“ภูตวิฬาร์จิต์!?”
“เป็ไปไม่ได้! ภูติวิฬาร์ตัวสุดท้ายที่ข้าพบคือภูตวิฬาร์อัคคีที่ทวีปัทะยานเมื่อห้าพันปีก่อน หลังจากนั้นพวกมันก็หายสาบสูญไป ทำไมเด็กสาวผู้นี้จึงเป็ภูติวิฬาร์จิต์ไปได้?” ผู้าุโอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนก ท่านรู้ดีว่าเหล่าภูติวิฬาร์นั้นเป็สัตว์อสูรหายากขนาดไหน โดยเฉพาะกันภูติวิฬาร์จิต์ที่นับได้ว่าเป็สัตว์ในตำนานยุคแรกเริ่มโดยแท้จริงที่สมควรจะสูญพันธุ์ไปแล้ว กลับมาปรากฏตัวต่อหน้าท่านเช่นนี้นับว่าเป็เื่ที่ชวนให้คิดเป็อย่างยิ่ง
“ถึงกระนั้น....ถ้านางอาศัยอยู่ที่ป่าห้าราตรีจริง เหตุใดข้าจึงััถึงเจตภูตของนางไม่ได้กัน?” ท่านเท้าคางพลางครุ่นคิดอยู่ภายในใจ ภาพหนึ่งคนกับหนึ่งเสือกำลังเข้าโรมรันเหล่าหุ่นเชิดปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้าเพียงแต่ดูเหมือนว่าทางฝั่งของเหยียนชิงจะดูทะลักทะเลกว่าทางเด็กสาวมากนัก
อีกด้านในสนามรบที่กำลังเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ฝุ่นควันและเปลวเพลิงกำลังพวยพุ่งไปทั่วทุกแห่ง หุ่นทหารเกราะดำนับพันกำลังวิ่งเข้าโรมรันบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังต่อสู้อยู่กลางวงล้อมอยู่ ทั้งหอกและดาบต่างกระหน่ำแทงใส่มันอย่างไม่หยุดยั้ง ห่าธนูพุ่งลงมาจากฟ้าราวกับเม็ดฝน แต่กลับไม่กระถูกตัวชายหนุ่มแม้แต่น้อย เมื่อคมหอกคมดาบและเหล่าห่าธนูเข้ามาใกล้ร่างของเขามันก็กลับสลายหายไปกลายเป็หมอกสีขาวโดยที่ไม่ได้ััชายหนุ่มแม้แต่น้อย
เหยียนชิงกำลังเปิดใช้งานอาภรณ์สุริยันอยู่
อุณหภูมิรอบตัวของชายหนุ่มพุ่งขึ้นจนแทบจะถึงขีดสุดของระดับ ทั้งเส้นผมและเสื้อแสงของเขากำลังเรืองแสงสีแดงฉานออกมาราวกับดวงตะวันอันเจิดจ้า เส้นผมที่ปลิวไสวราวกับเปลวเพลิงของดวงอาทิตย์ทำให้ชายหนุ่มดูราวกับเทพเซียนที่กำลังจุติลงมายังโลกเบื้องล่าง มือสองข้างยามนี้ไม่ได้ถือธนูอันเป็อาวุธคู่ใจครั้งก่อน กลับเป็กระบี่คู่ที่แยกออกมาจากคันศรเพื่อใช้ต่อกรกับเหล่าหุ่นทหารอย่างบ้าคลั่ง
