“ท่านพ่อเก็บของสำคัญเช่นนี้ไว้กับข้า ของในนี้ต้องสำคัญอย่างมากแน่เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็คิดไม่ออกว่ามันมีพิเศษอะไร ข้าจะทำอย่างไรดี?”
ชีเหนียงมองดูปิ่นปักผมในมือนางแต่ปิ่นปักผมนี้ก็เหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ
“ไม่ต้องห่วง เราจะช่วยเจ้าคิดหาหนทางด้วยกัน”
ขณะพูดภายใต้การอนุญาตของเยี่ยนรั่วเสวี่ยชีเหนียงกับลั่วจิ่งเฉินก็หยิบปิ่นปักผมขึ้นมาดู ปิ่นปักผมนี้มีรูปร่างโปร่งใสเหมือนแกะสลักจากหยกหลานเถียนชั้นดี ไม่มีสิ่งแปลกปลอม ตัวปิ่นปักแกะสลักเป็นรูปเมฆมงคลนอกจากนี้ก็ไม่มีสิ่งอื่นอีก
“ไม่ถูกต้อง ส่วนมากเมฆมงคลมีไว้สำหรับมอบให้ผู้สูงวัย โดยทั่วไปแล้วปิ่นปักผมของลูกสาวไม่ควรปรากฏลวดลายลักษณะนี้ ในฐานะไท่ฟู่เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีความรู้เรื่องเหล่านี้”
ลั่วจิ่งเฉินมองดูเมฆมงคลบนปิ่นทั้งสองด้าม “เมฆเช่นนี้บนปิ่นปักผมทุกด้าม มักจะมีเก้าก้อนหรือไม่คุณหนูเยี่ยนลองนึกดูว่า ในจวนมีสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนี้บ้างหรือไม่?”
“ท่านย่าจากไปนานแล้ว ทว่าก่อนที่ท่านย่าจะจากไปท่านชื่นชอบพระพุทธรูปที่สุด ดังนั้นท่านพ่อจึงสร้างห้องพระให้ท่านย่าไว้ในจวนที่นั่น…”
ขณะที่เยี่ยนรั่วเสวี่ยพูดก็เหมือนจะนึกอะไรได้ “ท่านย่าชื่นชอบเมฆมงคลนัก ดังนั้นรอบทิศของห้องพระท่านพ่อจึงใช้อิฐที่มีลวดลายเมฆมงคลสร้างขึ้น หรือว่าสิ่งที่ท่านพ่อต้องการสื่อคือห้องพระของท่านย่า?”
“ใช่หรือไม่ คงต้องไปดูด้วยตนเองจึงจะรู้”
“เพียงแต่จวนถูกปิดตายไว้ เราจะไปดูอย่างไร?”
เยี่ยนรั่วเสวี่ยรู้สึกปลงตอนนี้นางไร้ซึ่งอิสระ กระทั่งออกจากบ้านยังต้องปกปิดตนเองการกลับจวนยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ
“เรื่องนี้เราทำอะไรไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้คนอื่นช่วยทำไม่ได้”
เยี่ยนรั่วเสวี่ยเองก็หลักแหลมเมื่อได้ฟังลั่วจิ่งเฉินกล่าวเช่นนี้ ก็นึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาทั้งสองพยักหน้าอย่างรู้กัน แล้วยกยิ้มมุมปาก
มองดูพวกเขาเข้ากันได้ดีเช่นนี้ชีเหนียงก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ต้องให้นางเข้าไปยุ่งแล้ว จึงกลับห้องไปพักผ่อน
กลับคิดไม่ถึงว่าพอเข้าห้องจะพบกับชายสวมหน้ากากเขี้ยวมัจจุราช
“เจ้ามาได้อย่างไร?” ชีเหนียงรู้ว่าคนผู้นี้คือบุคคลใหญ่โตหากไม่มีธุระ คงไม่ปรากฏตัวในบ้านของนางตอนนี้แน่
จ้าวจือชิงที่อยู่ภายใต้หน้ากากได้ยินน้ำเสียงรังเกียจเล็กน้อยของนางทันใดนั้นก็นึกเสียใจที่มาเจอนางด้วยตัวตนนี้แต่ตอนนี้เวยหวู่โหวรับรองความปลอดภัยของเยี่ยนรั่วเสวี่ยอีกทั้งยังจัดแจงกำลังคนไว้รอบทิศ เขาไม่กล้าประมาท ดังนั้นจึงได้แต่มาในคราบของหน้ากากเขี้ยวมัจจุราช
“ข้าไม่มา แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้ามีความสามารถของแค่ไหน”
เมื่อได้ยินคำถามโต้กลับอีกทั้งยังแฝงด้วยความไม่พอใจ ชีเหนียงรู้ความสามารถของเขาดี คาดว่าความเคลื่อนไหวของนางไม่กี่วันนี้คงปิดบังเขาไม่ได้เช่นกัน
“ทำไม ถูกคนเขารังแกถึงที่ แล้วข้าจะตอบโต้ไม่ได้เชียวหรือ?”
