เข้าสู่โลกนิยายมาเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งของลูกวายร้าย

    ตอนที่ 43 ข้าจะสอนเจ้าเองว่าควรจัดการอย่างไร

            หลี่สุ่ยเซิงยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ไม่กล้าสบสายตากับเสิ่นเฉินที่ยืนรออยู่ตรงประตูรั้ว

            พ่อเฒ่าหลี่เอ่ยเสียงดัง “ไอ้เด็กนี่จะก่อเรื่องอะไรอีกแล้ว! รีบมานี่เร็ว พี่ใหญ่เสิ่นของเจ้ามาหา เขามีธุระ!”

            หลี่สุ่ยเซิงกัดริมฝีปากแน่น พยายามรวบรวมความกล้าก้าวเท้าออกไป ทว่าเพียงก้าวแรกขาก็พลันสั่นระริกจนแทบยืนไม่อยู่ เกือบสะดุดล้มคะมำ ต้องหาที่จับยึดไว้ สุดท้ายก็เป็นพ่อเฒ่าหลี่ผู้เป็นบิดาที่ต้องเดินมาฉุดลากตัวเขาไป

            พ่อเฒ่าหลี่ดูจะเชื่อมั่นในตัวเสิ่นเฉินอยู่ไม่น้อย จึงเอ่ยขึ้น “พวกเจ้าคุยธุระกันตามสบายเถิด ข้าแก่แล้ว ยืนนาน ๆ ก็เมื่อยขา ขอตัวกลับเข้าเรือนไปพักผ่อนก่อนล่ะ”

            เสิ่นเฉินเพียงพยักหน้ารับเบา ๆ

            ชายชราหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านไปโดยไม่รอช้า หลี่สุ่ยเซิงทำท่าจะขยับตามไปตามสัญชาตญาณ ทว่าพลันถูกฝ่ามือแกร่งของเสิ่นเฉินคว้าคอเสื้อไว้แน่น ก่อนจะออกแรงกระชากเพียงครั้งเดียว ร่างล่ำ ๆ ของเขาก็เซถลาไปอยู่ตรงหน้าบุรุษร่างสูงกว่า บุตรชายพ่อเฒ่าหลี่เข่ากระแทกพื้นสีหน้าจึงบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทันที

            “ท่านพ่อ…” หลี่สุ่ยเซิงร้องเรียกหาบิดา

            “อยากให้พ่อเฒ่าหลี่ออกมาเห็นเจ้าถูกสั่งสอนหรือ?” เสิ่นเฉินเอ่ยเสียงเย็นเยียบ กดเสียงให้ต่ำลงพอให้ได้ยินกันเพียงสองคน

            หลี่สุ่ยเซิงพลันหุบปากฉับ ไม่กล้าส่งเสียง ใบหน้าซีดเผือด

            เสิ่นเฉินไม่กล่าววาจาใดต่อ เพียงออกแรงลากคนบนพื้นให้เดินตามไปยังมุมที่ลับตาคนยิ่งขึ้น

            ครั้นหลี่สุ่ยเซิงแน่ใจว่าบิดาเข้าบ้านไปลึกพอและคงไม่ได้ยินเสียงพวกเขาแล้ว ก็เริ่มออกแรงดิ้นรนขัดขืนสุดกำลัง “ปล่อยข้า! เสิ่นเฉิน อย่าคิดว่ามีฝีมือหน่อยแล้วข้าจะกลัว! บอกให้รู้ไว้ หลี่สุ่ยเซิงผู้นี้ก็ไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ตามใจชอบ!”

            เสิ่นเฉินหยุดฝีเท้ากึก ก่อนจะสะบัดร่างในพันธนาการออกอย่างไม่ไยดี

            หลี่สุ่ยเซิงเสียหลักเกือบล้มหน้าฟาดพื้นอีกครั้ง ต้องพยายามทรงตัวอยู่อย่างทุลักทุเล เขามองเสิ่นเฉินด้วยแววตาโกรธแค้น แต่พอสบเข้ากับดวงตาคมกริบน่าขนลุก ท่าทีฮึกเหิมก่อนหน้าก็พลันมลายหายไปสิ้น

