คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 139 การตัดสินใจในตอนนั้น

            

            ทันทีที่สิ้นเสียง

            ทุกคนในห้องโถงอึ้งไปตามๆ กัน พวกเขารู้สึกตกใจจนพูดไม่ออกไปหมด

            ซูฉางอันสมคบคิดกับเผ่าปีศาจ ทำร้ายท่านอวี้เหิงเป็นเรื่องที่ถูกลือไปทั่วในหมู่ของสามัญชนภายในเมืองซึ่งมีการพูดถึงอย่างแพร่หลาย จนคนมากมายปักใจเชื่อไปแล้ว

            แต่อย่างไรเสีย คนเหล่านั้นก็เป็นเพียงสามัญชนธรรมดาๆ เท่านั้น คนเหล่านั้นล้วนแต่มีวิสัยทัศน์และความเฉลียวฉลาดด้อยกว่าทุกคนในที่นี้ด้วยกันทั้งสิ้น

            อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องที่เด็กหนุ่มที่มีพลังเพียงระดับอรุณรุ่งอย่างซูฉางอันจะได้รับประโยชน์ใดจากการร่วมมือกับเผ่าปีศาจเพื่อทำร้ายอวี้เหิงเลยลำพังเรื่องที่ว่าซูฉางอันจะพาคนจากเผ่าปีศาจที่ว่าเข้ามาในเมืองโดยไม่ให้เหล่าสายข่าวภายในเมืองฉางอันรู้ได้อย่างไร ก็นับเป็นปัญหาที่หาคำอธิบายไม่ได้แล้ว

            อีกอย่าง ในตอนนั้น ที่หยิงโฮ่ปลอมตัวเป็นมนุษย์ แล้วเข้าศึกษาในสำนักเทียนหลานได้เพราะนางเป็นนักรบระดับดาราจักรมาแต่แรกแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น นางที่เป็นทั้งปีศาจและนักรบแห่งดาราจักรจะรู้วิชาลับที่หลอกตาคนได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

            ทว่าในตอนที่เพิ่งเข้ามาในสำนักเทียนหลานซูฉางอันยังเข้าสู่ระดับหลอมจิตไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วท่านอวี้เหิงที่เก่งกาจจนไร้เทียมทานจะมองเขาไม่ออกเชียวหรือ?

            เพราะข่าวลือที่ว่ามีช่องโหว่อยู่มากเหลือเกินพวกเขาจึงคิดว่านั่นเป็นเพียงข่าวลือซึ่งผู้ที่ไม่หวังดีต่อสำนักเทียนหลานจงใจสร้างขึ้นเพื่อสร้างความกดดันให้ซูฉางอันเท่านั้น

            แต่หากคิดจะโค่นสำนักเทียนหลานที่คุ้มครองเผ่ามนุษย์มานานนับพันปีด้วยเรื่องเหลวไหลเช่นนี้นับเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย...

            ทว่ามนุษย์ในโลกมีอยู่มากมายหลายประเภท พวกที่ชอบฝันลมๆ แล้งๆก็ย่อมมีอยู่เช่นกัน...

            ยกตัวอย่างเช่นตู้หงฉางในเวลานี้

            บุตรแห่งเทพนักรบผู้นี้ มีชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไรนัก โดยเฉพาะเมื่อตอนที่บิดาของเขาเทพนักรบ จิตแห่งต้าเว่ยยังมีชีวิตอยู่ แม้เขาจะไม่ได้ทำเรื่องชั่วช้าถึงขั้นข่มเหงรังแกผู้คนไปทั่วหรือคบค้ากับคนพาลเพื่อทำเรื่องชั่วช้า แต่เขาก็มีนิสัยหยิ่งผยองเป็นอย่างมาก มักดูถูกเหยียดหยามผู้อื่นอยู่เป็นนิจทว่าบัดนี้ เมื่อบิดาตายลง เขาจึงรู้จักถ่อมตัวลงบ้างแล้ว แต่คาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะขอให้เริ่มการพิพากษาร้อยสำนักขึ้นกลางงานร้อยสำนักทั้งยังหวังจะโค่นสำนักเทียนหลานด้วยเหตุผลที่เหลวไหลเพียงนี้อีก ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นความต้องการของเขาเองหรือมีใครยุแยงอยู่เบื้องหลัง แผนนี้ก็ดูจะใสซื่อและโง่เขลามากเกินไปอยู่ดี...