ชายสวมหน้ากากถูกนางตอกกลับจนจุกชีเหนียงอารมณ์ไม่ดีหรือ ถึงได้พูดจาประชดประชันเช่นนี้
“ข้าไม่ได้บอกว่าไม่ได้ เพียงแต่เจ้าทำเช่นนี้เสี่ยงอันตรายเกินไปเจ้าไม่กลัวทำให้องค์หญิงเฉาหยางโกรธแค้นหรือ?”
อันที่จริงหลังจากรู้ว่าชีเหนียงได้เจอกับองค์หญิงเฉาหยาง จ้าวจือชิงก็แอบตึงเครียดอยู่เช่นกันทว่าดีที่ชีเหนียงเป็นคนฉลาด นางแต่งกายปิดบังตัวตนแล้วค่อยเข้าวัง ที่นางทำเช่นนี้คงเพราะกลัวถูกจี้ฉงเหวินเห็น
โชคดีที่จี้ฉงเหวินแบ่งความสนใจส่วนหนึ่งไปที่ลั่วชีเหนียงที่อยู่อำเภอเฉาด้วยอีกอย่างตอนนี้ไม่ว่าจะเรื่องรูปลักษณ์หรืออากัปกิริยาของนางก็แตกต่างจากเมื่อก่อนจี้ฉงเหวินคงคิดไม่ถึงด้วยซ้ำว่าลั่วชีเหนียงที่ถูกทอดทิ้ง จะมีวันที่ได้เข้าวัง
ยิ่งไปกว่านั้นตัวตนของลั่วจิ่งเฉินก็ถูกจ้าวจือชิงแอบช่วยซ่อนเร้นไว้แม้ว่าจี้ฉงเหวินอยากสืบ ก็มักจะถูกคนหลอกล่อให้ไปทิศทางอื่นดังนั้นจี้ฉงเหวินจึงรู้สึกว่าสตรีลึกลับคนนั้นเพียงแค่ข่มขู่เขาพวกลั่วชีเหนียงไม่มีความสามารถขนาดที่มาถึงเมืองหลวงได้แน่
บางทีคงเป็นคนที่ชื่อแซ่เดียวกันเขาทำเรื่องผิดมากมาย จึงได้เป็นกระต่ายตื่นตูมไปเอง
ชีเหนียงโมโหจนหลุดขำเพราะคำถามกลับของเขา “โกรธแค้นแล้วอย่างไร คงไม่ใช่ว่าเพียงแค่องค์หญิงหนึ่งคน เจ้าก็รับมือไม่ไหวหรอกนะ?”
จ้าวจือชิงคิดไม่ถึงว่าชีเหนียงจะถามกลับเช่นนี้จึงไม่รู้ว่าควรตอบกลับอย่างไรดี
ชีเหนียงเห็นเขาตึงเครียดไปทั้งตัวจึงกลัวจะทำให้เขาไม่พอใจ “เรื่องขององค์หญิงเฉาหยาง แม้จะได้รับความโปรดปรานแต่ก็สู้บ้านเมืองไม่ได้ หากฮ่องเต้เสวียนหวู่คือผู้มีปัญญาปราดเปรื่องย่อมควรรู้ว่าเรื่องไหนทำได้ เรื่องไหนทำไม่ได้! หากพวกเขารังแกคนเกินเหตุแคว้นต้าชางก็ไม่มีความจำเป็นต้องดำรงอยู่อีก”
คำพูดของชีเหนียงชัดเจนว่ามีความคิดก่อกบฏความคิดนี้ทำให้จ้าวจือชิงหัวใจบีบเกร็ง
ดังนั้นแผนการของชีเหนียงบางทีอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดไว้แต่แรก
“เจ้าคิดจะก่อกบฏ?”
