“ทำไมคุณกฤษถึงมองคุณลูกหว้าน่ากลัวอย่างนั้นล่ะจ๊ะป้าดูสิมองเหมือนกับจะกินเืกินเนื้อแน่ะ!! แต่จะว่าไปแล้วคุณลูกหว้าเธอสวยจังเลยนะจ๊ะ” น้อย หลานสาวแม่แช่มที่เพิ่งมาจากบ้านนอกและมาอยู่ช่วยงานใน่ปิดเทอม กำลังแอบดูเ้านายทั้งสองด้วยความสนอกสนใจ
“ชอบจุ้นจ้านเรื่องเจ้านายจริงเชียวเด็กคนนี้ ไปเก็บจานเลยไปแล้วไม่ต้องยุ่งเรื่องเจ้านายอีกล่ะ”
“รับทราบค่ะจะไปเดี๋ยวนี้แหละจ้ะป้า” เด็กสาวตอบรับอย่างทะเล้น เท้าเล็กๆ เดินไปเก็บกวาดโต๊ะอาหารตามคำสั่ง
ฝ่ายแม่แช่มก็ได้แต่มองตามไปอย่างเหนื่อยหน่ายในนิสัยของหลานสาวกอปรกับมองดูชายหนุ่มที่เหมือนดังลูกชายอย่างรู้สึกอ่อนใจ
คุณผู้หญิงนะคุณผู้หญิง มีแผนอะไรกันแน่นะทำไมต้องทำให้เรื่องมันยุ่งยากด้วย ดูแล้วงานนี้คนที่น่าสงสารที่สุดคงไม่พ้นคุณลูกหว้าอย่างแน่นอนมองดูสาวน้อยหน้าหวานที่ต้องมาเผชิญหน้ากับซาตานหน้าหยกตามลำพังอย่างนึกเป็นห่วงคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคนทั้งสองจะเป็นคน คนเดียวกัน อันที่จริงหล่อนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหญิงสาวที่อยู่ในรูปจะเป็นคนเดียวกันกับคุณลูกหว้าคนที่คุณผู้หญิงหมายหมั้นให้มาเป็นลูกสะใภ้
และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือหล่อนคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าหญิงสาวที่เป็นคนรักของกฤษณะที่หล่อนเคยเข้าใจก่อนหน้านี้จริงๆ แม่หนูคนนั้นกับกฤษณะไม่ได้เป็นอะไรกันเลยยังไม่พอแถมคนทั้งสองเพิ่งจะได้พบเจอก็วันนี้นี่เอง มองดูอย่างหนักใจแต่ทว่าแม่แช่มไม่ได้รู้เอาเสียเลย ว่าก่อนหน้านี้กฤษณะกับอริสาได้เจอะเจอกันแล้ว
“เอ่อ จะรับอะไรเพิ่มอีกไหมคะ”น้อยเอ่ยถามทำลายความเงียบหลังจากเดินมาถึงโต๊ะอาหารแต่ก็ต้องเจอเข้ากับสายตาคมกริบที่มองมาจนทำให้เด็กสาวถึงกับขนลุกซู่
อูย สงสัยจะเข้ามาผิดคิวไปหน่อย!! ได้แต่แอบคิดภายในใจ
“ไม่ ยกออกไปเลย”เจ้านายหนุ่มบอกเสียงห้วนตามอารมณ์ที่กำลังแปรปรวนอยู่ขณะหญิงสาวอีกคนนั่งหายใจไม่ทั่วท้อง มือทั้งสองข้างบนต้นขาชื้นเหงื่อทั้งที่อากาศภายในบ้านค่อนข้างเย็น
“อะ เอ่อ ลูกหว้าขอไปเดินเล่นในสวนนะคะ” อริสาเอ่ยบอกอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“..........”ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เล็ดลอดออกมาแต่อีกฝ่ายกลับเดินนำออกไปด้วยใบหน้าเรียบเฉยที่ไม่อาจคาดเดาความคิดได้เห็นดังนั้นเธอจึงตัดสินใจลุกขึ้นเดินออกไปเงียบๆโดยมีสองคนสนิทของกฤษณะเดินตามหลังมาอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ
“จะดีหรอกรองแก้ว ทิ้งให้เด็กทั้งสองอยู่ตามลำพังแบบนั้นฉันรู้สึกเป็นห่วงลูกจัง อีกอย่างดูเหมือนลูกชายเธอจะไม่ค่อยพอใจนะ”
นางผกาพูดขึ้นหลังจากเข้ามานั่งในห้องรับแขกพวกนางได้เปิดโอกาสให้หนุ่มสาวทั้งสองอยู่ด้วยกันเพื่อทำความรู้จัก ถึงอย่างงั้นคนเป็นแม่ก็รู้สึกเป็นกังวลคอยหันไปมองยังทิศทางที่เพิ่งจะเดินผ่านมาอย่างนึกเป็นห่วง
นางกรองแก้วยิ้มระรื่น“ไม่เป็นอะไรหรอกน่าเชื่อฉันเถอะผกาเด็กทั้งสองจะได้ทำความรู้จักสนิทสนมกันมากขึ้นไงล่ะ อย่าเป็นห่วงไปเลย ตากฤษไม่กล้าทำอะไรหนูลูกหว้าหรอกจ้ะ”
‘ลองกล้าทำอะไรดูสิแม่จะเล่นงานให้หัวแบะเลย’
“ถ้าเธอพูดอย่างนั้นฉันก็วางใจ อ่อ!!เรื่องที่เธอปรึกษาฉันเมื่อวันก่อน ฉันยังไม่ได้พูดคุยกับลูกเลยแต่เท่าที่ดูวันนี้ ถ้าฉันดูไม่ผิดลูกหว้าน่าจะมีความรู้สึกดีๆ ให้กับลูกชายเธอไม่มากก็น้อยส่วนลูกชายเธอฉันไม่แน่ใจเลยว่าคิดยังไงกับลูกสาวฉัน”
“ทางด้านลูกชายฉันเธอไม่ต้องห่วงหรอกรายนั้นน่ะ ชอบตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้าแล้ว” นางกรองแก้วเอ่ยบอกซึ่งดูเหมือนว่าประโยคตอนท้ายจะพูดกับตัวเองเสียมากกว่า
“เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะกรองแก้วฉันได้ยินไม่ค่อยถนัดเลย”
“ปะ ป่าวหรอก ไม่มีอะไรเอาเป็นว่าเรื่องลูกชายฉันเธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอก สบายใจได้เลยงานนี้มีแต่งชัวร์เท่าที่ฉันรู้มาหนูลูกหว้าเอง ก็ยังไม่มีใครหนิ”นางบอกอย่างมั่นใจหลังจากปัดเอาความสงสัยของอีกฝ่ายทิ้งไปพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์โดยที่นางผกาเองก็ไม่ได้คิดติดใจอะไร
“อื้ม!! แต่ถึงยังไงก็คงต้องถามลูกดูก่อนเพราะฉันไม่อยากให้แกเสียใจในภายหลังน่ะ อ่อ!!ที่ฉันพูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าลูกชายเธอไม่ดีหรอกนะกรองแก้วฉันแค่อยากจะให้ลูกตัดสินใจเลือกคู่ชีวิตด้วยตนเอง เธอเข้าใจฉันใช่ไหม”
“ไม่เป็นไรจ้ะฉันเข้าใจเธอดีผกาถ้าฉันมีลูกสาวสวยน่ารักและก็เก่งเหมือนหนูลูกหว้าฉันก็ห่วงเหมือนกันนั่นแหละ”
นางผกายิ้มเล็กน้อยทั้งเธอและกรองแก้วรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมตอนนั้นพวกหล่อนที่เป็นนักเรียนย้ายเข้ามาใหม่เพื่อจะมาต่อ ม.4 และด้วยความที่ไม่มีเพื่อนพวกหล่อนจึงได้เริ่มทำความรู้จักกันกระทั่งเป็นเพื่อนสนิทจนถึงทุกวันนี้
“ขอบใจเธอมากนะที่เข้าใจยังไงวันนี้ฉันขอตัวกลับก่อนแล้วกัน”นางกรองแก้วลุกขึ้นยืนพร้อมกับเพื่อนสาวเพื่อจะได้เดินออกไปส่ง
............................................................................................................