ตอนที่สอง เงาไม้และสายใยที่มองไม่เห็น
สองสัปดาห์หลังจากค่ำคืนที่แกลเลอรี "ม่านหมอก" เมษายังคงรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งติดค้างอยู่ในใจ ภาพของรูปปั้นหญิงสาวที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนบางๆ และคำพูดของคาลิทที่ว่า "การที่สมบูรณ์แบบที่สุด คือการที่อีกฝ่ายเต็มใจที่จะถูก" ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของเธอ มันเป็ความรู้สึกที่ทั้งน่ากลัวและน่าหลงใหลในเวลาเดียวกัน เธอพยายามสลัดมันทิ้งไป แต่ยิ่งพยายามเท่าไหร่ ภาพและเสียงเ่าั้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น
เช้าวันเสาร์ที่อากาศสดใส เมษาตัดสินใจออกไปวิ่งจ็อกกิ้งที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน เธอ้าให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวและให้จิตใจได้ผ่อนคลายจากความคิดฟุ้งซ่าน สวนสาธารณะแห่งนี้เป็โอเอซิสเล็กๆ ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองหลวง เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา และทางเดินสำหรับออกกำลังกายที่ทอดยาวไปตามริมบึงน้ำใส
เมษาสวมชุดออกกำลังกายสีเทาอ่อน ผมยาวถูกรวบเป็หางม้าสูง เธอเปิดเพลงเบาๆ ในหูฟังและเริ่มวิ่งไปตามจังหวะของเพลง สายลมพัดเอื่อยๆ ปะทะใบหน้า ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง เธอวิ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาครึ้มที่สุด เป็มุมโปรดของเธอที่มักจะมานั่งพักหลังจากวิ่งเสร็จ
ขณะที่เธอกำลังลดความเร็วลงและเตรียมจะเดินไปที่ม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ สายตาของเธอก็พลันไปสะดุดเข้ากับร่างสูงโปร่งที่คุ้นตา ชายคนนั้นยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่กำลังใช้กล้องถ่ายรูปตัวใหญ่เล็งไปที่กิ่งก้านของต้นไม้ราวกับกำลังจับภาพอะไรบางอย่างที่ละเอียดอ่อน แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาต้องร่างของเขา ทำให้ดูเหมือนมีออร่าบางอย่าง เมษาจำเขาได้ทันที... คาลิท
หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความใ แต่เป็ความรู้สึกประหลาดที่ผสมปนเปกันระหว่างความประหลาดใจ ความอยากรู้อยากเห็น และความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น
คาลิทดูเหมือนจะยังไม่เห็นเธอ เขายังคงจดจ่ออยู่กับการถ่ายภาพ เมษาลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะเดินผ่านไปเงียบๆ หรือจะทักทายดี แต่ความอยากรู้ก็มีมากกว่า เธอตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ขึ้นเล็กน้อย
“คุณคาลิทคะ” เมษาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้เขาได้ยิน
คาลิทชะงักมือที่กำลังจะกดชัตเตอร์ เขาค่อยๆ ลดกล้องลงและหันมามอง เมษาเห็นรอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา ดวงตาคมกริบคู่นั้นทอประกายความประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ความยินดี
“คุณเมษา!” เขาเอ่ยชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นและเป็กันเอง “ไม่คิดว่าจะมาเจอคุณที่นี่เลยนะครับ โลกกลมจริงๆ”
“นั่นสิคะ” เมษาหัวเราะแก้เขินเล็กน้อย “ฉันมาวิ่งออกกำลังกายที่นี่เป็ประจำน่ะค่ะ ไม่คิดว่าคุณคาลิทจะมาที่นี่ด้วย”
“ผมก็มาหาแรงบันดาลใจครับ” คาลิทตอบพลางชูกล้องในมือขึ้นเล็กน้อย
“ธรรมชาติเป็แหล่งรวมของความงามที่แท้จริง และเป็จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง”
