แสงจันทร์ที่สาดส่องลอดผ้าม่านเข้ามาทำให้ดวงตาอันพร่ามัวของซูหลีหลี่พลันกระจ่างใส่ขึ้นร่างกายของนางอีกไม่นานก็คงจะดับสิ้นแล้ว หลายปีที่ต้องตรากตรำอยู่ในสนามรบกับสามีหลายเดือนที่ต้องตรากตรำใช้ความคิดเพื่อผลักดันให้สามีสามารถผลัดเปลี่ยนราชวงศ์และได้ราชบัลลังก์ได้สำเร็จยามนี้ยังมีทุกโมงยามที่นางต้องระมัดระวังและคอยแย่งชิงอำนาจจากบรรดาสตรีของสามี
“์ข้าเหนื่อยเหลือเกินชีวิตนี้ข้าทำเพื่อผู้อื่นมามากเหตุใดชีวิตของข้าจึงไม่ได้รับความสุขอย่างที่ควรจะเป็สักที”ซูหลีหลี่เอ่ยพึมพำออกมาเสียงเบา ยามนี้พอนางสิ้นไร้กำลังแม้แต่สาวใช้ข้างกายก็ไม่อาจจะปกป้อง หากไม่ตายก็ล้วนถูกขังคุก ทั้งตงชิง ตงผิงตงหนานและเผิงซีล้วนจากนางไปหมดแล้ว
“นางตายหรือยัง”เสียงของซูหลีเซียงทำให้ซูหลีหลี่พลันขมวดคิ้วในทันทีในใจก็ได้แต่คิดว่าเพราะเหตุใดน้องสาวต่างมารดาของนางจึงได้เข้ามาอยู่ในห้องนี้
“ทูลเต๋อเฟยพระนางน่าจะยังทรงบรรทมอยู่เพคะ”คำเรียกขานที่นางกำนัลใบ้เรียกขานซูหลีเซียงทำให้ซูหลีหลี่เพ่งสายตาไปที่เงาร่างของสตรีที่อยู่หลังม่านในทันที
“ปิดหน้าต่างบานนั้นเสียปิดบานประตูด้านหน้าด้วย บอกกับผู้อื่นว่าข้าอยากจะปรนนิบัติซูฮองเฮาด้วยตนเอง”เมื่อซูหลีเซียงเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็ค่อยๆดึงเข็มที่ตนเองซุกซ่อนเอาไว้ในแขนเสื้อออกมาน้องสาวของนางเป็คนลงมือโเี้และไร้เมตตามากเพียงใดนางรู้ดี อีกทั้งยังเป็คนที่ไร้หัวคิดเป็อย่างมากอีกด้วยไม่ต้องคาดเดาก็รู้ว่ายามนี้ซูหลีเซียงคงจะคิดว่าหากกำจัดฮองเฮาเช่นนางไปได้ตำแหน่งฮองเฮาของฮัวจิ่นหลงฮ่องเต้ก็คงจะว่างลง
“เซียงเซียงเ้าคิดจะทำอันใด”น้ำเสียงที่ทั้งแหบพร่าและไร้เรี่ยวแรงของนางทำให้ซูหลีเซียงหัวเราะออกมาในทันที
“ก็กำลังจะลงมือปรนนิบัติพี่หญิงให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บเร็วๆอย่างไรเล่า”ซูหลีเซียงเอ่ยพลางปัดผ้าม่านที่บดบังระหว่างพวกนางออกแล้วก็ชะโงกใบหน้าเข้ามามองซูหลีหลี่ที่ในยามนี้กลายเป็เนื้อหุ้มกระดูกหมดความงามไปนานแล้ว
“ท่านหมอซูจนถึงยามนี้แล้วก็ยังไม่อาจจะรักษาอาการป่วยของตนเองได้เลยหรือไหนว่ามีความสามารถทางด้านการรักษาจนแม้กระทั่งท่านหมอเทวดาหลี่ก็ยังต้องเอ่ยปากชื่นชมอย่างไรเล่า”ซูหลีเซียงเอ่ยพลางหยิบผ้าห่มผืนหนาขึ้นมา
“เ้าจะทำอันใดถ้าข้าตายไปเ้าก็อย่าได้คิดว่าตำแหน่งฮองเฮาจะตกไปถึงมือเ้าเลย”เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยเช่นนี้ซูหลีเซียงก็หัวเราะออกมาในทันที