            ทว่าซูฉางอันกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาไม่รู้ว่าใครปลอมเป็นตู้หงฉางในตอนนี้ด้วยวิธีใดกันแน่แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจ นั่นคือซือหม่าสวี่ต้องเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ไม่ผิดแน่และเท่าที่ซูฉางอันรู้จักซือหม่าสวี่ หากเขาให้ตู้หงฉางพูดเรื่องนี้ในวันนี้เช่นนั้นก็แสดงว่าเขามีหลักฐานที่มั่นคงมากพอ มิเช่นนั้น เขาคงไม่กล้าพูดเรื่องนี้ในที่แห่งนี้เป็นแน่

            ซูฉางอันกับกู่เซี่ยนจวินสบตากันครู่หนึ่งซึ่งทั้งคู่ต่างก็สัมผัสถึงความหนักอึ้งจากดวงตาของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

            และในตอนที่คนรอบด้านกล่าวทักท้วงและแสดงความสงสัยขึ้น จู่ๆ ตู้หงฉางก็เผยประกายรอยยิ้มขึ้นอีกครั้งจากนั้นก็มองไปรอบด้าน พลางประกาศด้วยเสียงกังวาน “ทุกท่าน โปรดอย่าเพิ่งรีบร้อนไปในเมื่อข้าน้อยกล้าพูดเรื่องนี้ ย่อมต้องมีเหตุผลอยู่แล้วซึ่งข้าจะอธิบายให้ทุกท่านเข้าใจเอง เมื่อข้าพูดจบทุกท่านก็จะรู้เองว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือเท็จกันแน่”

            เขากล่าวด้วยท่าทีนอบน้อมมีการใช้คำพูดและอ้างอิงเหตุผลได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่อาจหาข้อบกพร่องใดเพื่อใช้ในการปฏิเสธได้

            เหตุนี้ กลุ่มคนที่รู้สึกไม่พอใจต่อเขาเป็นทุนเดิมจึงจำต้องเก็บกลั้นความไม่พอใจเอาไว้ แล้วรอฟังเขากล่าวต่อไปอย่างสงบ

            เมื่อโถงกลับมาเงียบสงบลงอีกครั้ง ตู้หงฉางจึงหันไปโค้งตัวให้คนทั้งหลายแล้วกล่าวต่อไป

            “ทุกท่านต่างรู้ดีว่าหลายวันมานี้ เกิดข่าวลือขึ้นภายในเมืองฉางอันบอกว่าคุณชายซูสมคบคิดกับเผ่าปีศาจเพื่อทำร้ายท่านอวี้เหิงจนท่านต้องกลับเข้าสู่อ้อมกอดของหมู่ดาวเช่นนี้”

            “แน่นอน ข่าวลือเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงลมปากไร้หลักฐานเท่านั้นจึงไม่ควรหลงเชื่อ แต่ก็สมดั่งคำที่ว่า หากไม่มีสายลมย่อมไม่เกิดคลื่น อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ต้องมีมูลเหตุอยู่ดี”

            “ในตอนแรก ข้าน้อยก็ไม่เชื่อเช่นกันเพราะแม้ข้ากับคุณชายซูจะเคยผิดใจกันในงานหลอมดาวมาก่อน แต่แท้จริงแล้ว ลึกๆ ในใจข้ากลับรู้สึกยกย่องคุณชายซูมาโดยตลอด เหตุนี้ หลังได้ยินเรื่องเหล่านี้ ข้าน้อยก็นึกประท้วงแทนคุณชายซูในใจมาโดยตลอดเช่นนั้น ข้าจึงมีความคิดอยากจะสืบหาต้นตอของข่าวนี้แทนคุณชายซู”