ประกายแสงจากคมกระบี่กระทบกันเกิดขึ้นทุกคราเมื่อยามที่ชายหนุ่มเข้าปะทะกับเหล่าหุ่นทหารที่กรูเข้ามาทุกทิศทางราวกับเม็ดทรายใต้ท้องทะเลที่ไม่มีวันจบสิ้น บางคราเขาก็ฟันถูกพวกมันสองถึงสามตัวในครั้งเดียว บางครั้งดาบของเขาก็ถูกรับไว้ได้แล้วโดนสวนกลับจนเกือบจะถูกจุดตายบ้างก็มี
เหยียนชิงยังคงกำกระบี่ทั้งสองในมือของเขาแน่นพลางพุ่งเข้าโรมรันเหล่าหุ่นเชิดทหารอย่างสนุกสนานราวกับว่าเ้าตัวกำลังเล่นสนุกอยู่แม้กระทั่งเขายังหลงลืมไปว่าหุ่นทหารเหล่านี้แข็งแกร่งเกินกว่าเขาไปถึงหนึ่ง่ขั้น บางทีเขาก็ยังไม่รู้ตัวว่าพลังปราณภายในร่างกายของเขากำลังซึมซับความเ็ปทั้งหลายแล้วแปรเปลี่ยนมันเป็พลังปราณเข้าสู่จุดตันเถียนไปเรื่อยๆ
ทุกกระบวนการเกิดขึ้นอย่างช้าๆ โดยที่ชายหนุ่มไม่รู้ตัว ในที่สุดพลังปราณในร่างกายของเขาก็เลื่อนเข้าสู่ระดับหนึ่งปราณก่อร่าง ส่วนระดับปราณฝึกตนของเขาก็เข้าสู่ระดับหกของปราณเก้าสังขารเป็ที่เรียบร้อย
ตามที่ผู้าุโแห่งหอคอยลิขิตฟ้าเคยบอกไว้ก่อนหน้า เมื่อเลื่อนเข้าสู่ระดับสาม ระดับหก และระดับเก้าของปราณเก้าสังขาร เ้าของร่างกายจะต้องพบกับทัณฑ์ทรมานของปราณเก้าสังขารถึงสามครั้งก่อนจะสามารถผ่านเข้าสู่ขั้นเก้าิญญาไปได้
เช่นเดียวกันในคราที่เหยียนชิงกำลังต่อสู้อยู่ ในที่สุดทัณฑ์ทรมานสังขารก็แล่นเข้ามาสู่ร่างกานเขาอย่างรวดเร็ว
ความรู้สึกเจ็บแปลบเกิดขึ้นที่หน้าอกของชายหนุ่มอย่างฉับพลันจนเหยียนชิงต้องยกมือกุมหน้าอกเอาไว้ด้วยความเ็ป ชายหนุ่มกัดฟันแน่นด้วยความทรมานอันแทบจะตกตายไปให้ได้ กระดูกแขนและขาราวกับกำลังบิดเบี้ยวจนผิดรูปทรง ไม่นานนักอาภรณ์ที่กำลังห้อมล้อมชายหนุ่มก็ค่อยๆมอดลงพร้อมกับร่างที่ทรุดลงไปคุกเข่าข้างหนึ่งจนอย่างหมดท่า
โดยไม่รอให้ชายหนุ่มได้พัก เมื่อเหล่าหุ่นเชิดทหารเห็นว่าชายหนุ่มกำลังเพลี่ยงพล้ำพวกมันยิ่งกระชับหอกดาบในมือวิ่งกรูเข้ามาราวกับสัตว์หิวโหย พลเกาทัณฑ์ด้านหลังง้างคันธนูจนสุดแรงก่อนจะปล่อยลูกธนูทั้งหลายออกมาดั่งห่าฝัน
“เหยียนชิง!!”
ตูมมม!
