและเสียงม้าดังเข้ามาใกล้เสียงเกือกม้าเจ็ดแปดตัววิ่งแข่งกันมากลางท้องถนน คนบังคับรถม้าคันหรูหราที่พวกเขาเพิ่งเห็นเมื่อครู่จึงพยายามดึงสายบังเหียนให้รถม้าหลบเข้าข้างถนนม้าหลายตัววิ่งเฉียดไปอย่างรวดเร็ว จนรถม้าตกลงไปในคูน้ำ ป้ายไม้แกะสลักอย่างประณีตร่วงหล่นลงพื้นเรียกได้ว่าสภาพยุ่งเหยิงเกินควบคุม
หมิงหยวนตะลึงกับภาพตรงหน้า
“ดูนั่นนั่นคือคนที่ไม่ควรข้องเกี่ยวด้วยที่สุด”
หมิงหยวนยังคงพยายามทอดสายตามองคนที่อยู่ไกลๆ“เขาคือผู้ใดหรือ?”
“เขาก็คือคุณชายจากตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดในเมืองหลวงนามว่า เซี่ยฮุ่ย”
-------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ชุดลัวซาน (罗衫)หมายถึง ชุดที่สตรีสวมใส่ในช่วงฤดูร้อน เป็นชุดเกาะอกทับด้วยเสื้อคลุมแขนยาวเบาบางและพลิ้ว