            แต่เมื่อนึกไปถึงเรื่องที่ว่าฟางซิ่งเอ๋อร์—-สาวงามที่ตนหมายปองเคยเกือบต้องหมั้นหมายกับบุรุษตรงหน้า ความขุ่นเคือง คับข้องระคนอิจฉาก็แล่นริ้วขึ้นมา เขารีบเชิดหน้าขึ้น ฝืนกล่าวเสียงสั่น “อย่าคิดว่าข้ากลัวเจ้า! ข้า… ข้าแค่… ไม่นิยมชมชอบการลงไม้ลงมือก็เท่านั้น…”

            “เรื่องที่หลินซีตกลงค้าขายผักป่ากับบ้านผู้นำหมู่บ้าน... เป็นเจ้าใช่หรือไม่ที่เอาเรื่องไปป่าวประกาศบอกชาวบ้าน?” เสิ่นเฉินถามอย่างตรงไปตรงมา

            หัวใจของหลี่สุ่ยเซิงพลันหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อตอนกลางวันที่ได้ยินบิดาบอกว่าหลินซีมาพบ เขาก็สังหรณ์ใจไม่ดีอยู่แล้ว …ที่แท้ก็เป็นเพราะเรื่องนี้นี่เอง! หรือว่านางคิดจะมาสะสางบัญชีกับเขา?

            หลี่สุ่ยเซิงกลืนน้ำลายฝืดเฝื่อนลงคอ ฝืนใจเอ่ยตอบเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว “ใช่! แล้วจะทำไม? อย่างไรเสียพวกเจ้าก็เลิกกิจการไปแล้ว จะให้คนอื่นเข้ามาทำแทนบ้างไม่ได้หรือ? ผักป่าบนเขานี้ก็ไม่ใช่ของพวกเจ้าเสียหน่อย!”

            เสิ่นเฉินมองเขาด้วยสายตาเย็นชาไร้ความรู้สึก ก่อนจะถามต่อ “แล้วฟางซิ่งเอ๋อร์รู้เรื่องนี้ด้วยหรือไม่?”

            คำถามนี้ทำให้หลี่สุ่ยเซิงเบิกตากว้างอย่างตกใจ “เจ้า… เจ้าถามถึงน้องซิ่งเอ๋อร์ทำไม? ข้าจะบอกอะไรให้นะ ต่อให้พวกเจ้าเคยถูกทาบทามให้หมั้นหมายกัน แต่ตอนนี้นางจำเจ้าไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ!”

            เสิ่นเฉินขมวดคิ้ว ความอดทนเริ่มขาดผึง แต่ยังคงถามย้ำ เสียงกดต่ำ “นางรู้เรื่องนี้หรือไม่?”

            “แล้วถ้านางรู้ มันจะทำไม?!” หลี่สุ่ยเซิงตวาดกลับอย่างฉุนเฉียว “อย่าสำคัญตัวไปหน่อยเลยว่าหาเงินได้ไม่กี่อีแปะแล้วจะทำให้น้องซิ่งเอ๋อร์หันมามองเจ้าได้!”

            เสิ่นเฉินมองหลี่สุ่ยเซิงด้วยสายตาราวกับกำลังมองตัวโง่งมที่น่าสมเพช ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเย็น “เรื่องที่ชาวบ้านพากันไปก่อเรื่องที่บ้านข้า... เป็นความคิดของฟางซิ่งเอ๋อร์ ใช่หรือไม่?”

            “ไม่! ย่อมไม่ใช่แน่นอน!” หลี่สุ่ยเซิงปฏิเสธเสียงกร้าว เมื่อถูกถามถึงสตรีในดวงใจ แววตาก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “นี่… ต้องเป็นหลินซีบอกเจ้าใช่หรือไม่? น้องซิ่งเอ๋อร์น่ะจิตใจดีงามกว่านางตั้งมากมาย นางอุตส่าห์เตือนข้าว่าหลินซีกำลังวางแผนไม่ดีอยู่ คนจิตใจดีอย่างนางไม่มีวันคิดร้ายใส่ความผู้อื่นหรอก!”

            เสิ่นเฉิน : “…” ฟังถึงตรงนี้ เส้นเลือดข้างขมับของเสิ่นเฉินก็เต้นตุบ ๆ เขากำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด 

            แต่หลี่สุ่ยเซิงที่ยังไม่รู้ตัว ยังคงกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองผสมเทิดทูน “เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเป็นหลินซีที่จงใจวางกับดักหลอกลวงชาวบ้าน ความคิดช่างต่ำช้านัก! หากไม่ใช่เพราะน้องซิ่งเอ๋อร์ที่ทั้งฉลาดและมีไหวพริบ ป่านนี้ชาวบ้านคงยังโง่งมถูกนางหลอกใช้ต่อไป! 

            ข้ารู้ดี! ต้องเป็นเพราะหลินซีนั่นอิจฉาน้องซิ่งเอ๋อร์ของข้า จึงได้จงใจกุเรื่องใส่ร้ายป้ายสีนาง! เหตุใดนางไม่หัดดูน้องซิ่งเอ๋อร์เป็นแบบอย่าง เรียนรู้ความดีงามของนางบ้างนะ ช่างน่า… อ๊ากกก!!”

            คำพูดที่เหลือขาดหายไปในลำคอ และถูกแทนที่ด้วยเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด—- 

            หลี่สุ่ยเซิงยังกล่าวไม่ทันจบประโยคดี หมัดหนัก ๆ ของเสิ่นเฉินก็ซัดเข้าใส่ใบหน้าเขาเต็มแรง!

            เสิ่นเฉินมองร่างที่ทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างเย็นชา “เรื่องราวของวันนี้ ย่อมต้องสะสางให้จบสิ้นในวันนี้ ในเมื่อเจ้ายอมรับว่าเป็นผู้ก่อเรื่อง ข้าก็จะขอสั่งสอนเจ้าแทนบิดาเจ้า ให้รู้ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ลูกผู้ชายพึงกระทำ”

            กล่าวจบ เสิ่นเฉินก็หักข้อนิ้วกรอบแกรบสองสามครั้งเป็นการอุ่นเครื่อง ก่อนจะก้าวเท้าเข้าหาหลี่สุ่ยเซิงอย่างเชื่องช้าแต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายคุกคาม

            หลี่สุ่ยเซิงเบิกตากว้างด้วยความหวาดหวั่นสุดขีด สัญชาตญาณสั่งให้เขารีบหันหลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ทว่ายังไม่ทันจะก้าวไปได้ไกล ก็ถูกเตะตัดขาจนล้มคว่ำลงกับพื้น ชั่วพริบตานั้นเอง เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทรมานก็ดังระงมขึ้นไม่ขาดสาย

            “โอ๊ย!”

            “อ๊า!”

    ++++++++++

            รุ่งอรุณของวันถัดมา

            หลินซีซึ่งคุ้นชินกับการตื่นแต่เช้าอยู่แล้ว จึงลุกขึ้นในยามเช้าตรู่ตามปกติ ทันทีที่เปิดประตูบ้านออกไป ก็เห็นเสิ่นเฉินกำลังผลักประตูรั้วเข้ามา ไอเย็นยะเยือกยามเช้าจากภายนอกพัดเข้าปะทะ

            เมื่อเผชิญหน้ากับหลินซีอย่างไม่คาดฝัน เท้าของเสิ่นเฉินก็พลันชะงักกึก

            “เอ๊ะ? เจ้าออกไปข้างนอกแต่เช้ามืดขนาดนี้เชียวหรือ?” หลินซีเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

            เสิ่นเฉินเพียงตอบสั้น ๆ “อืม! ตื่นมายืดเส้นยืดสายเล็กน้อย”

            “ฮัดชิ้ว!”

            ไอเย็นยามอรุณรุ่งทำให้หลินซีจามออกมาอย่างต้านไม่อยู่ แต่หญิงสาวผู้รู้วิชาแพทย์ก็เงยหน้ามองชายหนุ่มด้วยแววตาชื่นชมอย่างจริงใจ “ยอดเยี่ยมจริง ๆ”

            เดิมทีนางนึกว่าตนเองตื่นเช้ามากแล้ว คาดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นเฉินจะตื่นเช้ายิ่งกว่า! 

            ‘มิน่าเล่า... ในนิยายต้นฉบับ หลินซีถึงเป็นได้แค่ตัวประกอบแสนรันทด ส่วนเขากลับเป็นตัวร้ายคนสำคัญที่อยู่รอดไปจนถึงบทสรุปของเรื่องได้ ความขยันหมั่นเพียร ความมุมานะ และวินัยในการฝึกฝนร่างกายแบบนี้ จะมีสักกี่คนที่ทำได้กัน?’

            เมื่อเห็นว่าหลินซีตื่นแล้ว เสิ่นเฉินจึงเปลี่ยนทิศทางมุ่งไปยังห้องครัว แต่ขณะที่เดินผ่านร่างของนางไปนั้น เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามปกติ “เรื่องที่เจ้าคาดเดาไว้เมื่อคืนถูกต้อง ฟางซิ่งเอ๋อร์ผูกใจเจ็บกับเจ้าจริง ๆ และนางก็ยุยงให้หลี่สุ่ยเซิงออกหน้าให้”

            หลินซีเงยหน้ามองตามแผ่นหลังกว้างไปอย่างงุนงง “เจ้า… แน่ใจแล้วหรือ?”

            “อืม” เสิ่นเฉินตอบรับในลำคอแล้วเดินไปจัดการเรื่องในครัวโดยไม่เอ่ยคำใด

            หลินซีถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ “…แล้วเจ้ามั่นใจเรื่องนี้ได้อย่างไร?”

            ‘ก็เมื่อคืนนี้พวกเราเพิ่งจะตั้งข้อสงสัยกันไม่ใช่หรือไร? ยังต้องรอหาหลักฐานมายืนยันอยู่เลย นี่เพิ่งจะผ่านไปแค่คืนเดียวแท้ ๆ เหตุใดเสิ่นเฉินถึงกลับมาบอกนางอย่างหนักแน่นว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เล่า? …มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? 

            ที่สำคัญคือ... เมื่อคืนนี้ตาทึ่มนี่ยังทำท่าไม่เชื่อคำพูดของนางอยู่เลยนะ!’

            “อืม” เสิ่นเฉินส่งเสียงเบา ๆ คล้ายเพิ่งนึกได้ ก่อนจะตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “เมื่อครู่ตอนข้ากลับมา บังเอิญพบหลี่สุ่ยเซิงเข้าพอดี เลยลองถาม เขาก็ยอมรับออกมาเอง”

            หลินซี : “???” 

            นางวางผ้าเปียกชื้นในมือลง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงระอา “เจ้าคิดว่าหน้าผากข้ามีคำว่า ‘โง่เง่า’ สลักไว้หรืออย่างไร?”

            หลี่สุ่ยเซิงหลงรักฟางซิ่งเอ๋อร์หัวปักหัวปำปานนั้น มีหรือจะยอมซัดทอดไปถึงนางง่าย ๆ เพียงเพราะถูกเอ่ยถาม!

            เสิ่นเฉินเพียงเหลือบมองหลินซีวูบหนึ่ง “ข้าบอกเจ้าแล้วอย่างไร ว่าหลี่สุ่ยเซิงนับว่าเป็นคนซื่อตรง หากเจ้าพูดกับเขาดี ๆ สักหน่อย เขาย่อมยอมรับแต่โดยดี”

    ++++++++++

            ขณะเดียวกัน ณ บ้านพ่อเฒ่าหลี่ 

            “ฮะ ฮะ ฮัดชิ้ว! …ฮ้าดดดดดดดดดดดดดดดชิ้ว!”

            หลี่สุ่ยเซิงผู้น่าสงสารที่เพิ่งถูกบังคับให้ ‘ซื่อสัตย์’ ไปเมื่อคืน กำลังนอนซมหยอดน้ำข้าวต้มอยู่บนเตียง จู่ ๆ เขาก็จามออกมาดังสนั่นติดกันถึงสองครั้ง แรงสะเทือนส่งผลกระทบถึงบาดแผลทั่วร่างทันที ความเจ็บปวดโจมตีทั่วร่างจนน้ำตาไหลพราก

    ++++++++++

            ณ บ้านสกุลเสิ่น

            ส่วนหลินซีที่ยืนฟังอยู่อีกด้านหนึ่ง ถึงกับมีสีหน้าว่างเปล่าไปชั่วขณะ… คำพูดเมื่อครู่นี้ มันต่างอะไรกับการบอกเป็นนัย ๆ ว่านางทั้งโง่เง่าและหลอกง่ายกันเล่า!

            หลินซีสูดหายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมสติและความกล้า เอื้อมมือไปตบไหล่เสิ่นเฉินเบา ๆ “เอ่อ เสิ่นเฉิน คืออย่างนี้นะ พวกเราอย่าเพิ่งรีบร้อนเลย เมื่อคืนข้าบอกเจ้าแล้วว่าข้ามีวิธีจัดการอยู่ ข้าตั้งใจว่าจะเข้าเมืองราว ๆ ตอนเที่ยง ดังนั้นพอกินมื้อเช้าเสร็จ ข้าจะลองไปหาหลี่สุ่ยเซิง ขอให้เขาช่วยนำทางเข้าป่าเก็บสมุนไพร ถึงตอนนั้นข้าจะหาโอกาสค่อย ๆ ล้วงความจริงจากปากเขาดูเอง”

            เสิ่นเฉิน : “…”

            ชายหนุ่มจ้องหน้าหญิงสาวนิ่งนาน ทันใดนั้นเขาก็ปัดมือนางออกจากไหล่อย่างไม่สบอารมณ์นัก พร้อมกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ตามใจเจ้าก็แล้วกัน”

            จากนั้นก็หันหลังเดินเข้าครัวไปทันทีโดยไม่เหลียวมองอีก

            หลินซีชะงักงันไปชั่วขณะ ‘หรือว่า… เสิ่นเฉินจะโกรธ?’ 

            แต่แล้วนางก็ส่ายหน้ากับตัวเองเบา ๆ 

            ‘คงไม่กระมัง ปกติเขาก็ทำหน้าเย็นชาไร้อารมณ์อย่างนี้อยู่แล้ว นางคงคิดมากไปเอง อีกอย่าง ตอนนี้พวกนางก็นับว่าลงเรือลำเดียวกัน เสิ่นเฉินจะมีเหตุผลอะไรให้ต้องมาโกรธเคืองนางด้วยเล่า?’

            หญิงสาวจึงก้มหน้าก้มตาล้างหน้าต่อไปจนเสร็จ

            จากนั้นไม่นานนัก เมื่อเด็ก ๆ ตื่นนอนกันครบทุกคนแล้ว อาหารเช้าฝีมือหลินซีก็ปรุงเสร็จพอดี

            หลังจัดการมื้อเช้าเรียบร้อย หลินซีก็สะพายตะกร้าสานใบเดิม มุ่งหน้าตรงไปยังบ้านพักของพ่อเฒ่าหลี่เพื่อตามหาหลี่สุ่ยเซิงตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก 

            ทว่าเมื่อไปถึง กลับไม่พบตัวหลี่สุ่ยเซิง มีเพียงพ่อเฒ่าหลี่ผู้เป็นบิดาที่ออกมาต้อนรับพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรงใจ “โอ้ แม่นางเสิ่น ต้องขออภัยจริง ๆ นะ เมื่อคืนนี้เจ้าสุ่ยเซิงมันกลับมาพร้อมบาดแผลเต็มตัว บอกว่าซุ่มซ่ามพลัดตกคูน้ำแถวนี้ ตอนนี้อาการยังหนัก ลุกจากเตียงไม่ไหวเลย”

            “???” หลินซีถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก

            พ่อเฒ่าหลี่เห็นนางเงียบไป จึงถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง “แล้ว... เอ่อ เสิ่นเฉินสามีเจ้าเล่า เขาเป็นอะไรหรือไม่? เมื่อคืนข้าพยายามถามเจ้าลูกชายตัวดีแล้ว แต่มันก็เอาแต่ปิดปากเงียบ ไม่ยอมตอบอะไรเลย”

            หนังตาข้างขวาของหลินซีพลันกระตุกวูบ นางเอ่ยถามเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย “แล้วเรื่องนี้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับเสิ่นเฉินด้วยเล่าเจ้าคะ?”

            พ่อเฒ่าหลี่ตอบตามซื่อ “อ้าว ก็เมื่อคืนนี้ เสิ่นเฉินสามีเจ้าเขาแวะมาหาเจ้าสุ่ยเซิงที่นี่น่ะสิ”

            หลินซี : “…!!!”

            นางเริ่มเข้าใจอะไร ๆ แล้ว

            .

            .

            .

    คล้ายกับเรื่องเข้าสู่โลกนิยายมาเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งของลูกวายร้าย ที่คุณอ่าน

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    THe Superman

    THe Superman

    นิยาย แฟนตาซี
    333K 566
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730