ลูกไฟสายหนึ่งพุ่งเข้ามาห้อมล้อมชายหนุ่มเอาไว้ ป้องกันไม่ให้เขาถูกโจมตีจากเหล่าทหารทั้งใกล้ไกล เด็กสาวทีอยู่ในร่างของพยัคฆ์กอบเพลิงพ่นลูกไฟใส่เหล่หุ่นทหารจนมอดไหม้ไปนับสิบตัว นางรีบหมุนตัวเป็วงรอบจนกว้างประมาณสี่จั้ง เปลวเพลิงกำลังล้อมรอบชายหนุ่มราวกับเป็เกราะป้องกันไม่ให้อันตรายใดๆสามารถทำร้ายเขาได้
เมื่อเด็กสาวปลดปล่อยพลังเสร็จ นางจึงรีบวิ่งเข้ามาหาเขาข้างๆอย่างรวดเร็ว
“เ้า...เกิดอะไรขึ้น? เ้าถูกพวกมันโจมตี?!” นางเอ่ยถามอย่างร้อนรนเขาอย่างร้อนรน ด้วยรูปลักษณ์ที่ยังคงเป็พยัคฆ์กอบเพลิงกำลังหันมาถามอาการชายหนุ่มด้วยความเป็ห่วงนั่นทำให้ภาพที่เห็นดูขบขันอย่างยิ่ง
“ไม่ใช่.... ข้าเพิ่งเลื่อนระดับใหญ่ไปเมื่อครู่ เ้าคุ้มกันให้ข้าครู่หนึ่งได้รึไม่ ข้าจะปรับพลังปราณในร่างให้มั่นคงก่อน” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นอย่างเหนื่อยล้าพลางค่อยๆลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิเพื่อปรับพลังปราณในร่างกายในทันที
“ย่อมได้ แต่ข้าถ่วงเวลาพวกมันได้ไม่นานนัก ม่านเพลิงที่ใช้อยู่ตอนนี้สามารถถ่วงเวลาได้อีกเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น อย่าช้านักล่ะ”เมื่อเด็กสาวพูดจบนางก็พุ่งออกไปจากม่านเพลิงเข้าโจมตีเหล่าหุ่นทหารทันที ด้วยร่างพยัคฆ์กอบเพลิงซึ่งถือได้ว่าเป็สัตว์อสูรที่พบเห็นได้ยากและมีความแข็งแกร่งกว่าพยัคฆ์เหล็กสังหารหลายเท่าตัว ทำให้เหยียนชิงยิ่งสงสัยความเป็มาของเด็กสาวคนนี้มากกว่าเดิม แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากถามนางแต่อย่างใด ในยามนี้เขาจำเป็จะต้องตั้งสมาธิไปที่การควบคุมลมปราณภายในร่างของเขาเสียก่อน
เสียงะเิยังคงดังกึกก้องอยู่ที่ด้านนอกของม่านเพลิงเด็กสาวในร่างพยัคฆ์กอบเพลิงกระโจมเข้าโจมตีเหล่าหุ่นทหารอย่างบ้าคลั่งราวสัตว์กระหายเื นางใช้กงเล็บที่แดงร้อนราวลาวาตะปบเข้าหัวของทหารนับสิบนายจนขาดวิ่นไปทั้งยวง บางครั้งก็วิ่งทะลุด่านหน้าเข้าโจมตีพลธนูที่อยู่ด้านหลังอย่างฉุกละหุก กลิ่นเืปนกับกลิ่นไหม้โชยไปตามลมจนยากจะแยกออกมาเป็โลหิตของผู้ใดบ้าง จนในที่สุดเมื่อผ่านไปได้เพียงเกือบครึ่งชั่วยาม พยัคฆ์กอบเพลิงก็แทบจะทรุดลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยอ่อน ขนเพลิงตามตัวบางจุดของนางขาดหายไปและถูกแทนที่ด้วยรอยฟันของหอกและดาบ บางจุดบนแผ่นหลังก็มีธนูหินปักอยู่สองถึงสามดอก
ถึงร่างกายนางกำลังจะถึงจุดที่เกินจะรับได้ แต่ภายในดวงตายังคงสาดประกายมุ่งมั่นที่พยายามถ่วงเวลาให้ชายหนุ่ม หากเหยียนชิงสามารถปรับลมปราณให้คงที่ได้ เขาก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างง่ายดายแน่นอน
นางคิดเช่นนั่นมาตลอด
ั้แ่คราแรกที่นางเจอเขาอยู่บนต้นไม้ นางรับรู้ได้ทันทีว่าชายหนุ่มนั้นดูพิเศษอย่างยิ่ง ยิ่งยามที่นางไล่ตามเขาด้วยพลังปราณที่ด้อยกว่านางถึงหนึ่ง่ใหญ่แต่นางกลับไม่สามารถทำอะไรเขาได้ นั่นทำให้เด็กสาวยิ่งอยากรู้จักเขามากขึ้นกว่าเดิม จนในที่สุด เมื่อนางไล่ล่าเขามาจนถึงหน้าผา นางก็คิดจะแปลงกายกลับมาในรูปร่างมนุษย์เพื่อทำความรู้จักกับเขาก่อน แต่คิดไม่ถึงว่าชายหนุ่มนอกจากจะไม่สิ้นหวังแล้วยังเข้าโจมตีนางอย่างบ้าคลั่งด้วย
รวมทั้งที่เขาด่านางเสียๆหายๆนั่นทำให้เด็กสาวรู้สึกทั้งโกรธและเกลียดชายหนุ่มในทันใด จากความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นกลับเปลี่ยนเป็อยากฆ่าให้ตาย จนในที่สุดทั้งคู่ก็ร่วงหล่นลงไปยังหุบเหวลึกด้วยกัน
บางที.....มันอาจเป็เพราะชะตาลิขิตมาเช่นนี้ก็ได้
ั้แ่นางเกิดมานางก็ไม่เคยได้เห็นหน้าบิดามารดาสักครั้งเดียว ความทรงจำที่นางจำได้คือั้แ่ตื่นมาคราแรกนางก็อยู่ที่ป่าแห่งนี้แล้ว นางอาศัยอยู่ท่ามกลางฝูงพยัคฆ์ลมปราณทั้งหลาย พวกมันสอนให้นายล่าและหาอาหาร จนในที่สุด เมื่อพวกมันพบว่านางแตกต่างและน่าหวาดกลัวเกินไป สุดท้ายนางก็ถูกทิ้งให้อยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด
บางที.....การมาพบเจอชายหนุ่มอาจเป็โชควาสนาสำหรับนางก็ได้
เด็กสาวกัดฟันแน่น นางเค้นเอาพลังเฮือกสุดท้ายออกมาอีกคราก่อนจะพ่นเพลิงร้อนออกมาจากปากพุ่งเข้าใส่เหล่าหุ่นเชิดทหารที่อยู่ตรงหน้านับร้อย จากหุ่นทหารเกราะดำที่มีอยู่กว่าสี่พันตัวก่อนหน้าบัดนี้ลดลงเหลือเพียงสองพันห้าร้อยตัวเท่านั้น
ในที่สุดเวลาก็ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
ม่านเพลิงที่ปกป้องเหยียนชิงหายไปก่อนหน้านี้นานแล้ว เหลือเพียงชายหนุ่มที่กำลังนั่งขัดสมาธิจนเหงื่อตกอยู่ด้านในเท่านั้น พยัคฆ์กอบเพลิงค่อยๆเดินเข้ามานอนขดอยู่ข้างกายเขาพร้อมทั้งลำตัวที่เต็มไปด้วยรอยาเ็ ในที่สุดก็มีแสงสว่างเกิดขึ้นปกคลุมไปทั่วทั้งร่างของพยัคฆ์ เมื่อแสงจากลงมันก็กลับมาเป็เด็กสาวร่างเล็กเช่นเดิมเช่นเดิม เพียงแต่ในยามนี้เสื้อผ้าที่ชายหนุ่มได้มอบให้นางขาดวิ่นจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม โลหิตไหลซึมออกมาจนแยกไม่ออกว่าเป็ของนางหรือของศัตรูกันแน่
เด็กสาวแค่นเอาพลังปราณเฮือกสุดท้ายออกมาอีกคราจนในที่สุดดวงตาของนางก็เปล่งแสงประหลาดออกมาถึงสามสี ส่วนใหญ่เป็สีทองอร่ามราวกับห้วงจักรวาลอันงดงามที่ดูลึกลับ
“ข้าถ่วงเวลาให้เ้าได้เท่านี้.......ที่เหลือคงขึ้นอยู่กับเ้าแล้ว....”
