ณ เมืองหลวงแคว้นเหลียน
ถนนไป๋เติ้งโหลงซึ่งเป็หนึ่งในถนนสายสำคัญที่มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาในยามค่ำคืนไม่ขาดสาย ชื่อของถนนหมายถึงโคมไฟสีขาวที่ส่องแสงสว่าง ช่างเป็ชื่อที่มีความเหมาะสมยิ่ง
ในเมื่อไฟบนถนนสายนี้ไม่เคยมอดดับ ผู้คนที่เดินอยู่ขวักไขว่ล้วนเป็หมกมุ่นและมักมาก ชาวเมืองจึงมักเรียกถนนสายนี้ว่า ‘ถนนโลกีย์’
บุรุษเปล่าเปลี่ยวก็หมายมาหาสตรีงามวัยกำดัดในหอคณิกา ผู้ชมชอบการร่ำสุราก็ตรงไปที่เหลาสุรา และผีพนันก็ยังแวะเวียนเข้าออกโรงพนันใหญ่โตที่ปลายถนน
ร่างค่อนข้างหนาที่สวมหน้ากากจิ้งจอกแดงปิดบังส่วนบนของใบหน้ายกสุราขึ้นกระดกขณะมองดูผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาบนท้องถนน
“เสี่ยวฉิน วันนี้มีเื่วุ่นวายหรือไม่” สายตาของผู้สวมหน้ากากแดงปรายมองฉินอี้
“มีขี้เมาสองคนไล่ทุบตีแย่งเงินพ่อค้าที่มาเที่ยวหอเจินจู แต่ข้ากับเหล่าเฉาทุบพวกเขาแล้วสั่งให้คืนเงินเรียบร้อย” เด็กหนุ่มวัยสิบแปด ร่างสูงหนาค้อมศีรษะ
“ดี! เช่นนี้พวกมือปราบจะได้ไม่ต้องรับคดีเพิ่มไปอีก หากไม่มีเื่แล้ว ข้ากลับก่อนล่ะ”
“เชิญพี่ใหญ่”
ร่างสันทัดที่ค่อนข้างหนากระโจนอย่างคล่องแคล่วขึ้นบนกำแพง มองซ้ายมองขวาไม่เห็นผู้ใดก็ะโลงพื้นแล้ววิ่งไปยังเรือนพักหลังงาม
“คุณหนูกลับมาเสียที เมื่อครู่หลี่มามาเข้ามาถามหาคุณหนู เกือบแย่แล้วนะเ้าคะ” สาวใช้หน้าตายุ่งยากใจ
หยวนชิงหลินดึงหน้ากากจิ้งจอกแดงออกวางบนโต๊ะ ยิ้มน้อยๆ “แต่ก็ไม่แย่ มิใช่หรือ”
“หากเป็เช่นนี้อยู่บ่อยๆ ไม่ดีแน่ คุณหนูอย่ากลับดึกอีกนะเ้าคะ” ไป๋หมินเต็มไปด้วยความกังวล คุณหนูของนางแอบออกไปยามหัวค่ำและกลับตอนดึกแทบทุกวัน
“ไม่ได้หรอก ถนนโลกีย์ต้องมีข้าคอยดูแล ไม่เช่นนั้น พวกมือปราบก็ต้องทำงานหนัก”
ไป๋หมินถอนหายใจยาว คุณหนูของนางั้แ่ถูกท่านหมอเยียนดึงิญญากลับมาจากปรโลกก็มีนิสัยประหลาดเพิ่มมาด้วย
ก่อนหน้านี้คุณหนูรองหยวนชิงหลินเป็คนขี้กลัว ขี้อาย และไม่ชอบการพบปะพูดคุยกับคนแปลกหน้า แต่บัดนี้เพียงสวมหน้าจิ้งจอกแดงก็กลายเป็ ‘พี่ใหญ่ไป๋’ ของนักเลงร่วมสามสิบคนที่คอยดูแลถนนไป๋เติ้งโหลง
“คุณหนูเ้าค่ะ ท่านทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ สักวัน ความลับต้องแตก ถึงวันนั้น ข้าเกรงว่าคุณชายใหญ่....”