“เมื่อก่อนพี่หญิงก็เคยบอกกับข้าว่าภรรยาม่ายของท่านอ๋องจากราชวงศ์ก่อนเช่นข้าเป็ได้แค่เพียงชู้รักอันต่ำต้อยของฝ่าามิใช่หรือซูหลีหลี่ยามนี้เ้าจงดูให้ดีว่าชู้รักอันต่ำต้อยเช่นข้ายามนี้ได้เป็ถึงเต๋อเฟยแล้วและอีกไม่นานตำแหน่งฮองเฮาที่ควรจะเป็ของข้าก็จะเป็ของข้าอย่างที่ควรจะเป็ไปได้เสียที”เมื่อซูหลีเซียงเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็พลันหัวเราะออกมาเบาๆ
“เป็ของเ้าหรือตำแหน่งฮองเฮานี้ควรจะเป็ของเ้าได้อย่างไร”คำถามของซูหลีหลี่ทำให้ซูหลีเซียงเอ่ยออกมาด้วยความแค้นเคือง
“เดิมทีคู่หมายของฝ่าาก็คือข้าคนที่ควรจะได้เป็ภรรยาเอกแล้วได้ตำแหน่งฮองเฮาของฝ่าาย่อมจะต้องเป็ข้าเป็พี่หญิงที่แย่งชิงฝ่าาไปจากข้า”คำพูดของซูหลีเซียงทำให้ซูหลีหลี่พลันยิ้มเย็นออกมาแล้วจึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันเชือดเฉือนอีกทั้งยังตั้งใจเปล่งเสียงให้ดังมากขึ้นกว่าปกติอีกด้วยนางรู้ดีว่ายามนี้คนผู้หนึ่งมาถึงแล้วและเขากำลังยืนฟังบทสนทนาของพวกนางอยู่
“เ้าอย่าได้ลืมสิว่าเป็เ้าเองที่ละทิ้งตำแหน่งฮูหยินของแม่ทัพเพื่อจะได้แต่งเข้าไปเป็พระชายาเอกของจวนอ๋องแล้วยามนี้มาใช้คำว่าข้าแย่งชิงฝ่าาไปได้อย่างไรเป็เ้าต่างหากที่ละทิ้งฝ่าาที่ในยามนั้นเป็แค่เพียงแม่ทัพประจำชายแดนอันห่างไกลน่าเสียดายที่ฝ่าาและเ้าต่างก็ลืมเลือนเื่นี้ไปมีเพียงข้านี่แหละที่จดจำได้ว่าน้องสาวเช่นเ้าทำอย่างไรบ้างเพื่อจะได้ทอดทิ้งการแต่งงานกับฝ่าา”คำพูดของซูหลีหลี่ทำให้ซูหลีเซียงเม้มปากแน่น
อันที่จริงแล้วนางไม่เคยลืมการตัดสินใจอันผิดพลาดของตนเองเพราะอยากจะเป็พระชายาอ๋องนางต้องแสร้งทำเป็ว่าจะขอยอมตายหากไม่ได้แต่งเข้าจวนอ๋องทำให้บิดาที่ทั้งรักและเอ็นดูในตัวนางยินยอมทำเื่สับเปลี่ยนตัวเ้าสาวทำให้นางได้แต่งเข้าจวนอ๋องและส่วนพี่สาวของนางให้แต่ออกไปยังจวนแม่ทัพที่อยู่ติดกับชายแดนแทน
“ผู้ใดจะรู้กันเล่าว่าแม่ทัพเล็กๆ ผู้หนึ่งที่ตรากตรำอยู่แต่แถบชายแดนจะได้เป็ใหญ่เฉกเช่นวันนี้แต่ช่างเถิดต่อให้ครั้งนั้นข้าเลือกผิดไปแต่ครั้งนี้ข้าเลือกไม่ผิดหรอกพี่หญิงถึงเวลาแล้วที่ท่านจะหมดเคราะห์หมดโศกหายจากโรคภัยที่รุมเร้าได้เสียที”ซูหลีเซียงเอ่ยพลางยกผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาปิดปากปิดจมูกของพี่สาวเอาไว้แล้วใช้ฝ่ามือกดไม่ให้นางสามารถหายใจได้
ซูหลีหลี่ดิ้นรนอย่างเต็มที่เท่าที่กำลังของนางจะทำได้แม้ว่าอยากจะหลุดพ้นจากสภาพร่างกายอันเจ็บป่วยนี้แต่นางก็ไม่ยินดีที่จะต้องตายด้วยเงื้อมมือของน้องสาวต่างมารดาของตนเอง
“อึก อึก”นางส่งเสียงออกมาพลางเค้นพละกำลังที่เหลือของตนเองไปที่มือที่กำลังถือเข็มอยู่แล้วลงมือแทงเข็มเข้าไปในจุดตายของร่างกายของน้องสาว
“เฮือก!”ซูหลีเซียงตาเหลือกขึ้นไปมอง้าแล้วล้มลงไปนอนชักอยู่บนพื้นนางกำนัลที่ติดตามมาด้วยรีบวิ่งเข้ามาแล้วส่งเสียงเรียกคนด้านนอกในทันที
“ช่วยด้วย!ช่วยเต๋อเฟยด้วยพระนางถูกฮองเฮาทำร้าย”เสียงเรียกคนของนางกำนัลกลับไร้ซึ่งเสียงตอบรับแต่ฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาในห้องกลับทำให้นางพลันเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความยินดีฮั่วจิ่นหรงฮ่องเต้แค่เพียงส่งสัญญาณมือเพียงครั้งเดียวขันทีที่ติดตามมาทางด้านหลังก็เข้ามาปิดปากปิดจมูกแล้วลากตัวนางกำนัลผู้นั้นออกไปในทันที
“ยังลงมืออย่างเด็ดเดี่ยวอยู่เช่นเดิมเสียดายที่เรี่ยวแรงของเ้ายังไม่ค่อยจะเพียงพอนัก”ฮั่วจิ่นหรงฮ่องเต้เอ่ยพลางย่อกายลงไปกระแทกฝ่ามือกดเข็มที่ปักอยู่กลางกระหม่อมของซูหลีเซียงลงไปจนมิดด้ามทำร่างที่ดิ้นทุรนทุรายของซูหลีเซียงสงบลงและสิ้นใจไปในทันที
“น่าเสียดายจริงๆเดิมทีข้าเคยสงสารนางและคิดว่าเป็เพราะเ้าแย่งชิงการแต่งงานของนางมาจนทำให้นางต้องไปลงเอยด้วยการเป็พระชายาม่ายของเสียนอ๋องคิดไม่ถึงว่าแท้จริงแล้วจะเป็เ้าที่ถูกนางแย่งชิงการแต่งงานไป”ฮั่วจิ่นหรงฮ่องเต้ทรงตรัสออกมาพลางจ้องมองเงาร่างที่ใกล้จะแตกดับที่นอนอยู่บนแท่นบรรทม
“ในเมื่อฝ่าาทรงเสด็จมายืนฟังอยู่ตั้งนานแล้วเหตุใดจึงไม่เสด็จเข้ามาเล่าเพคะ”ซูหลีหลี่เอ่ยถามถึง่เวลาที่นางถูกซูหลีเซียงใช้ผ้าห่มปิดปากปิดจมูกนางอยากถามเขาว่าเพราะเหตุใดเขาจึงได้ยืนมองนางถูกคนทำร้ายโดยไม่คิดจะทำอะไรเลย
“ซูหลีเซียงพูดถูกอยู่อย่างหนึ่งเ้าทนทุกข์ทรมานกับอาการป่วยไข้มานานแล้วถึงเวลาแล้วที่เ้าควรจะผ่านพ้นความทรมานจากการเจ็บป่วยนี้ได้เสียที”เขาเอ่ยพลางนั่งลงบนแท่นบรรทมแล้วจ้องมองนางด้วยสายตาที่ไร้ความเมตตา
“หม่อมฉันหมดประโยชน์แล้วไม่สมควรจะเก็บเอาไว้แล้วสินะเพคะ” คำถามของซูหลีหลี่ทำให้ฮั่วจิ่นหรงพยักหน้า
“ก่อนที่หม่อมฉันจะตายขอบังอาจถามพระองค์สักประโยคได้ไหมเพคะ”ซูหลีหลี่เอ่ยถามพลางหอบหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อนเมื่อครู่นี้ตอนที่แทงเข็มลงไปกลางศีรษะของซูหลีเซียงนางได้ใช้พละกำลังเฮือกสุดท้ายของตนเองไปแล้ว
“ได้สิเชิญเ้าถามมาได้เลย”เมื่อฮั่วจิ่นหรงฮ่องเต้ทรงตรัสมาเช่นนี้ซูหลีหลี่จึงได้ถามออกมาตามตรง
“พระองค์ทรงเคยรักหม่อมฉันบ้างหรือไม่เพคะ”คำถามของนางทำให้เขาพยักหน้า
“เคยสิข้าเคยรักเ้ามาก เ้าทั้งงดงามและเก่งกาจเพียงแต่่หลังมานี้ความเก่งกาจของเ้าออกจะเกินหน้าข้าจนเกินไปเ้าคงจะไม่รู้กระมังว่ายามนี้อดีตแม่ทัพนายกองที่เชื่อฟังคำสั่งของเ้าถูกข้ากำจัดทิ้งไปหมดแล้ว”คำตอบของฮั่วจิ่นหรงฮ่องเต้ทำให้สายตาของซูหลีหลี่พลันมืดมัวลง