ม่านพลังห่อหุ้มทั้งสองอีกครา เพียงแต่ครานี้กลับไม่ใช่ม่านเพลิงดังก่อนหน้าแต่กลับเป็ม่านมิติสีทองที่เปล่งประกายระยิบระยับออกมาแทน เหล่าหุ่นทหารที่อยู่ด้านนอกพยายามที่จะวิ่งเข้ามาด้านในม่านพลังแต่ทันทีที่ปลายหอกัักับแสงสีทอง ทั้งหอกและทั้งหุ่นก็สลายหายกลายเป็ผุยผงอย่างรวดเร็ว
“...นี่ช่างน่าสนใจนัก” เสียงเก่าแก่เอ่ยขึ้นกับตน ผู้าุโท่านเดิมยังคงนั่งอยู่บนอากาศไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อเห็นว่าหุ่นทหารทั้งหลายยังต้องแหลกสลายไปหลังจากที่ัักับม่านสีทองนั่น ท่านจึงออกคำสั่งให้หุ่นที่เหลือหยุดอยู่กับที่ รอเวลาให้ม่านพลังอ่อนลงไปเอง
“ม่านพลังนั่นต้องเป็หนึ่งในสามวิชาของสายโลหิตหลักของเผ่าภูติวิฬาร์แน่ เด็กสาวนางนี้ท่าทางจะมีศักดิ์ฐานะสูงส่งมิใช่น้อย” ท่านเอ่ยกับตนเบาๆพลางขบคิดถึงปริศนาที่เกิดขึ้น รวมทั้งการที่ท่านเกิดรู้สึกตัวขึ้นมาก่อนจะครบรอบห้าพันปีในครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหวจนผู้เยาว์ทั้งสองถูกลูกหลงไปด้วย รวมทั้งเื่ราวของภูติวิฬาร์จิต์ตนนี้ที่อาศัยอยู่ในเขตป่าห้าราตรีแต่ท่านก็ไม่อาจจะตรวจสอบได้
แต่ที่ท่านประหลาดใจมากที่สุดกลับเป็เื่ของเหยียนชิงเสียมากกว่า
ก่อนหน้านี้ท่านััได้ถึงไอปราณที่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก มันกำลังกระจายกลิ่นอายโบราณออกมาจากร่างของชายหนุ่มน้อยนิดแต่ท่านก็สามารถััได้ นั่นทำให้ผู้าุโอยากจะทำการทดสอบมันทันที และถ้าหากมันสอบผ่านไปได้ ก็เท่ากับว่ามันมีคุณสมบัติเพียงพอจะสายเืศักดิ์สิทธิ์และเวทเต๋าของเขา ส่วนเื่ที่ชายหนุ่มกำลังทรมานจากทัณฑ์ของปราณเก้าสังขารนั้น ท่านก็ยังมองว่าเป็เื่ปกติ เพียงแต่ชายหนุ่มไม่ได้เตรียมตัวรับมือมันมาดีเท่านั้น
“ม่านพลังนี่ถึงจะแข็งแกร่งแต่ก็อยู่ได้อีกเพียงไม่ถึงชั่วยาม มาดูกันซิว่าเ้าจะเอาชนะทัณฑ์ปราณเก้าสังขารได้รึไม่….”
เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนไม่มีใครล่วงรู้
เหยียนชิงค่อยๆซึมซับความเ็ปที่เกิดขึ้นในร่างกายอย่างช้าๆ ใบหน้าชายหนุ่มกำลังเต็มไปด้วยเหงื่อไคลที่ไหลออกมาเพราะความเ็ป โลหิตของเขากำลังเดือดพล่านราวน้ำร้อนจัดค่อยๆลดอุณหภูมิลงจนเกือบถึงจุดปกติ กระดูกที่เคยบิดเบี้ยวกำลังค่อยๆกลับมาเข้าร่องเข้ารอยเดิมพร้อมทั้งความยืดหยุ่นที่มากกว่าเก่า เส้นเอ็นทั้งหลายกำลังเชื่อมประสานกันใหม่อีกคราราวกับว่ามันเป็เชือกจากสรวง์ที่แน่นเหนียวจนไม่อาจจะตัดให้ขาดจากกันได้
ไม่นานนัก ในที่สุดเหยียนชิงก็เอาชนะทัณฑ์ปราณเก้าสังขารครั้งที่สองได้