หยวนชิงหลินยักไหล่เล็กน้อย “เอาไว้ถึงวันนั้นก่อนเถิด ตอนนี้พี่ใหญ่ยังต้องพึ่งพาข้าในการดูแลถนนโลกีย์อยู่ นี่ถือว่าข้าเสียสละช่วยงานเขานะ”
พี่ใหญ่ที่หยวนชิงหลินพูดถึงก็คือหยวนจื่อจิง หัวหน้ามือปราบหน่วยที่เจ็ดแห่งสำนักมือปราบเมืองหลวง เป็พี่ชายร่วมบิดามารดากับนาง เขตการดูแลของเขารวมเอาถนนไป๋เติ้งโหลงเข้าไว้ด้วย
ไป๋เหมยที่ยืนอยู่ข้างไป๋หมินร้องอืมขึ้นมา
ไป๋หมินหันไปค้อนญาติผู้น้อง “เ้าก็เอาแต่เข้าข้างคุณหนู”
“ก็คุณหนูช่วยงานคุณชายใหญ่จริงๆ นี่ เ้าก็เห็นว่าถนนสายนั้นมีแต่ปัญหา ก่อนหน้านี้คุณชายใหญ่ยังบ่นอยู่ทุกวี่ทุกวัน ตอนนี้ไม่มีเื่ให้หนักใจอีกแล้ว”
“ล้วนแต่เป็ฝีมือข้า พวกเ้าเห็นหรือยัง” หยวนชิงหลินยิ้ม
ไป๋เหมยขยับเข้าไปช่วยคุณหนูถอดเสื้อผ้าที่สวมอยู่ออก ชุดที่นางใส่มีเพิ่มอีกชั้นอยู่ข้างในซึ่งบุผ้านวมทำให้ร่างกายดูหนากว่าปกติ หยวนชิงหลินให้เหตุผลว่านางจะต้องดูบึกบึนสักหน่อยเพื่อให้พวกนักเลงหวาดกลัว
“ชุดนี้เหมือนจะคับไปนิดแล้วนะเ้าคะ ร่างกายของคุณหนูตอนนี้มีเนื้อมีหนังมากขึ้น คงต้องขยายออกอีกสักหน่อย” ไป๋เหมยพูดพลางพยายามดึงกางเกงบุผ้าออกจากขาของคุณหนู
“อืม ข้าใช้แรงมากก็ย่อมต้องกินมาก และเมื่อกินมากก็ต้องน้ำหนักขึ้นกันบ้าง” หยวนชิงหลินเองก็รู้สึกพอใจ นางพยายามกินเนื้อสัตว์เข้าไปมากๆ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงเร็วๆ
“คุณหนูอ้วนขึ้นเช่นนี้ นายหญิงใหญ่จะได้เบาใจเ้าค่ะ คุณหนูนอนป่วยเสียหลายปี ผอมจนหนังจะติดกระดูกอยู่แล้ว”
“ไป๋หมิน เช่นนั้นเ้าก็เป็คนเอาชุดนี้ไปขยายให้ข้าก็แล้วกัน”
หยวนชิงหลินสะบัดปลายเท้าเพื่อให้กางเกงหลุดออกไป เรือนร่างของคุณหนูคนงามเปลือยเปล่า นางดึงประคำข้อมือออกแล้ววางไว้บนโต๊ะข้างอ่างอาบน้ำ
จากนั้นก็หย่อนร่างลงไปแช่ในน้ำอุ่น ไป๋หมินกับไป๋เหมยขยับเข้ามาช่วยถูหลังนวดแขน คุณหนูคนงามเงยหน้าขึ้นหลับตานิ่ง
‘ั้แ่หายป่วยก็เอาแต่ฝันว่าตนเองไปวนเวียนอยู่หน้าค่ายทหารแดนเหนือ เป็เพราะเหตุใดกัน’
ณ จวนสกุลหยวนเมื่อหนึ่งปีก่อน
หยวนชิงหลินล้มป่วยลงด้วยอาการที่หมอทั้งเมืองหลวงไม่อาจจะหาสาเหตุได้ นางได้แต่นั่งๆ นอนๆ อยู่ในเรือนเพราะไม่มีเรี่ยวแรง วันๆ ต้องดื่มยาต้มหลายถ้วย
หลังจากการก่อฏในเมืองหลวงผ่านไปหกเดือน เกิดเหตุร้ายบนถนนซุนจง มีการลอบสังหารกลุ่มขุนนางครั้งใหญ่ มีผู้คนาเ็ล้มตายราวสามสิบคน กลายเป็ข่าวที่สร้างความะเืขวัญให้ชาวเมืองอย่างมาก