            “ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อลองสืบลึกลงไปจะพบกับเรื่องที่น่าตกตะลึงเช่นนี้”

            เมื่อกล่าวมาจนถึงตรงนี้ เขาก็นิ่งไปเล็กน้อย จากนั้นหรี่ตาลง กวาดตาผ่านร่างของผู้คนรอบด้านไปอีกครั้งเมื่อเห็นว่าทุกคนรอฟังอย่างตั้งใจราวจะให้ความสนใจกับสิ่งที่เขากำลังจะพูดต่อไปมาก ตู้หงฉางก็เกิดประกายความได้ใจขึ้นเพราะรู้ว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ตนต้องการแล้วนั่นเอง เขาปรายตามองมาที่ซูฉางอันซึ่งมีสีหน้าหนักอึ้งครู่หนึ่งจากนั้นจึงเริ่มกล่าวต่อไปในที่สุด

            “ข่าวลือนี้มีอยู่มากมายหลายฉบับ แต่โดยสรุปแล้วทุกฉบับต่างก็มีเนื้อหาไปในทำนองเดียวกัน คือคุณชายซูสมคบคิดกับเผ่าปีศาจนั่นเองเหตุนี้ หากอยากรู้ความจริง ย่อมต้องเริ่มจากการสืบประวัติของคุณชายซูเป็นธรรมดาเมื่อรู้ประวัติที่แท้จริงแล้ว ข่าวลือย่อมถูกทำลายลงไปเอง...และนี่ก็คือสิ่งที่ข้าน้อยคิดได้ในตอนนั้น”

            “แต่คุณชายซูเป็นใครมาจากไหนกันเล่า? ข้าคิดว่าทุกท่านก็คงรู้เหมือนๆกับข้า คือเมื่อสองปีก่อนคุณชายซูบังเอิญไปพบกับมั่วทิงอวี่ที่เดินทางไปสังหารหยิงโฮ่ ณ ดินแดนทางเหนือจึงถูกมั่วทิงอวี่รับเป็นศิษย์ ต่อมาก็ถูกท่านอวี้เหิงเรียกตัวมายังเมืองฉางอันใช่หรือไม่?”

            พอพูดจบ เขาก็กวาดตามองไปรอบด้านอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าคนทั้งหลายพากันพยักหน้าหงึกหงักจึงปรากฏประกายรอยยิ้มได้ใจออกมามากขึ้นกว่าเดิม ตู้หงฉางก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อยและแสร้งไปหยุดอยู่ตรงหน้าซูฉางอันด้วยท่าทีราวไม่ได้ตั้งใจ จากนั้นมองซูฉางอันด้วยสายตาราวผู้ที่อยู่เหนือกว่าพลันเสียงที่เคยสดใสของเขาก็เปลี่ยนมาเป็นเย็นยะเยือกในพริบตา

            “เช่นนั้น ข้าน้อยก็มีเรื่องที่อยากจะขอคำชี้แนะจากคุณชายซูเสียหน่อย”

            “คุณชายซูเคยบอกว่ามั่วทิงอวี่ทำลายหยิงโฮ่ ปีศาจสาวจากแผ่นดินทางเหนือไปแล้วใช่หรือไม่ข้าจึงอยากถามอีกครั้งว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่?”

            ซูฉางอันนิ่งไป ในตอนนั้นมั่วทิงอวี่เดินทางไปที่ดินแดนทางเหนือพร้อมกับดาบเป็นเรื่องจริงและเขาในตอนนั้นก็พยายามจะสังหารวู๋ถงจริง เพียงแต่... ในตอนสุดท้ายเขากลับเลือกที่จะสละชีวิตของตัวเองเพื่อช่วยชีวิตนาง...

            นั่นถือเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย...

            แต่คนนอกไม่มีทางรู้ได้ ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ระหว่างมั่วทิงอวี่และวู๋ถงแม้แต่ซูฉางอันก็ไม่เคยรู้เช่นกัน...

            ทว่า แม้คนภายนอกจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดมั่วทิงอวี่จึงตัดสินใจเช่นนั้นแต่ซูฉางอันกลับเข้าใจอยู่เล็กน้อย...

            มั่วทิงอวี่รักวู๋ถงจริงๆ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เคารพรักอาจารย์ของตนเช่นกันไม่เช่นนั้น เขาคงไม่ซ่อนดาบอยู่แต่ในฝักมานานถึงสิบปีและเดินทางไปที่ดินแดนทางเหนือเช่นนั้นแน่

            เขาจำต้องเลือกทำในสิ่งที่ไม่ผิดต่อตัวเอง และไม่ผิดต่อคนในใต้หล้าด้วยเช่นกัน

            เขาไม่อยากให้เหยากวงจากไป ทว่าก็ทำใจฆ่าวู๋ถงไม่ได้เหมือนกัน

            แต่เหยากวงกลับตายลงเมื่อสิบปีก่อน เขากับวู๋ถงจึงถูกลิขิตให้ต้องตายตกกันไปข้างหนึ่งไม่เช่นนั้น คงจะหยุดคำครหาจากคนในใต้หล้าไม่ได้

            เมื่อสิบปีก่อน เขาตัดสินใจไปแล้วครั้งหนึ่ง...

            แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานถึงสิบปี เมื่อพบเจอนางอีกครั้งเขาจึงรู้ว่าตนไม่อาจทำใจให้เฉียบคมดั่งเช่นดาบในมือได้...

            เหตุนี้ เขาจึงเลือกจบความแค้นที่สืบเนื่องมานานนับสิบปีด้วยการตายของตัวเขาเอง

            ความถูกผิดในโลกเป็นสิ่งที่ยากจะตัดสินความจริงใจและเสแสร้งของมนุษย์ก็เช่นกัน

            ในเมื่อสรรพสิ่งสลับซับซ้อนถึงเพียงนี้ ไยไม่เลือกจากไปเพื่อตัดปัญหาเสียเล่าปล่อยให้คนรุ่นหลังตัดสินเรื่องต่อจากนั้นกันเองเถิด

            แน่นอน นั่นเป็นความคิดที่คนส่วนมากไม่อาจยอมรับและทำความเข้าใจได้

            เหตุนี้ ซูฉางอันจึงเก็บเรื่องนี้เป็นความลับมาโดยตลอด

            ดังนั้น เขาจึงมองเข้าไปในดวงตาของตู้หงฉาง แล้วพยักหน้าขึ้นเบาๆ “ถูกต้องดาวหยิงโฮ่ดับสูญลงแล้ว”

            แน่นอนว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง ในคืนนั้นคนทั้งใต้หล้าต่างก็เห็นด้วยตาของตัวเองว่าดาวหยิงโฮ่ดับสูญลงแล้วจริงๆ

            “เป็นเช่นนั้นหรือ?” รอยยิ้มของตู้หงฉางเย็นยะเยือกมากขึ้นกว่าเดิมราวจะเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าซูฉางอันต้องตอบเช่นนี้

            เสียงที่เป็นดั่งปีศาจร้ายของตู้หงฉางดังขึ้นในวินาทีต่อมา ซึ่งเสียงนั้นทำให้ความใจเย็นบนใบหน้าของซูฉางอันถูกทำลายลงอย่างยับเยินในเสี้ยววินาที!

            “แล้วเหตุใดเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ถึงมีคนเห็นว่าดาวหยิงโฮ่กะพริบแสงขึ้นอีกครั้งเล่า!” 

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน