[New Life] อิสระของชีวิต

    [3] ขอโทษ

    [3] ขอโทษ
    กว่าที่เซ็ทจะตื่น แล้วใช้เวลาเกือบทั้งวันไปกับการเขียนโปรแกรม หากเป็นโปรแกรมเก่าที่ใช้กับเทคโนโลยียุคเขา เซ็ทสามารถเขียนโปรแกรมให้เสร็จได้ภายในสองชั่วโมง แต่เพราะเทคโนโลยีของที่นี่อยู่ในขั้นที่เรียกว่าหลังเขา ห่วยแตก เขาจึงเสียเวลาเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติงานของโปรแกรมให้รองรับกับเทคโนโลยีในสมัยนี้ ดังนั้นกว่าเขาจะอาบน้ำแต่งตัวแล้วได้ออกมาหาซื้อของเข้าบ้านก็เป็นเวลาเกือบเย็นแล้วตลาดใกล้อพาร์ทเม้นท์โทรมๆ ที่เป็นบ้านของร่างนี้มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ทว่าตึกแถวสองข้างของคนที่ขายของแถวนี้ถูกสร้างด้วยไม้ ซ้ำยังมีกลิ่นอายของความโบราณที่รักษาไว้จึงมีบรรยากาศครื้นเครงกว่าตลาดนัดที่มีแต่ฝุ่นเซ็ทลงความเห็นว่าบ้านแถวที่สร้างจากไม้เหล่านี้มีระบบป้องกันอัคคีภัยติดลบ แค่ไฟดวงเด็กๆ ก็ทำให้ตลาดนี้วอดวายได้ ซ้ำยังป้องกันขโมยหรือสิ่งไม่พึงประสงค์อื่นใดไม่ได้อีกด้วย เซ็ทมองว่าเพียงแค่ที่ใช้ชีวิตอยู่ตอนนี้ก็ล้าหลังมากแล้ว แล้วทำไมมนุษย์ถึงยังจะอยากคงความล้าสมัยที่ยิ่งกว่าล้าหลังนี่เอาไว้อีก“พ่อหนุ่มสนใจหัวไชเท้าถูกๆ มั้ยจ้ะ”“เนื้อหมูสวยๆ แดงๆ นิ่มๆ ราคาไม่แพงจ้า”“ไอ้หนู เป็ดย่างมั้ย”เสียงเรียกลูกค้าดังมาจากสองข้างทางไม่ขาดสาย เซ็ททำเพียงแค่สายหน้ายิ้มๆ ให้เข้ากับสถานการณ์แล้วเดินต่อ เซ็ทตัดสินใจเดินวนตลาดก่อนหนึ่งครั้ง เพื่อประเมินว่าควรจะซื้ออะไรให้เหมาะสมกับเงินที่เหลืออยู่ในตอนนี้ รวมถึงเลือกซื้อสินค้าให้ได้ในราคาที่ถูกที่สุดเพื่อความคุ้มค่าแต่แล้วจากที่เดินมาโล่งๆ เขาก็ต้องพบการจราจรที่ติดขัด ฝูงชนแน่นขนัดรวมตัวกันอยู่หน้าร้านอะไรซักอย่างจนทางเดินแทบไม่มีที่ให้เดินต่อ เซ็ทมองภาพตรงหน้าอย่างเซ็งๆ ก่อนจะเดินเบียดๆ เนียนเพื่อผ่านไปหากเป็นเซ็ทคนเดิมการเดินเนียนบนถนนพร้อมสกิลระวังตัวของเซ็ทไม่เคยผิดพลาด แต่ว่าเนื่องจากร่างกายที่ผอมแห้งขาดสารอาหารมานาน มีอาการบาดเจ็บตามร่างกาย ทั้งยังอดอาหารมาแทบทั้งวัน ทำให้คนที่ครั้งหนึ่งเคยมีร่างกายที่แทบไม่แพ้อะไรทั้งนั้นอย่างเซ็ทแพ้แรงคนรอบข้าง แล้วเซล้มไปง่ายๆเซ็ทหงุดหงิดอยู่ในใจ...ขายหน้าสิ้นดี{ร่างกายคุณตอนนี้ต้องการการพักผ่อนอย่างด่วนๆ เลยครับ}เซ็ทเอามือกุมขมับ อาการหน้ามืดเป็นหนึ่งในสิ่งที่เซ็ทไม่เคยเจอ แต่ในเวลานี้ไม่ต้องรอให้โรบอกเขาก็รู้ฝูงชนที่ยืดเบียดเสียดกันอยู่เมื่อครู่แหวกตัวออกเป็นวงเมื่อเห็นคนล้มทรุดไปกับพื้น คนบางส่วนเข้ามาถามไถ่อาการแล้วพยุงเซ็ทให้ลุกอย่างเอื้อเฟื้อ เซ็ทกล่าวขอบคุณและขอโทษไปพร้อมๆ กันโดยปฏิเสธคนที่หวังดีอย่างมีมารยาท ทว่าเมื่อกะจะขอทางเดินผ่านไปก็มีเสียงเรียกรั้งคนที่พึ่งหน้ามืดอย่างเขาซะงั้น“คุณคนนั้นเดี๋ยวก่อนค่ะ!”เซ็ทแอบหงุดหงิดในใจเมื่อคิดว่าทางอุตส่าห์โล่งให้เดินง่ายๆ แล้ว ถึงอย่างนั้นเซ็ทก็หันกลับพร้อมแสร้งทำท่าทางเด๋อด๋าพร้อมๆ กับทำท่าทางรู้สึกผิดที่ทำให้คนรอบข้างวุ่นวาย“เรียกผมเหรอครับ?”{สำเร็จภารกิจ ได้รับ...}ผู้หญิงที่หยุดเขาไว้กวาดตามองเขาหัวจรดปลายเท้า จากนั้นจึงแสยะยิ้มพุ่งเข้ามาจับไหล่เขาไว้ทั้งสองข้างเซ็ทขมวดคิ้วไม่พอใจนัก แต่ในเมื่อเจ้าหล่อนไม่ได้มีเจตนาร้ายทั้งยังไร้รังสีฆ่าฟัน เซ็ทจึงหยุดยืนนิ่งพร้อมแสร้งทำเป็นสะดุ้งเล็กๆ เพื่อรอฟังสิ่งที่เธอจะพูด“สนใจมารับบทตัวประกอบมั้ย?”“...ครับ?”เซ็ทส่งเสียงแปลกใจ แต่เจ้าหล่อนกลับตีความไปว่าเขาตกลง จึงจับตัวเขาลากเข้าไปด้านในร้านที่ถูกเซ็ตไว้เป็นกองถ่ายภาพยนต์ (เซ็ทพึ่งสนใจจะมอง) คนถูกลากมากระพริบตาปริบๆ ฟังผู้หญิงที่ลากเขามาพูดฝอยกับคนที่น่าจะเป็นผู้กำกับไม่หยุด สุดท้ายเมื่อได้ฟังบทตัวประกอบที่ต้องเล่นเซ็ทจึงตกลงตามน้ำไป อย่างน้อยๆ ก็ได้ค่าแรงสามร้อยทันทีที่จบฉาก แถมที่เขาต้องทำก็ไม่ได้มีอะไรมาก ก็แค่เดินมาล้มหน้าร้านเหมือนคนป่วยขาดสารอาหาร (ซึ่งเขาก็ขาดสารอาหารจริงๆ) รอให้นางเอกของเรื่องวิ่งเข้ามาดู แต่ที่สำคัญที่สุดคือเขาจะได้ทดลองสิ่งที่คิดไว้ด้วย{จะดีหรือครับ}“ดีสิ โอกาสดีๆ หาไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะ”ดูเหมือนว่าตัวประกอบที่หาอย่างฉุกละหุกแทนที่คนรับบทเดิมที่ป่วยกระทันหันจะดูอิ่มเอิบสุขภาพดีเกินไป เซ็ทที่มองผ่านๆ แล้วดูปกติธรรมดา แต่แท้จริงผอมกระหร่องทั้งยังมาหน้ามืดหน้ากองถ่ายจึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าทั้งยังมาได้ถูกเวลามาก ในสายตาของเจ้าหล่อน “เอาล่ะ ไม่ต้องเกร็ง ทำให้เป็นธรรมชาติเข้าไว้ล่ะ แค่เดินแบบคนหมดแรงจากตรงนั้นไปล้มตรงนู้น ยังไงก็ไม่ได้แพลนหน้านายดังนั้นไม่ต้องแอ็กจนโอเวอร์ เข้าใจนะ”“ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันกับพี่โจฮันจะรับช่วงต่อทันทีที่คุณล้ม คุณไม่ต้องทำอะไรเลยค่ะ”นางเอกสาวหน้าสวยเสริมคำของผู้กับกำ เพราะฉากนี้เป็นฉากทีเซอร์ผู้กำกับจึงต้องการความสมจริง แต่ตัวประกอบฉากนี้ตัวจริงกลับล้มป่วย คนที่มาแทนที่ก็ดูดีเกินไปท่าทางเหมือนคนพร้อมขโมยซีนนางเอกอย่างเธอมาก ดังนั้นผู้จัดการของเธอจึงเลือกไปดึงคนทั่วไปมาลองรับบทแทน จากนั้นก็ไปพูดกับผู้กำกับจนเขายอมใช้มือสมัครเล่นตัวประกอบน่ะจืดจางเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ยิ่งนี่เป็นละครยาวเรื่องแรกของเธอ นางเอกสาวจึงไม่อยากให้ตัวประกอบมืออาชีพที่หวังขโมยซีนมาแย่งซีนเธอตั้งแต่ฉากแรกของเรื่อง ถึงคนๆ นี้เล่นแข็งคนโดนด่าก็คือเขา ไม่เกี่ยวกับเธอซักหน่อย ...ความแตกต่างของฝีมือยิ่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อตัวเธอมากเท่านั้น“เล่นเท่าที่ไหวไม่ต้องเครียดนะครับ ผมกับปรางค์จะคอยสนับสนุนคุณเอง”พระเอกหน้าหล่อที่เป็นพระเอกที่โด่งดังต้องมาประกบคู่กับนักแสดงสาวที่กำลังพุ่งแรงพูดด้วยสีหน้าสบายๆ เพราะเขามั่นใจในฝีมือตัวเองว่าไม่ว่าคนตรงหน้าจะเล่นแข็งแค่ไหนเขาก็สามารถสื่ออารมณ์ได้“ครับ” เซ็ทตอบรับง่ายๆ ไม่ได้แสดงท่าทางกังวลอะไรอย่างที่ตัวเอกทั้งสองคิด จนทั้งพระนางรู้สึกแปลกใจ“โอเค ถ้างั้น 3 2 1 แอ็คชั่น!”เซ็ทเดินตามมาร์กกิ้งที่กำหนดไว้โดยแสดงเป็นคนขาดสารอาหารที่พยายามเข้มแข็ง แม้จะอ่อนแรงแต่ก็พยายามเดินเหมือนคนที่ปกติทั่วไป แต่แล้วพอใกล้ถึงจุดที่กำหนดเขาก็ทำตัวเซน้อยๆ ภาษากายถูกสื่อผ่านมือทั้งสองข้างและริมฝีปาก มือแห้งขยับยกขึ้นมาได้เล็กน้อย พอๆ กับริมฝีปากที่ขบกันเพียงครู่ ร่างสูงที่เดินโงนเงนก็ล้มลงกับพื้นนางเอกสาวที่นั่งรอคิวอยู่ภายในร้านหน้าตื่น เธอรีบพุ่งออกมาจากร้านพลางขยับร่างกายคนที่พึ่งล้มลง ส่งเสียงเรียกด้วยสีหน้าเป็นกังวล“คุณ! คุณคะ! เป็นอะไรรึเปล่าคะคุณ!?”ไทยมุงที่เป็นตัวประกอบทั่วไปอีกทีหยุดยืนมองด้วยสีหน้าที่แตกต่างกันไป นางเอกสาวที่ตอนแรกมีสีหน้าตื่นตกใจรีบกวาดตาไปทั่วพร้อมส่งเสียงขอความช่วยเหลือ“ใครก็ได้มาดูคุณคนนี้ทีค่ะ อยู่ๆ เขาก็เป็นลมล้มไปเฉยๆ!”“ผมเป็นหมอ ขอทางหน่อย ผมจะดูเขาเองครับ”พระเอกที่ได้ยินบทที่นอกบทนิดหน่อยวิ่งเข้าไปในฉากเมื่อถึงคิว เขาแสร้งจับนั่นจับนี่ ก่อนที่จะผ่อนลมหายใจแล้วพูดด้วยเสียงผ่อนคลาย“แค่เป็นลมเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอน่ะครับ ดูแล้วน่าจะขาดสารอาหารด้วย แต่อีกไม่นานเดี๋ยวเขาก็ฟื้น ไม่ต้องห่วงครับ”“งั้นเหรอคะ...โล่งอกไปที”“พาเขาไปพักตรงอื่นดีกว่าครับ”“อ่ะ ค่ะ ...นั่นสินะคะ”นางเอกสาวหัวเราะแห้งๆ ด้วยท่าทางเปิ่นๆ หลังจากลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก พระเอกหนุ่มยิ้มบางๆ กับท่าทางนั้นของหญิงสาวโดยหลงลืมแม้แต่คนที่เป็นลมล้มไป แสงสีส้มจางจากดวงอาทิตย์สาดส่องใบหน้าของพระนางที่ยิ้มให้กันจนเกิดภาพโรแมนติด กล้องจับภาพพวกเขาซักครู่ก่อนที่เสียงคัตจากผู้กำกับจะดังตามมา“คัต! เทคเดียวผ่าน ทำดีมาก!”เมื่อคำว่าคัตดังขึ้นแล้ว เซ็ทที่รับบทคนเป็นลมขยับตัวลุกขึ้นแทรกกลางการจ้องตากันของพระนางในละครอย่างว่องไว จนพระนางของเรื่องต้องเด้งตัวหลบกันคนละทางเพราะเกรงว่าใบหน้าที่ต้องใช้หากินจะเกิดแผลเข้าให้ เซ็ทไม่ได้สนใจคนรอบข้างแต่กลับเดินไปทางผู้หญิงที่ลากเขาเข้ามาเป็นตัวประกอบ“ในเมื่อถ่ายเสร็จแล้วก็ขอค่าจ้างด้วยครับ”“อะ- โอเค...แน่นอน”หญิงสาวที่ตกอยู่ในห้วงภวังค์ของการแสดงเพียงสามนาทีพยักหน้ารับอย่างลืมตัว เธอหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมายื่นแบงค์ร้อยสามใบส่งให้คนตรงหน้า เซ็ทรับเงินนั่นมาง่ายๆ ก่อนจะเดินจากไปอย่างรวดเร็ว“ขอบคุณครับ”ผู้กำกับที่ตั้งใจจะเรียกให้เซ็ทอยู่ก่อนช้าเกินไป เซ็ทเดินหลบเข้าไปในฝูงชนจากนั้นก็ลัดเลาะออกนอกซอยอย่างคล่องแคล่วเขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินกลับไปที่หน้าจอเพื่อดูฉากที่พึ่งถ่ายทำเสร็จ เจ้าหน้าที่เปิดงานให้ดูอย่างรีบเร่งภาพหลายมุมจากกล้องหลายตัวที่ถูกถ่ายออกมายิ่งบ่งบอกถึงฝีมือการแสดงที่เข้าขั้นอัจฉริยะ การแสดงที่สมจริง ทุกอย่างพอเหมาะกับการสื่อสารในภาษากาย ทั้งท่าทาง การขยับตัว สีหน้า มันลงตัวพอดีไม่โอเวอร์จนเกินไป แม้แต่พวกนักแสดงตัวเอกหลายๆ คนยังทำไม่ได้แบบนี้ความเป็นธรรมชาติเสมือนไม่ได้แสดง แต่เขากำลังแสดง แถมยังดึงอารมณ์ร่วมของคนรอบข้างได้ง่ายๆ...ในชีวิตของผู้กำกับน้อยครั้งนักที่จะได้เจอนักแสดงฝีมือดีแบบนี้ฉากเมื่อครู่แค่เพียงเดินไม่กี่ก้าวแล้วเป็นลมล้มไปกลับดึงอินเนอร์ของปรางค์ที่เล่นเป็นนางเอกออกมาได้ง่ายๆ เขามั่นใจมากว่าเมื่อครู่ปรางค์ถูกดึงเข้าไป เธอลืมไปแล้วว่าการเป็นลมนั่นเป็นแค่การแสดง แม้กระทั่งพวกตัวประกอบทั่วไปก็มีอารมณ์ร่วมเช่นกัน ความเป็นห่วงที่มองอยู่ห่างๆ อย่างเป็นกังวลฉายชัดอยู่บนใบหน้าของแต่ละคนแต่ถ้าให้พูดไปในฉากมีแต่พระเอกอย่างโจฮันที่อินเนอร์ไปไม่สุดแบบคนอื่นๆ เพราะไม่ได้สนใจจะมองการแสดงของผู้ชายคนนั้นชัดๆ ดังนั้นฉากนี้จะบอกว่าเขาพอใจมากก็ใช่ ไม่พอใจมากก็ใช่มันเป็นอะไรที่ดีมากๆ แต่ยังดีได้ไม่สุด“ตัดฉากโคลสอัพโจฮันออกไป เน้นที่คนเป็นลมกับนางเอก ฉากนี้พระเอกเอาให้เด่นเฉพาะตอนตรวจกับยิ้มให้นางเอกก็พอ”“...