ก่อกบฏ? ชีเหนียงเหมือนได้ฟังเรื่องตลก นางเม้มปากยิ้มน้อยๆ
“เจ้าคิดอะไรกัน? ก่อกบฏ? ข้าหรือจะมีความสามารถนั้น? หากต้าชางไม่ใช่สถานที่ที่ควรอยู่เราสามารถย้ายไปบ้านเมืองอื่นได้ มีโรงผลิตเครื่องปรุงอยู่สถานที่ใดเล่าที่หาเงินไม่ได้ข้ายิ่งหาเงินได้มากเท่าใดก็ยิ่งจ่ายส่วยได้มากเท่านั้นเจ้าคิดว่าบ้านเมืองอื่นจะไม่ยินดีต้อนรับคนอย่างข้าเลยหรือ?”
“ยินดีต้อนรับแน่นอน”
“เช่นนั้นข้ายังจะต้องกลัวอะไร? อย่างที่เจ้าพูดมาสถานความงามก็แค่ตัวเลือกหนึ่ง ในเมื่อข้าคิดสิ่งนี้ขึ้นมาได้ย่อมทำสิ่งอื่นออกมาได้เช่นกัน ถึงแม้ไม่มีโรงผลิตเครื่องปรุง เรือนพักผ่อนก็สามารถเป็นหนึ่งสถานที่ที่มีอยู่น้อยนิดเช่นกัน”
ชีเหนียงพูดได้ไม่ผิดแม้ว่าเรือนพักผ่อนจะเกิดเหตุไม่คาดคิดเล็กน้อย แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนา กลับกันเพราะคดีก่อนหน้านี้ กลับทำให้เรือนพักผ่อนชื่อเสียงลือลั่นเพียงแค่ตอนนี้ชีเหนียงห่วงว่าเรือนพักผ่อนจะได้รับผลกระทบจากค่ายโจรเลี่ยหยางจึงไม่กล้าป่าวประกาศมากมาย ดังนั้นเรือนพักผ่อนจึงยังไม่ได้ขยายให้ใหญ่โตกว่าเดิม
จ้าวจือชิงตระหนักได้อย่างดีว่าสิ่งที่ชีเหนียงพูดมานั้นถูกต้องเรื่องโรงผลิตเครื่องปรุง มีคนของเขาดูแลมาโดยตลอด สินค้าหลายอย่างที่ออกมาตอนนี้เริ่มสร้างความฮือฮาในอำเภอเฉาไม่น้อยกระทั่งเมืองอันก็เริ่มมีคนเล็งเห็นโอกาสทางการค้าไม่น้อยหลายวันก่อนอันอีส่งสาส์นมาบอกว่า มีพ่อค้าพเนจรเริ่มสืบหาข้อมูลที่จะร่วมงานกับโรงผลิตเครื่องปรุงแล้ว
เพียงแต่เพื่อไม่ให้ชีเหนียงเสียสมาธิเขาจึงไม่ได้ให้คนส่งข่าวมาให้นาง เพียงเขาจะไม่พูดก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อชีเหนียงที่จะรู้ความเคลื่อนไหวของมัน
“เจ้าพูดถูกต้อง เพียงแต่เจ้าก็อย่าลืมว่าเจ้าคือชาวเมืองต้าชาง ต้าชางคือสถานที่ที่เลี้ยงดูเจ้ามา”
ชีเหนียงได้ยินคำพูดของเขาก็หัวเราะดูแคลนเบาๆ “ประเทศดี ประชาชนก็จะดีไปด้วย! ผู้ปกครองที่มีความยุติธรรมราษฎรย่อมรักใคร่ปกป้อง แต่หากผู้ปกครองเป็นคนโง่เขลาประชาชนต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนั้นแล้วจะยังต้องปกป้องเชื้อพระวงศ์เช่นนี้อีกหรือ?”
“ในความคิดของข้า นั่นคือความภักดีที่โง่เขลา! ข้าลั่วชีเหนียง แม้ไม่ช่คนที่มีความรู้สูงส่ง แต่ก็รู้ว่าไม่ควรหักหลังแผ่นดินแต่หากแผ่นดินนี้อยู่ต่อไม่ได้จริงๆ กระทั่งคนยังใช้ชีวิตอยู่ไม่ได้ข้าเองก็ไม่ยอมอยู่รออดตายที่นี่อย่างโง่เขลาเป็นแน่!”
-----