หยวนจื่อจิงบุตรชายคนโตของใต้เท้าหยวน เป็หัวหน้ามือปราบหน่วยที่เจ็ด นำคนออกไปร่วมไล่ล่าคนร้าย ผ่านไปสองวันเขาจึงได้กลับจวน
ชายหนุ่มตรงไปยังเรือนของน้องสาว ขณะนั้นหยวนชิงหลินนอนหลับอยู่บนเตียงหลังจากดื่มยาถ้วยใหญ่ ใต้เท้าหยวนหรือหยวนเหิงกำลังยืนมองดูบุตรสาวด้วยความห่วงใย
“พวกที่ตาย สอบภูมิหลังแล้วเป็คนของจวนสกุลอู๋ขอรับท่านพ่อ” เขาเล่าให้บิดาฟัง
“คุณชายใหญ่อู๋นำคนเข้าร่วมก่อฏแทนบิดา สุดท้ายถูกสั่งปะาทั้งตระกูล ไม่คิดเลยว่าจะมีคนหลุดรอดไปได้”
คุณชายใหญ่อู๋หรืออู๋เฟิงบุตรชายคนโตของอดีตเสนาบดีฝ่ายซ้ายอู๋เหลียนนำคนเข้าร่วมกับพระสนมหลิงเพื่อก่อการฏ ทว่าถูกแม่ทัพมู่เต๋อและบุตรชายทั้งสามร่วมกับผู้ตรวจการหงจิ่งอวี้ผนึกกำลังช่วยปราบฏได้สำเร็จ
“สำนักมือปราบใหญ่โตออกอย่างนี้ ไม่แน่ว่าอาจมีผู้รับสินบนยอมหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่งทำให้มีคนหลุดรอดไปได้” ใต้เท้าหยวนเป็ขุนนางกรมกลาโหม เขานึกดีใจที่ตนเข้ากับผู้ตรวจการจง ทำให้ได้เลื่อนขั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากขุนนางระดับหกกลายมาเป็ระดับสี่เพราะมีบทบาทสำคัญในการนำคนบุกเข้าไปช่วยฮ่องเต้ในวังหลวง
“ในกลุ่มขุนนางมีขุนพลมู่ด้วยขอรับ”
ใต้เท้าหยวนผงะ “ขุนพลมู่ มู่ใดหรือ”
“มู่ช่างขอรับ ท่านพ่อ”
“เขาเป็อย่างไรบ้าง”
“ได้รับาเ็พอสมควรขอรับ แต่ไม่หนักหนา หากไม่ได้ขุนพลมู่ เห็นทีขุนนางจะต้องล้มตายอีกไม่รู้เท่าใด”
“มู่ช่างเป็หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ หน่วยทหารราบแนวหน้าของค่ายแดนเหนือ หน่วยนี้ทั้งดุดันและเก่งกาจ หากว่าเขาได้รับาเ็ก็แสดงว่าคนร้ายพวกนั้นวางแผนอย่างดี”
“ขอรับ” หยวนจื่อจิงค้อมศีรษะ “่ที่ข้าตรวจสถานการณ์ที่เกิดเหตุ คิดว่าน่าจะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องขอรับ มีพยานยืนยันแต่หาตัวพวกเขาไม่พบ”
“เ้าคิดว่าเป็ผู้ใด”
“องครักษ์ลับของฮ่องเต้” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว
ใต้เท้าหยวนจ้องบุตรชาย “เ้าแน่ใจหรือ”
“แน่ใจขอรับ ข้าเห็นอาวุธลับที่พวกเขาใช้ ปักอยู่บนต้นไม้เลยออกไปไม่ไกลจึงได้แอบเก็บเอาไว้” หยวนจื่อจิงยื่นผ้าเช็ดหน้าที่เขาห่ออาวุธลับเอาไว้ในอก
************
ไรเตอร์แนะนำ...อีบุ๊กเื่ "พลิกชะตาแค้นสามี" จำนวน 3 เล่มจบ มีจำหน่ายใน mebmarket, เด็กดี และ ปิ่นโตบุ๊ก