ชายหนุ่มเปิดเปลือกตาขึ้นชาๆพลางยกมือขึ้นสำรวจร่างกาย เขาพบว่าผิวของเขาค่อนข้างจะขาวและดูสดใสมากกว่าเดิมเล็กน้อย ส่วนสูงก็เพิ่มขึ้นมาอยู่นิดหน่อยเช่นกัน ผมดำเงาที่ก่อนหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตของหุ่นเชิดทหารและโลหิตของเขากลับมาเงางามและดำขลับราวกับราตรีอีกครา เมื่อสำรวจร่างกายจนพบว่ามันกลับมาเป็ปกติเช่นเดิมแล้ว เขาก็มองไปยังม่านพลังตรงหน้าที่เป็ม่านพลังที่โอบล้อมรอบตัวของเขาเอาไว้
“…..แล้วเ้าเด็กนั่นหายไปที่ไหนแล้ว?” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นด้วยความหวาดวิตกราวกับว่าเขากลัวนางจะตกตายไปใน่ที่เขากำลังเข้าฌาน
ไม่ใช่เพราะว่าเขากลัวว่าจะไม่ผ่านด่าน เพียงแต่เด็กสาวเป็ผู้ที่เขารู้สึกห่วงใยอย่างแท้จริง เนื่องจากที่ทั้งคู่ได้ฝ่าฟันอันตรายมาก่อนหน้านี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่นางทำแสดงให้เห็นว่านางไม่ใช่คนไม่ดีตรงกันข้ามกลับเป็คนที่ชายหนุ่มสามารถพึ่งพาได้อย่างถึงที่สุดในยามที่เขาต้องเผชิญกับอันตรายทั้งปวง นางก็ยังช่วยผ่อนแรงของเขาโดยการต่อสู้ด้วยตัวคนเดียวอีกครา
บางที......การได้อยู่กับนางก็เป็สิ่งที่ไม่เลวนัก
เหยียนชิงกวาดสายตากลับมารอบๆเขาก่อนจะพบว่าเด็กสากำลังนอนหายใจรวยรินอยู่ข้างๆตัวของชายหนุ่ม ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิต ชุดที่เขาให้นางก่อนหน้านี้ดูหลุดลุ่ยไม่เป็ชิ้นดี โชคดีที่ส่วนสงวนทั้งหลายยังคงถูกปิดไว้มิดชิด จะมีขาดวิ่นไปบ้างก็ตรงที่หัวไหล่กับแผ่นหลังของนางเท่านั้น
“เ้าหนู ตื่นได้แล้ว! เ้ายังมีชีวิตอยู่รึไม่?!” เหยียนชิงพยายามปลุกนางอยู่นานสองนาน จนในที่สุดนางก็ค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นมาช้าๆด้วยความเหนื่อยอ่อน เมื่อเหยียนชิงเห็นว่านางตื่นขึ้นมาแล้วเขาก็รู้สึกโล่งอก พลางแนบฝ่ามือเข้ากับหน้าอกของนางอีกคราเพื่อถ่ายเทพลังปราณเพื่อฟื้นฟูร่างกายให้กับนาง
“เ้า....หายดีแล้วใช่หรือไม่?” นางเอ่ยถามเขาอย่างอ่อนแรง
“ใช่ ขอบใจเ้ามากที่ถ่วงเวลาให้กับข้าได้นานขนาดนี้ หากไม่ได้เ้า ข้าคงตกตายไปเป็ร้อยรอบแล้ว!” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นมาพลางชมเปาะไปยังนางจนเด็กสาวเผยรอยยิ้มสดใสออกมาราวกับคนหายป่วยเป็ปลิดทิ้ง
“งั้นเหรอ.....ดีจริงๆ....” เมื่อนางพูดได้เพียงเท่านี้เด็กสาวก็ค่อยๆปิดเปลือกตาลงอีกครา
“อย่าเพิ่งนอน! ตื่นมาคุยกับข้าก่อนเข้าใจมั้ย!!” เหยียนชิงร้องะโเพื่อดึงสตินางจนในที่สุดนางก็ค่อยๆกลับมามีสติอยู่ชั่วครู่อีกครา
“ข้า.....อยากมีชื่อเหมือนกับเ้าบ้าง.....” น้ำเสียงอ่อนแรงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง นางพูดขึ้นพลางเสมองไปยังชายหนุ่มอย่างเหนื่อยล้า
เหยียนชิงรู้สึกราวกับโดดค้อนฟาดที่หัวอย่างจัง ความรู้สึกมากมายกำลังไหลเข้ามาในหัวเขาราวกับสายน้ำที่เชี่ยวกราก ความยินดี ความหวาดกลัว ความโกรธทั้งหลายก่อนหน้ากลับหายไปอย่างสิ้นเชิง ในใจของเขาสาบานแล้วว่าทั้งเขาและเด็กคนนี้จะต้องรอดออกไปจากที่นี่ให้ได้
“ได้! ข้าให้สัญญา ข้าจะตั้งชื่อที่ไพเราะที่สุดให้กับเ้า แต่ก่อนอื่น เ้าต้องอยู่กับข้าจนผ่านด่านทดสอบทั้งหมดไปให้ได้ เข้าใจรึไม่!?” เหยียนชิงโอบกอดเด็กสาวเอาไว้ในอ้อมอกราวกับกลัวว่านางจะแตกสลายไป
“…..ตอนนี้มิได้หรือ?” เด็กสาวเอ่ยขึ้นพลางขยับตัวเข้าหาอ้อมอกของชายหนุ่มมากขึ้นราวกับพบเจอที่ๆนางสามารถหลับได้อย่างสบายใจ นางยิ้มรับความอบอุ่นที่ชายหนุ่มมอบให้ที่กำลังกระจายอยู่เต็มอ้อมกอดนั้นราวกับว่ามันไม่อยากจะแยกนางและเขาออกจากกัน
“ตอนนี้ข้าคิดไม่ออก ชื่อที่ดีต้องตั้งในบรรยากาศดีๆสิ!” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะคิก เขาลูบหัวนางอ่อนโยนอีกคราหนึ่ง พลางตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าหากเขาสามารถผ่านบททดสอบนี้ไปได้ เขาจะพานางไปทุกๆที่ ที่เขาไปแน่นอน
“ย่อมได้....ถ้าเช่นนั้น ให้ข้าติดตามเ้าไปด้วยได้รึไม่? ป่าห้าราตรีนั้นน่าเบื่อจนข้าอยากจะหนีไปให้พ้นๆแล้ว” นางเอ่ยขึ้นอีกคราอย่างอ่อนแรง
“แน่นอน!! ต่อให้เ้าไม่อยากจะไปกับข้า ข้าก็จะลากเ้าไปอยู่ดี แมวน้อยของข้าอย่าได้กังวลไป พักผ่อนเสียก่อน เมื่อเ้าตื่นขึ้นมาเ้าจะต้องประหลาดใจแน่!” เหยียนชิงเอ่ยเป็แม่นมั่นพลางโบกมือไปที่ใบหน้านางคราหนึ่ง เด็กสาวค่อยๆสลึมสลือราวกับง่วงงัน ในที่สุดนางก็ค่อยๆหลับไปจนลมหายใจสม่ำเสมอกัน
เหยียนชิงไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆต่อทั้งสิ้น ชายหนุ่มฉีกเอาเสื้อที่ขาดมามัดระหว่างนางและอกเขาโดยให้นางเกาะหน้าอกของเขาพร้อมทั้งผูกนางเอาไว้อย่างแ่าราวกับว่ากลัวนางจะหล่นหายไป
ม่านพลังสีทองก่อนหน้าที่เคยแข็งแกร่งกำลังอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด เหล่าหุ่นทหารที่อยู่ด้านนอกกลับมาขยับตัวอีกครั้ง พวกมันกำลังรอให้ม่านพลังหายไปทั้งหมดก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีชายหนุ่ม
เหยียนชิงอุ้มเด็กสาวขึ้นมาแนบอกก่อนจะวางกระบี่คู่ของเขาลงข้างๆ ยามนี้เขามีนางอยู่ข้างกาย การใช้กระบี่คู่นั้นทำให้เคลื่อนไหวได้ลำบากเกินไป
วูบบบ
มิติขนาดเล็กเกิดขึ้นที่กลางอกเขา ดาบเทพนิมิตค่อยๆปรากฏออกมาจนในที่สุดมันก็ลอยเข้าหามือของชายหนุ่มราวกับมีชีวิต เหยียนชิงคว้ากระบี่เทพนิมิตเอาไว้แน่น อีกมือก็กระชับตัวเด็กสาวเอาไว้ไม่ให้ห่างกาย สายตาทอดมองไปยังเหล่าหุ่นทหารตรงหน้าด้วยใบหน้าเ็า ยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
“หมดเวลาเล่นแล้ว ต่อจากนี้ข้าเอาจริงล่ะ!!”