เมษาพยักหน้าเห็นด้วย “ฉันก็คิดอย่างนั้นค่ะ ธรรมชาติมักจะมอบแรงบันดาลใจให้ฉันเสมอในการออกแบบ”
“คุณคงจะชื่นชอบการสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในธรรมชาติสินะครับ” คาลิทกล่าวพลางก้าวเข้ามาใกล้เธอมากขึ้นเล็กน้อย
“เหมือนกับที่คุณสังเกตเห็นความเ็ปที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดของผม”
เมษารู้สึกเหมือนถูกอ่านใจได้ เธอรู้สึกประหลาดใจที่คาลิทยังจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอพูดในวันนั้นได้
“ฉันชอบมองหาความหมายที่ซ่อนอยู่ค่ะ ไม่ว่าจะเป็ในงานศิลปะ หรือแม้กระทั่งในชีวิตประจำวัน”
“นั่นเป็พร์ที่หาได้ยากครับ” คาลิทเอ่ยชม สายตาของเขายังคงจับจ้องที่เธออย่างไม่ลดละ ราวกับกำลังประเมินเธออยู่ตลอดเวลา
“คนส่วนใหญ่มักจะมองเห็นแค่สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า แต่คุณมองลึกไปกว่านั้น”
คำชมของเขาทำให้เมษารู้สึกดีอย่างประหลาด เธอรู้สึกเหมือนได้รับการยอมรับในสิ่งที่เธอเป็
“คุณคาลิทก็เช่นกันค่ะ คุณมองเห็นความงามในความบิดเบี้ยว ซึ่งเป็สิ่งที่คนทั่วไปอาจจะมองข้ามไป”
คาลิทยิ้มบางๆ “ความงามที่สมบูรณ์แบบมักจะมีความบิดเบี้ยวซ่อนอยู่เสมอครับคุณเมษา เหมือนกับชีวิตของเรา ที่ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป”
เมษาพยักหน้าช้าๆ เธอรู้สึกว่าการสนทนากับคาลิทนั้นแตกต่างจากการคุยกับคนอื่นๆ เขาไม่ได้พูดคุยเื่ทั่วไป แต่กลับเจาะลึกไปในประเด็นที่ลึกซึ้งและปรัชญาเสมอ
“คุณกำลังถ่ายภาพอะไรอยู่เหรอคะ” เมษาถาม พยายามเปลี่ยนเื่เล็กน้อย เพราะรู้สึกว่าการสนทนาเริ่มจะลึกซึ้งเกินไป
“กิ่งไม้ที่กำลังผลิใบอ่อนครับ” คาลิทตอบพลางหันไปมองต้นไม้ใหญ่
“มันเป็สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ การเติบโต และการเปลี่ยนแปลง”
“สวยงามมากเลยค่ะ” เมษาเอ่ยชม “ฉันชอบ่เวลาที่ธรรมชาติกำลังเปลี่ยนแปลงเสมอ มันเหมือนกับกำลังบอกเราว่าชีวิตก็ต้องก้าวเดินต่อไป”
“และบางครั้ง การเปลี่ยนแปลงก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียบางสิ่งไปครับ” คาลิทกล่าว น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เมษาไม่อาจเข้าใจได้ “เหมือนกับต้นไม้ที่ต้องทิ้งใบเก่าเพื่อผลิใบใหม่”
เมษาเงียบไปเล็กน้อย เธอรู้สึกถึงความหมายแฝงในคำพูดของเขา “คุณคาลิทมองโลกในมุมที่แตกต่างจากคนทั่วไปจริงๆ นะคะ”
“ผมแค่พยายามมองให้ลึกซึ้งกว่าที่ตาเห็นครับ” คาลิทตอบ “และคุณเมษาก็มีความสามารถพิเศษในการมองเห็นสิ่งเ่าั้เช่นกัน”
เขาก้าวเข้ามาใกล้เมษาอีกก้าวหนึ่ง จนระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ เมษารู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำหอมจากตัวเขา กลิ่นที่ผสมผสานระหว่างความสดชื่นของธรรมชาติและความลึกลับบางอย่าง
“คุณเคยคิดไหมครับว่าความสัมพันธ์ของคนเราก็เหมือนกับงานศิลปะ” คาลิทเอ่ยขึ้น ดวงตาของเขาจับจ้องที่ดวงตาของเมษาอย่างไม่ลดละ
“เราเริ่มต้นจากผืนผ้าใบที่ว่างเปล่า ค่อยๆ ลงสี เติมรายละเอียด สร้างสรรค์มันขึ้นมาทีละน้อย จนกระทั่งมันกลายเป็ผลงานชิ้นเอก”
เมษารู้สึกถึงความร้อนผ่าวบนใบหน้า เธอไม่รู้จะตอบอย่างไรดี คำพูดของคาลิททำให้เธอรู้สึกสับสนและประหม่าในเวลาเดียวกัน
“แล้วถ้าผลงานนั้นไม่เป็ไปตามที่เรา้าล่ะคะ” เมษาถาม เสียงของเธอแ่เบา
“มันคือความท้าทายครับ” คาลิทตอบ “ศิลปินที่แท้จริงจะไม่มีวันยอมแพ้ เขาจะพยายามปรับเปลี่ยน แก้ไข หรือแม้กระทั่งทำลายมันทิ้ง เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม”
คำว่า "ทำลายมันทิ้ง" ทำให้เมษารู้สึกถึงความเย็นะเือีกครั้ง เธอพยายามสลัดความคิดนั้นออกไป แต่ก็ทำได้ยากเหลือเกิน
“คุณคาลิทคงเป็ศิลปินที่ทุ่มเทมากเลยนะคะ” เมษาพยายามเปลี่ยนเื่อีกครั้ง
“ผมทุ่มเทกับทุกสิ่งที่ผมสร้างสรรค์ครับ” คาลิทตอบ น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้นเล็กน้อย “โดยเฉพาะกับผลงานที่ผมมองเห็นคุณค่าในตัวมัน”
เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ “ผมต้องขอตัวแล้วครับ มีนัดกับลูกค้า” คาลิทกล่าวพลางยิ้มบาง
“แต่ผมดีใจมากนะครับที่ได้เจอคุณที่นี่”
“ฉันก็เช่นกันค่ะ” เมษาตอบด้วยรอยยิ้มที่ฝืนๆ เล็กน้อย
“หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะครับคุณเมษา” คาลิทกล่าวพลางเดินจากไป
ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมจางๆ และความรู้สึกสับสนในใจของเมษา
เมษายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มองตามหลังคาลิทจนกระทั่งร่างของเขาหายลับไปจากสายตา เธอรู้สึกเหมือนมีใยบางๆ ที่มองไม่เห็นกำลังพันธนาการเธอไว้ ใยที่คาลิทกำลังถักทอขึ้นมาอย่างช้าๆ และแยบยล เธอพยายามคิดว่าการพบกันครั้งนี้เป็เพียงความบังเอิญ แต่ลึกๆ แล้ว เธอรู้สึกว่ามันไม่ใช่
เธอนั่งลงบนม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ ความสดชื่นของอากาศยามเช้าไม่ได้ช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นเลย จิตใจของเธอยังคงวนเวียนอยู่กับคำพูดของคาลิท เขาเป็ชายหนุ่มที่น่าหลงใหล มีเสน่ห์ และมีความคิดที่ลึกซึ้ง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็แฝงไว้ด้วยความลึกลับและความน่ากลัวบางอย่าง
ที่ทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย
เมษานึกถึงรูปปั้นหญิงสาวที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนบางๆ ในห้องส่วนตัวของคาลิท เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะกลายเป็รูปปั้นนั้น รูปปั้นที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างงดงาม แต่กลับถูกจองจำไว้ด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาและเปิดดูรูปภาพที่เธอถ่ายไว้เมื่อเช้านี้ เป็ภาพดอกไม้เล็กๆ ที่ผลิบานอยู่ริมทางเดิน ดอกไม้ที่ดูบอบบางแต่กลับแข็งแกร่งพอที่จะยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางความวุ่นวายของเมือง เมษาจ้องมองภาพนั้นอยู่นาน เธอหวังว่าเธอจะแข็งแกร่งได้เหมือนดอกไม้ดอกนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
เมษาถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอรู้ว่าเธอควรจะถอยห่างจากคาลิท แต่เธอกลับรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่ยากจะต้านทาน เหมือนกับผีเสื้อที่บินเข้าหาเปลวไฟ แม้จะรู้ว่ามันอาจจะเผาผลาญตัวเองจนมอดไหม้ แต่ก็ไม่อาจห้ามใจได้
เธอตัดสินใจลุกขึ้นและวิ่งต่อไป เธอ้าที่จะวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อสลัดความรู้สึกสับสนและหวาดกลัวออกไปจากใจ แต่ไม่ว่าเธอจะวิ่งเร็วแค่ไหนก็ตาม เงาของคาลิทก็ยังคงตามติดเธอไปทุกที่ ราวกับเงาไม้ที่ทอดยาวไปตามทางเดินในยามเช้าตรู่มันคือจุดเริ่มต้นของบทต่อไปใน "ผลงานชิ้นเอก" ของคาลิท และเธอ...กำลังจะกลายเป็ส่วนหนึ่งของมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Alice คนชอบทะเล