เอ่อ ครับ”เจ้าหน้าที่พยักหน้ารับคำ แม้จะรู้สึกไม่เหมาะอยู่บ้างแต่ในความรู้สึกเขาเองก็เห็นด้วย บทพระเอกที่ไม่ได้อารมณ์ถูกตัวประกอบที่ออกชัดๆ แค่นาทีกว่าแย่งซีนจากบทง่ายๆ อย่างการเป็นลม ฉายมากไปก็ไม่ดีกับเรตติ้งเจ้าตัว แต่ไอ้คนที่เล่นบทง่ายๆ ไม่มีบทพูดอะไรเลยให้ออกมาดีกว่าพระเอกที่ได้ถ่ายหน้าหล่อๆ กับบทพูดหล่อสองต่อนี่ก็...น่ากลัวจริงๆ


    {ร่างกายอยู่ในสภาวะปกติ แต่คุณนี่ชอบทำอะไรสุ่มเสี่ยงจริงๆ}“ผลลัพธ์ออกมาดีก็พอแล้วมั้ยล่ะ”เซ็ทเป็นนักฆ่าในเงามืดที่แฝงตัวอยู่ในโลกแสงสว่างมาแล้วหลายรูปแบบ ทักษะการแสดงออกเป็นสิ่งหนึ่งที่กองทัพป้อนไว้ให้ ซึ่งทักษะเหล่านั้นก็ยังคงติดตัวมาจนถึงตอนนี้ แค่การแสดงเด็กๆ อย่างการแกล้งเป็นลมไม่ใช่อะไรที่ยากเย็นเลยซักนิดแต่การที่คนที่สมควรอยู่ในเงามาออกฉากหน้าในแสงสว่างอยู่บนสื่อต่างๆ หากไม่ใช่คำสั่งของกองทัพเขาก็จะไม่มีสิทธิกระทำ หากกระทำไปโดยพลการทั้งๆ ที่ไม่มีคำสั่งลงมา ระบบลงโทษจะทำงานโดยอัตโนมัติ ตอนแรกเซ็ทก็ไม่คิดจะรับบทหรอก แต่เขาฉุกใจคิดขึ้นมาได้ว่าการแสดงภาพยนต์แม้จะเป็นบทสั้นๆ แต่ก็เข้าข่ายขัดกับกฏข้อนั้น จึงตัดสินใจลองดูแน่นอนว่าผลลัพธ์เป็นอย่างที่เห็น เขาปลอดภัย ไม่มีระบบไฟฟ้าใดๆ ลัดวงจรความคิดจนสลบไปสามวันสามคืนแบบคราวก่อนเพราะเคยใช้ชีวิตที่โชกโชนหนักหน่วงยิ่งกว่ามนุษย์คนใดจะเข้าใจมาครั้งหนึ่ง เซ็ทจึงระแวดระวังตัวมากกว่าคนอื่น ความหวาดระแวงเป็นของที่อยู่ติดตัวเขามาทั้งชีวิต ต่อให้มีระบบประหลาดเด้งใส่หน้าว่าเขากำลังอยู่ในชีวิตใหม่ เขาก็ไม่สามารถทำใจให้เชื่อได้ในทันที...จนต้องมาหาทางพิสูจน์ความจริงครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ จนโรชักรำคาญพอตัวแล้วล่ะมั้ง“ซื้อของกินให้เสร็จแล้วกลับดีกว่า”เซ็ทพูดเสียงค่อยพลางเดินกุมท้องที่ส่งเสียงร้องประท้วง ความหิวเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เซ็ทไม่เคยประสบเขาได้หลายสิ่งหลายอย่างกลับมาในขณะที่อยู่ในร่างของเด็กคนนี้ แต่เชื่อเถอะว่าเขาไม่รู้สึกชอบพวกมันซักเท่าไหร่หรอก ความรู้สึกพวกนี้มันน่าแปลกสำหรับเขาเกินไป และบางครั้งมันทำให้เขารู้สึกอึดอัด...มันทำให้การควบคุมแสดงออกของเขายากขึ้น และทำให้ตัวตนของเขาแตกต่างไปจากเดิม{นั่นหมายถึงคุณกำลังเป็นมนุษย์ เซ็ท}“ฉันก็เป็นมนุษย์มาตลอดมั้ยล่ะโร”เซ็ทซื้อของส่วนหนึ่งกลับมาแช่ตู้เย็นไว้ ก่อนจะเปิดข้าวกล่องที่สั่งกลับมามั่วๆ ขึ้นมาโซ้ยด้วยความหิวโหย จนกระทั่งเขารู้สึกอิ่ม จึงเก็บข้าวของส่วนของตัวเองแล้วจึงหยิบกล่องข้าวอีกกล่องพร้อมน้ำขวดเล็กๆ เดินเข้าไปด้านในของบ้านผู้เป็นพ่อที่ตื่นนานแล้วจับตามองลูกชายที่เปิดประตูเดินหน้านิ่งเข้าห้องมา แม้จะเหม็นกลิ่นถุงเท้าในปาก แต่กลิ่นอาหารที่โชยออกมาจากกล่องข้าวทำให้น้ำย่อยในกระเพาะที่หยุดไปแล้วเริ่มก่อตัวอีกครั้ง หากแต่สภาพของตนอย่าว่าแต่จะกินเลย แม้แต่จะขยับยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำไป นับว่าโชคดีที่ก่อนหน้านั้นกินน้ำเข้าไปไม่มาก ไม่งั้นคงบังเกิดภาพแอ่งน้ำเจิ่งนองส่งกลิ่นเหม็นฉึ่งไม่น่าดูแน่ๆ ต้องอับอายขายหน้าไอ้เด็กนี่อีกต่างหาก“อดัม ผมขอโทษที่ทำร้ายคุณแถมยังมัดคุณไว้” “...”“ก็ถ้าไม่มัดแล้วคุณยังไม่สร่างเมาคุณก็คงอาละวาดเป็นคนบ้าอีก แต่ตอนนี้ผมว่าคุณมีสติพอฟังผมรู้เรื่องแล้ว ใช่มั้ย?”“...”“นี่อดัม...ผมโตแล้วนะ ถึงตอนนี้จะผอมไปบ้างแต่ผมก็โตแล้ว แถมยังแข็งแรงกว่าด้วย ผมไม่คิดจะยอมให้อดัมทำร้ายเหมือนที่ผ่านๆ มาหรอกนะ”ภาพที่ลูกชายนั่งลงตรงหน้ามองลงมายังเขาทำให้ระบบความคิดของอดัมสับสน ใบหน้าของลูกชายที่คล้ายคลึงเขากว่าแปดส่วน แม้จะมีร่องรอยฟกช้ำจางๆ ทั้งยังดูซูบตอบไปหน่อย แต่นั่นก็เป็นลูกชายของเขาอดัมไม่รู้ว่าเขาได้มองลูกชายตัวเองเต็มๆ ตาแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาไม่ได้เอาแต่เมาหัวราน้ำแล้วทำร้ายเด็กตรงหน้า...ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ลูกชายไม่เรียกเขาว่าพ่อ“พอซะทีเถอะกับการทำตัวแบบนี้ คุณอาจจะไม่ชอบหน้าผมที่ในตัวผมมีสายเลือดของผู้หญิงคนนั้นไหลเวียนอยู่ แต่คุณก็ยังเป็นพ่อของผม”“...”“ต่อให้ครอบครัวจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีก แต่ผมก็ยังอยากนับถือคุณ”“...”“อย่าทำให้ผมผิดหวังในตัวคุณอีกเลย...พ่อ”น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาจากดวงตา อดัมมองเห็นหยาดน้ำตานั้นอย่างชัดเจน เซ็ทไม่ได้ปาดมันออกหากแต่ก้มหน้าลงซ่อนแววตาที่สะท้อนถึงความเจ็บปวดไว้ภายใน มือที่ผอมบางยื่นไปดึงถุงเท้าในปากผู้เป็นพ่อออก จากนั้นจึงปลดปมที่พันธนาการร่างของอดัม แล้วลุกยืนขึ้นก้าวเท้าออกจากห้องโดยไม่หันกลับมามอง...หันไปโดยไม่คิดหันมามองสายตารู้สึกผิดของคนเป็นพ่ออีกอดัมที่เป็นอิสระไม่ได้เดินตามออกไป ความตั้งใจที่เกิดตอนพึ่งตื่นว่าจะลากเด็กนั่นมากระทืบปลิวหายไป เขาทำได้เพียงนั่งนิ่งอยู่กับพื้น ก้มหน้ามองอาหารกล่องกับขวดน้ำที่ตั้งอยู่ ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ บ้านแสนสุข ...ใช่ ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นบ้านแบบนั้นข้าวของระเกะระกะเต็มทางเดินและพื้นห้อง ส่วนมากจะเต็มไปด้วยขวดเหล้าที่เขากินแล้วโยนๆ มันทิ้งไว้ สายตาพลันเหลือบไปเห็นอัลบั้มรูปที่ขาดกระจุยไม่มีชิ้นดี กรอบรูปที่เคยวางประดับอยู่อย่างสวยงามเต็มไปด้วยรอยแตก ภาพครอบครัวที่ครั้งหนึ่งเคยยิ้มให้กันวันนี้ไม่มีอีกต่อไปภาพของเขาที่กำลังอุ้มลูกชายยิ้มหน้าบาน กับผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าภรรยากำลังอุ้มเด็กอีกคนด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน วันนั้นพวกเขากำลังหยอกล้อ มีความสุข แต่วันนี้ไม่ใช่แม้ว่าครอบครัวที่พังเละไม่มีชิ้นดีจะเกิดจากผู้หญิงคนนั้น...หากแต่ผู้ที่ทำให้มันยิ่งเลวร้ายไปกว่าเดิมก็คือเขาเอง...“...ฮึก”เขาก้มหน้าก้มตากินข้าวกล่องด้วยความทุกข์ใจ น้ำตาที่เอ่อคลอรอบดวงตาค่อยๆ ไหลลงมาที่ละหยดสองหยด ความเจ็บที่ถูกฟาดโดยลูกชายยังคงหลงเหลืออยู่ แต่เขาไม่รู้สึกเคืองโกรธใดๆ อีกแล้ว เพราะนั่นเป็นเสมือนยาแรงชั้นดีที่ทำให้เขาตาสว่างรสชาติขมปร่าจากถุงเท้าไม่ได้ทำให้เขาหยุดตักข้าวเข้าปาก ข้าวกล่องถูกตักกินทีละคำ น้ำตาที่ตอนแรกค่อยๆ ไหลก็พลันทะลักราวกับเขื่อนแตกผู้ชายอกสามศอก ที่ผมเผ้ารุงรังไว้หนวดเคราจนเหมือนโจรป่า ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่กลิ่นเหล้า ไม่มีสิ่งใดทำให้เขาดูเป็นคนดีที่น่าเข้าใกล้ หากแต่ภาพที่เขากำลังร้องไห้อย่างหนักโดยมิคิดจะอดกลั้นน้ำตาได้แต่ปิดปากกลั้นเสียงสะอื้นนั้น หากมีใครได้มองดูก็คงรู้สึกเศร้าตามไปกับเขาเช่นกันเขาผิดพลาดไปแล้ว ผิดพลาดไปนานเหลือเกินกว่าจะตาสว่าง‘...พ่อขอโทษ เซ็ท’


    {คุณร้องไห้?}“นั่นเป็นความคิดที่ตลกมาก ฉันเนี่ยนะจะร้องไห้ให้คนแบบนั้น”{แต่ตอนนี้น้ำตาของคุณกำลังไหลเซ็ท คุณเถียงไม่ได้หรอก หลักฐานทนโท่ขนาดนี้}“...” เซ็ทยกมือขึ้นปาดแก้ม คราบน้ำตาที่ยังไหลไม่หยุดเปียกแฉะอยู่บนฝ่ามือ เซ็ทมองน้ำใสๆ แล้วชะงักนิ่งไป “ฉันไม่ได้ร้อง...เจ้าเด็กนี่ต่างหาก”ฝ่ามือผอมแห้งยกขึ้นขยำเสื้อบริเวณหน้าอกจนยับยู่ ฉับพลันน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลก็กลายเป็นไหลทะลักราวเขื่อนแตก หัวใจดูจะเต้นผิดจังหวะจนเซ็ททิ้งตัวลงกับพื้น“...นี่เป็นน้ำตา...ของเจ้าเด็กนั่น”ความรู้สึกหลากหลายในอกเขามันตีกันมั่ว มันเจ็บปวดและน่ารำคาญ เซ็ทเลือกที่จะปล่อยให้น้ำตาไหลต่อไปอย่างเงียบๆ อยู่นาน อารมณ์ที่พุ่งสูงจึงค่อยๆ สงบลง{คุณจะทำยังไงต่อ?}“...นั่นสินะ”เซ็ทหลับตาลงพยายามสร้างความเคยชินกับความรู้สึกที่รุนแรงที่พึ่งพัดผ่านไป มันไม่ใช่ความทรมาณที่ถูกสร้างขึ้นแบบที่เขาเคยได้รับจากกองทัพ แต่มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงจนทำให้รู้สึกทรมาณยิ่งกว่า{ทำไมคุณถึงทดสอบผู้ชายคนนั้นเซ็ท}“ทุกสรรพสิ่งไม่ได้มีแค่สีเดียว มนุษย์ก็เช่นกันโร คนๆ นั้นคือคนหลงทาง ถ้าเขากลับมายังทางที่ถูกที่ควรได้ ก็ใช่ว่าจะให้โอกาสเขาไม่ได้” ร่างสูงลุกยืนเดินไปยังห้องน้ำกวักน้ำล้างหน้าลวกๆ เขาเงยหน้ามองดวงตาแดงกล่ำของตัวเองผ่านกระจกแล้วแสยะยิ้มเยือกเย็น“ยิ่งไปกว่านั้นถ้าฉันตัดสินว่าที่นี่คือความเป็นจริงแล้ว การมีคนคอยช่วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บ้างมันสำคัญนี่นา”


    ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ข้อความตอบกลับจากบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ถูกส่งมาที่ตัวตนปลอมภายใต้คอมเครื่องเก่าๆ ของเซ็ท เนื้อหาของข้อความคือยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ทำธุรกิจร่วมกัน คำตอบแบบไว้เชิงแต่ความรีบร้อนในการตอบกลับข้อความ รวมไปถึงการแนบแบบร่างเอกสารสัญญามายังเซ็ท เป็นการบ่งบอกถึงความต้องการในสินค้าอย่างปิดไม่มิด เซ็ทมองประโยคพวกนั้นด้วยแววตาที่ว่างเปล่าเซ็ทปิดจอข้อความนั้นลงอย่างไม่ใยดี ในขณะที่เปิดจออื่นขึ้นมาแทนที่ภายใต้ข้อมูลข่าวสารที่หาสาระไม่ได้เมื่อหลายปีก่อน มีถ้อยคำสั้นๆ ที่ถูกเขียนด้วยภาษาแปลกๆ ทำให้ดวงตาที่เรียบเฉยกลายเป็นประกาย‘ฮือฮา! ค้นพบหลักฐานของมนุษย์ต่างดาว ภาษาดาวที่ไม่มีใครอ่านได้ถูกสลักเป็นจารึกที่ผู้คนมากราบไหว้... ’“...เจอแล้ว”
    'ไม่มีอะไรสายเกินไป อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย’