ตอนที่ 7 เทศกาลเซี่ยหยวน
วันนี้ในเมืองหลวงของแคว้นต้าจิน จัดเทศกาลเซี่ยหยวน ซึ่งเป็เทศกาลที่จัดให้ชาวเมืองทุกคนได้มีโอกาสบูชาและขอขมาเทพเ้าแห่งสายน้ำ
ตามที่จินตงหยางฮ่องเต้พระราชทานอนุญาตให้รัชทายาทจินอวิ๋นหยาง พาเยลูห่าวหนาน รัชทายาทจากแคว้นเหลียวไปเที่ยวชมงาน โดยมีองค์หญิงเหวินเต๋อเสด็จด้วยนั้น ต่างเป็ที่โจษจันกันทั่วของชาวเมือง
นอกจากจะได้เที่ยวงานเทศกาลที่สนุกสนานแล้ว
ยังมีโอกาสได้ยลโฉมพระพักตร์ของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงอย่างหาโอกาสแบบนี้มิได้ อีกแล้ว
เพียงแต่นี่เพิ่งจะต้นยามเว่ย (13.00) ผู้คนก็เนืองแน่นเต็มสองฝากถนน ร้านรวงต่างก็ตั้งเต็มสองข้างทาง รอให้ชาวเมืองได้ออกมาซื้อของฝากของขวัญให้คนในครอบครัว หรือผู้เป็ที่รัก
มู่จิ่นเหยียนที่ถูกมู่ฮูหยินและอวี้ฮูหยิน ผู้ซึ่งเป็มารดาและพี่สะใภ้ ลากจูงให้เปลี่ยนเสื้อผ้าั้แ่ก่อนหน้านั้นเกือบชั่วยาม ด้วยเกรงว่าจะไปตำหนักองค์หญิงช้ากว่าเวลาที่นัดเอาไว้
“ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ เหตุใดองค์หญิงต้องให้ข้าไปรับยังตำหนักด้วย ข้าเดินออกไปอีกนิดเดียวก็ถึงงานเทศกาลแล้ว
แต่นี่กลับต้องอ้อมไปวังหลวง รับองค์หญิงไปตำหนักรัชทายาท แล้วถึงย้อนมาที่จัดงาน…ท่านแม่..ท่านไม่สงสารลูกคนนี้หรือ”
“เ้าอย่ามางอแง องค์หญิงทรงให้เ้าไปรับก็คือไปรับ เหตุใดต้องโยกโย้”
“ก็ข้าไม่อยากไปนี่ขอรับ”
“ไม่อยากไปก็ต้องไป”
ถึงแม้ทุกคนจะรู้ว่าที่จริงแล้วคุณสามชายมิได้อยากไปเดินงานเทศกาลด้วย มิใช่แค่ต้องเดินกลับเชื้อพระวงศ์เท่านั้น แต่กลับต้องปั้นหน้าอยู่กับคนที่เพิ่งเอาชนะการประลองมาอีกด้วย
ปลายยามเว่ย (14.59) มู่จิ่นเหยียนก็ขี่ม้ามาถึงวังหลวงก่อนยื่นสายจูงม้าให้ทหารเวรยามด้านหน้า แล้วเดินตรงเข้าไปด้านในทันที
ชุนกงกงขันทีคนสนิทขององค์หญิงเหวินเต๋อออกมายืนรอรับอยู่แล้ว อันที่จริงเวลาที่พวกเขานัดหมายกันคือกลางยามเซิน (16:00) ให้มู่จิ่นเหยียนมารอรับองค์หญิงที่ตำหนัก
และยามโหยว่ (17:00) ทุกคนจะพร้อมกันที่ตำหนักขององค์รัชทายาทเพื่อออกเดินทางไปงานเทศกาลในเมือง ซึ่งจากตำหนักขององค์หญิงเดินออกไปเพียงหนึ่งเค่อ (15นาที) ก็ถึงจุดนัดหมายแล้ว
แต่มู่จิ่นเหยียนมิเข้าใจเหตุใดทั้งมารดาและพี่สะใภ้ของตน ต่างก็คะยั้นคะยอให้ออกจากจวนมาก่อนเวลาเสียตั้งนาน
แต่พอถึงหน้าประตูตำหนักเจอชุนกงกงที่ยืนรอั้แ่เมื่อไหร่ก็มิอาจทราบได้ ตนก็รู้แล้วว่าบุคคลที่้าให้รีบเร่งออกไปเทศกาลมิใช่ใครอื่น แต่เป็เ้าของตำหนักที่มู่จิ่นเหยียนกำลังจะไปเยือนอยู่นี่เอง
“คารวะราชบุตรเขย”
“ชุนกงกง”
ทั้งสองทักทายกันพอเป็พิธี ก่อนที่ชุนกงกงจะเดินนำไปยังตำหนักขององค์หญิง เดิมทีมิได้ให้บุรุษอื่นเข้ามา แต่ด้วยความที่มู่จิ่นเหยียนและจินอวิ๋นเซียนได้รับสมรสพระราชทานแล้ว ซึ่งก็ถือว่ามู่จิ่นเหยียนคือราชบุตรเขยที่ถูกต้องตามกฎมณเฑียรบาล จึงเข้าออกตำหนักขององค์หญิงได้อย่างไม่มีปัญหา
มู่จิ่นเหยียนถูกชุนกงกงเชิญให้นั่งรอในโถงรับรอง ที่ถูกตกแต่งเอาไว้ด้วยเครื่องเรือนน้อยชิ้นแต่ว่าประณีตงดงาม บ่งบอกถึงลักษณะนิสัยของผู้เป็เ้าของตำหนักได้อย่างดี
รอไม่นาน จินอวิ๋นเซียนองค์หญิงใหญ่เ้าของตำหนักก็เดินออกมาต้อนรับแขก วันนี้องค์หญิงทรงเลือกสวมชุดที่นางคิดว่างามที่สุด บนพระเศียรตกแต่งด้วยปิ่นเข้ากับสีเสื้อผ้าของนาง
การแต่งงานด้วยชุดของนางในวันนี้หากมิบอกกล่าวว่าจะไปเดินเที่ยวงานเทศกาลในเมือง ก็ต้องคิดว่าวันนี้อุทยานหลวงจะต้องมีงานเลี้ยงต้อนรับแขกของแคว้นเป็แน่
ทันทีที่มู่จิ่นเหยียนเห็นพระพักตร์และการแต่งกายของว่าที่ภรรยาก็ได้แต่เบิกตาค้างตะลึง ก่อนจะก้มหน้าอมยิ้มคารวะตามมารยาทที่ควรปฏิบัติ
“คารวะองค์หญิง”
เพียงแต่ภาพที่มู่จิ่นเหยียนคารวะพร้อมกับกลั้นขำไปด้วยนั้น ปรากฏในสายตาของจินอวิ๋นเซียนอย่างชัดเจน จนทำให้องค์หญิงใหญ่นึกขุ่นเคืองอยู่ในใจ
ครั้นพอคิดได้ว่าบุคคลตรงหน้าครั้งแรกที่เจอกันก็ไร้มารยาทเพียงใด ครานี้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง จึงได้แต่เก็บความแค้นเคืองนี้เอาไว้ในใจ แล้วหันไปต่อว่าเื่ที่มู่จิ่นเหยียนมาถึงช้าแทน
“เ้ามาช้า”
“หา!!….. หากกระหม่อมจำไม่ผิดพลาด นี่เพิ่งจะต้นยามเซิน (15:00) อีกตั้งหลายเค่อกว่าจะถึงเวลานัดหมาย”
“ข้าแต่งตัวเสร็จนานแล้วแต่เ้ายังไม่มา ก็แสดงว่าเ้ามาช้า”
“อ่อ..แบบนี้นี่เอง”
มู่จิ่นเหยียนยังคงปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า จนทำให้องค์หญิงใหญ่นึกหมั่นไส้และเข้าใจผิดคิดว่าตนเองตลกในสายตาผู้อื่น
แต่อันที่จริงมู่จิ่นเหยียนยิ้มให้กับความไร้เดียงสาขององค์หญิงใหญ่ ราวกับเสี่ยวเป่าหลานตัวน้อยของเขาที่แต่งตัวรอให้ผู้ใหญ่พาออกไปเที่ยวอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
“เ้ายิ้มอะไร หน้าข้าตลกนักหรืออย่างไร”
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่กระหม่อมนึกถึงหลานชายที่จวน เลยรู้สึกเอ็นดูอยู่บ้าง”
“หึ งั้นทีนี้เราจะไปกันได้หรือยัง”
“เออ..กระหม่อมคิดว่าก่อนที่เราจะไป พระองค์ไปเปลี่ยนชุดก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“เหตุใดต้องเปลี่ยน ชุดนี้ไม่งามหรืออย่างไร”
“มิใช่ไม่งาม แต่กระหม่อมว่าพระองค์จะเดินเที่ยวไม่สะดวกมากกว่า”
จากสายตาของมู่จิ่นเหยียน หากนางใส่ชุดนี้เดินเที่ยวงานไม่เพียงต้องลากชุดที่หนัก เครื่องประดับบนศีรษะดูแล้วน้ำหนักก็คงมิน้อย เกรงว่าไม่ถึงครึ่งชั่วยาม (1ชั่วโมง) นางคงได้ร้องไห้กลับตำหนักเป็แน่
จินอวิ๋นเซียนจึงหันไปมองชุนกงกงขันทีคนสนิท ก่อนจะเห็นว่าเขาพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของราชบุตรเขย
มู่จิ่นเหยียนเห็นเช่นนั้นก็รีบเสนอความคิดเห็นทันที เกรงว่านางจะเปลี่ยนใจแล้วดื้อรั้นจะใส่ชุดแบบนี้ออกไปเดินข้างนอกให้ได้
“ชุนกงกง ท่านช่วยหาชุดเปลี่ยนให้องค์หญิงที เอาแบบที่พระองค์เดินเหินสะดวก ลุกนั่งสบายแล้วก็ไม่อึดอัด เครื่องประดับใส่น้อยชิ้นก็จะดีไม่น้อย”
“ขอรับ”
องค์หญิงเหวินเต๋อที่ได้ยินคนออกคำสั่งกับตนเป็ครั้งแรก ถึงแม้จะรู้สึกไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้โต้แย้ง เพราะว่าเหตุผลที่มู่จิ่นเหยียนหยิบยกมาอธิบายนั้น ตนเองก็พอจะเข้าใจได้
เพราะว่าั้แ่เกิดมาจินอวิ๋นเซียนมิเคยได้ย่างกรายก้าวออกจากกำแพงวังหลวงแม้แต่ก้าวเดียว ดังนั้นจึงไม่สามารถจินตนาการภาพงานเทศกาลในเมืองที่มีคนพลุกพล่านขึ้นมาได้
“ชุนกงกง ชุดนี้ไม่เหมาะกับข้าจริงๆ หรือ”
“มิใช่ไม่เหมาะกับองค์หญิง เพียงแต่ท่านราชบุตรเขยเกรงว่าองค์หญิงจะไม่สบายพระวรกายก็เท่านั้นเองพ่ะย่ะค่ะ”
จินอวิ๋นเซียนเอ่ยถามชุนกงกงในขณะที่กำลังเปลี่ยนชุดที่หนาหลายชั้นออกมา
“คนในงานเยอะขนาดนั้นเชียวหรือ”
“เยอะมากพ่ะย่ะค่ะ แล้วก็มีทั้งร้านค้า ร้านอาหารด้วย”
“อืม …เชื่อคุณชายสามหน่อยก็คงจะไม่เป็ไร”
ครั้นอยู่ลับหลังจินอวิ๋นเซียนมักจะกระแหนะกระแหนมู่จิ่นเหยียนว่าคุณชายสามอยู่เป็ประจำ
ไม่นานจินอวิ๋นเซียนที่เปลี่ยนชุดตามคำแนะนำของมู่จิ่นเหยียนก็ออกมายืนตรงหน้าคนที่จิบชากินขนมหมดไปแล้วหลายจาน
องค์หญิงเหวินเต๋อที่เปลี่ยนเป็ชุดสีชมพูอ่อน มิได้ลากยาวที่พื้นอย่างเช่นเคย แต่กลับงดงามอย่างสตรีจากตระกูลชั้นสูง บนศีรษะก็ประดับเพียงปิ่นสีขาวแซมด้วยดอกไม้สีชมพูซึ่งเข้ากันกับชุดที่สวมใส่ ทำให้เปลี่ยนจากภาพขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์กลายเป็คุณหนูจากจวนขุนนางไปในทันใด
ชุดที่เปลี่ยนออกมานี้ถือว่าพอใจคุณชายสามอยู่ไม่น้อย เพราะว่านอกจากจะมองจนไม่ละสายตาแล้วยังส่งยิ้มเ้าเล่ห์ออกมาจนคนถูกมองรู้สึกเขินอาย
“ยังจะมองอยู่อีก ชุดนี้พอใจหรือยัง”
“พ่ะย่ะค่ะ พอใจมาก งั้นเราไปกันเลยดีหรือไม่”
“ไปสิ”
“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วรถม้าของเ้าเล่า”
“กระหม่อมมิได้นั่งรถม้ามา”
“นี่เ้าจะให้ข้าเดินไปเช่นนั้นหรือ”
มู่จิ่นเหยียนได้แต่กุมขยับเพราะว่าไม่ทันคิดถึงสิ่งนี้ องค์หญิงเพียงบอกให้ตนมาหาที่ตำหนักมิได้บอกกล่าวว่าต้องเตรียมรถม้ามารับ ตนเองก็นึกว่าที่ตำหนักองค์หญิงคงจะจัดเตรียมเอาไว้แล้ว
อันที่จริง องค์หญิงเหวินเต๋อแค่อยากนั่งรถม้าของจวนสกุลมู่ออกไปก็เท่านั้น อย่างน้อยผู้คนที่พบเห็นจะได้รับรู้ว่าคุณชายสามสกุลมู่แท้จริงแล้วใส่ใจนางเพียงใด
แต่คุณชายสามที่องค์หญิงกำลังกล่าวถึง น้อยครั้งนักที่จะนั่งรถม้า หากไม่เดินด้วยเท้าก็มักจะขี่ม้า หรือถ้านั่งก็คงไปไหนมาไหนกับท่านแม่ทัพหรือมู่ฮูหยินเสียมากกว่า
“แล้วเ้ามาที่วังหลวงได้เช่นไร”
“ขี่ม้ามาพ่ะย่ะค่ะ”
“งั้นข้าก็จะขี่ม้ากับเ้า”
“พระองค์เคยขี่ม้าหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่เคย”
“ถ้าเช่นนั้นเอาไว้วันหลังดีว่า”
วันนี้องค์หญิงเหวินเต๋อถูกว่าที่สามีขัดใจถึงสองครั้งสองครา นางก็ได้แต่ทดเอาไว้ในใจ สตรีอ่อนแอเช่นนางนะหรือจะไปทำอะไรคุณชายสามสกุลมู่ได้
คงทำได้เพียงฟ้องเสด็จพ่อหรือเสด็จพี่รัชทายาทก็เท่านั้น
มู่จิ่นเหยียนพาองค์หญิงเหวินเต๋อเดินไปตามทางจนถึงตำหนักตะวันออกซึ่งเป็ที่ประทับขององค์รัชทายาทและพระชายา
ครั้นไปถึงที่นั่นก็เป็ดั่งที่มู่จิ่นเหยียนคาดการณ์เอาไว้ พวกตนมาเป็กลุ่มแรกแน่นอน จินอวิ๋นเซียนได้แต่ปล่อยให้มู่จิ่นเหยียนนั่งกินขนมจิบน้ำชาต่อไป ส่วนตนนั้นหายเข้าไปนั่งคุยเป็กับพี่สะใภ้ด้านใน
ก่อนยามโหยว่ (17:00) ไม่นาน คณะของเยลูห่าวหนานก็มาถึงตำหนักของรัชทายาทพร้อมเพรียงกัน ทันทีที่ทุกคนพร้อมหน้า คณะของผู้ที่จะเที่ยวงานเทศกาลครั้งนี้จึงได้ออกเดินทางเข้าไปยังสถานที่จัดงาน
ขบวนรถม้าหลายคันพร้อมด้วยองครักษ์ของทั้งแคว้นจินและเหลียว ต่างก็เตรียมพร้อมอารักขาบุคคลสำคัญของทั้งสองฝ่ายอย่างเต็มที่
รถม้ามาจอดที่บริเวณหน้าทางเข้าของตลาด สองข้างทางเนืองแน่นไปด้วยผู้คนและร้านค้าจำนวนมาก จินอวิ๋นเซียนที่มีโอกาสออกมานอกวังเป็ครั้งแรก ั้แ่ขึ้นรถม้ามานางก็ไม่หยุดที่จะมองดูโน่นดูนี่ราวกับเสี่ยวเป่าไม่มีผิด
อีกทั้งยังแอบเหลือบมองคนข้างกายที่มาด้วยกัน หากเขาไม่ทักให้นางเปลี่ยนชุด เกรงว่าลงจากรถม้าไปคงกลายเป็ตัวตลกของผู้คนในเมืองเป็แน่ อีกทั้งชุดที่ใส่ยาวลากพื้นก็เกรงว่าผู้คนอาจจะสะดุดล้มเพราะชุดของนางก็เป็ไปได้
สองข้างทางมีพ่อค้ายืนเร่ขายของ ต่างะโร้องเรียกให้ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาแวะเลือกดูสินค้าของตน
จินอวิ๋นเซียนล้วนตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่พบเห็น ลักษณะท่าทางของนางในสายตาของคุณชายสามรู้สึกเอ็นดูการกระทำของนางอยู่ไม่น้อย
ผู้คนที่เดินสวนจำได้ว่าคือคุณชายสามต่างก็หยุดแวะทักทาย บ้างก็มีกล่าวหยอกล้อแสดงความยินดีเื่งานมงคล
มู่จิ่นเหยียนเพียงแค่ยิ้มตอบรับแต่ไม่ได้พูดคุยให้มากความ ด้วยสายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่สตรีชุดชมพูที่ตนพามาด้วย เขาเกรงว่าหากปล่อยให้นางคลาดสายตา นางคงได้หายเข้าไปในฝูงชนจนหาไม่เจอ
คณะของผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายเดินตรงมายังถนนที่จัดงาน ผู้คนต่างหลั่งไหลกันเข้ามาเที่ยวงานเทศกาลที่จะจัดครึ่งปีละครั้ง รัชทายาทจินอวิ๋นหยางผู้เป็เ้าบ้าน จึงได้จัดเตรียมสถานที่และอาหารชั้นเลิศไว้ต้อนรับแขกคนสำคัญ
“ทุกท่าน! ข้าให้คนจัดเตรียมอาหารพื้นบ้านของแคว้นจินไว้ที่จินอวี้โหลวแล้ว จึงขอเชิญพวกท่านไปลองชิมดู”
จินอวิ๋นหยางรัชทายาทแคว้นจินกล่าวเชิญเยลูห่าวหนานไปยังด้านในของจินอวี้โหลว ซึ่งได้จัดเตรียมห้องรับรองแขกคนสำคัญในค่ำคืนนี้
ั้แ่ที่กลุ่มของรัชทายาทเดินเข้ามา ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปยังกลุ่มคนเ่าั้ แต่ที่ดึงดูดสายตาของทุกคู่ก็คงจะหนีไม่พ้น ร่างของสตรีที่เดินเคียงคู่มากับคุณชายสามสกุลมู่ ล้วนเดาไม่อยากว่าสตรีนางนั้นคือผู้ใด
จินอวิ๋นเซียนถึงแม้จะเคยถูกมองมาบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดตกเป็เป้าสายตาของคนหมู่มากเช่นนี้ นางจึงทำได้เพียงก้มหน้าเดินตามหลังมู่จิ่นเหยียนเข้าไปด้านใน
บนชั้นสองของจินอวี้โหลวถูกจัดเตรียมที่นั่งเอาไว้สำหรับแขกผู้สูงศักดิ์ ที่นั่งตรงนั้นสามารถมองเห็นขบวนแห่ของชาวเมืองที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า
ขบวนแห่จะเป็ขบวนของชาวเมืองที่พร้อมใจกันมารวมตัวเพื่อแสดงความเคารพต่อเทพเ้าแห่งสายน้ำ ภายในขบวนจะมีชาวบ้านที่แต่งตัวลักษณะต่างๆ รวมถึงขบวนของนักดนตรี นางรำต่างๆ รวมอยู่ในนั้นด้วย
ขบวนที่ยิ่งใหญ่เริ่มแห่รอบถนนที่จัดงาน เป็สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นเทศกาลเซี่ยหยวนอย่างเป็ทางการ หลังจากที่ขบวนสิ้นสุด ผู้คนก็จะพากันมายังริมแม่น้ำ เพื่อที่จะลอยโคมสู่ท้องฟ้าและลอยประทีปไปกับสายน้ำ
องค์หญิงใหญ่ที่ไม่เคยได้ก้าวออกจากวังหลวง ล้วนตื่นเต้นกับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เพียงแต่อาหารที่แปลกตา บรรยากาศที่คึกคักเช่นนี้จินอวิ๋นเซียนก็เพิ่งจะมีประสบการณ์เป็ครั้งแรกเช่นกัน
มู่จิ่นเหยียนที่คิดว่าตนเองจะได้ออกมาเที่ยวเล่นด้านนอกเฉกเช่นทุกปี ตอนนี้กำลังนั่งดื่มสุราส่วนสายตาก็คอยสังเกตจินอวิ๋นเซียนเอาไว้ ทั้งอาหารและสุรานางล้วนไม่คุ้นเคย หากไม่ระวังแล้วกินเข้าไปเกรงว่าร่างกายจะผิดสำแดงได้
“ท่านเลือกกินหน่อยเถิด มิใช่เห็นอะไรก็อยากกินไปเสียหมด ท้องไส้ไม่เคยมาก่อน เดี๋ยวก็เสาะท้อง”
มู่จิ่นเหยียนกล่าวเตือนองค์หญิงใหญ่ออกมา เพราะว่าจากที่ดูมือของนางยังไม่ปล่อยตะเกียบเลยั้แ่ต้น
“แต่อาหารพวกนี้มันอร่อยจริงๆ นะ ถึงจะเผ็ดก็ตาม”
อาหารที่จินอวิ๋นเซียนได้รับมักจะส่งมาจากพ่อครัวของวังหลวง ถึงแม้จะรสชาติดีแต่ก็ยังไม่จัดจ้านเท่ากับของจินอวี้โหลว อีกทั้งหน้าตาของอาหารก็บ่งบอกถึงรสชาติได้ดีกว่าอาหารของในวังที่มักจะตกแต่งจนมองไม่เห็นว่าอาหารนั้นเดิมแล้วเป็เช่นไร
“อืมๆ ระวังหน่อย จะได้ไม่ปวดท้อง”
จินอวิ๋นเซียนเริ่มรู้สึกได้ว่า ถึงแม้คุณชายสามสกุลมู่ผู้นี้จะชอบเอ่ยขัดใจนางอยู่เป็ประจำ แต่ทุกครั้งก็ล้วนเต็มไปด้วยความหวังดี หลังจากที่เริ่มคุ้นชินกับการกระทำเช่นนี้ จึงยอมเชื่อฟังคำของราชบุตรเขยแต่โดยดี
ค่ำคืนนี้พระจันทร์เต็มดวงยิ่งทำให้ท้องถนนที่ประดับประดาด้วยโคมไฟกลับยิ่งสว่างไสวมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ทุกคนอิ่มเอมกับอาหารชั้นเลิศ และขบวนแห่ที่ตื่นตาตื่นใจ
รัชทายาทจินอวิ๋นเซียนก็เชิญชวนทุกคนไปลอยโคมยังด้านข้างริมแม่น้ำ อย่างที่ชาวเมืองทุกคนกระทำกัน
ภาพที่จินอวิ๋นเซียนกำลังตั้งใจเขียนคำอธิษฐานของตนเองใส่ลงไปด้วยนั้น ตกอยู่ในสายตาของมู่จิ่นเหยียน ส่วนสายตาของเยลูห่าวหนานนั้นกลับไม่ได้มองมาที่จินอวิ๋นเซียนแบบที่ควรจะเป็
แต่กลับลอบมองไปยังราชบุตรเขยผู้ที่ตนแพ้การประลองเมื่อวานนี้ เยลูห่าวหนานยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าสายตาของมู่จิ่นเหยียนยิ่งคล้ายกับแม่นางที่เจอเมื่อหลายวันก่อน
แต่ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้ปล่อยโคม กลับได้ยินเสียงของชาวบ้านะโร้องด้วยความใ กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า
“แย่แล้ว แย่แล้ว สุนัข์กำลังกินดวงจันทร์แล้ว หนีเร็วๆ”
ผู้คนที่อยู่แถวนั้นล้วนพากันจับจูงวิ่งหนีกันไม่คนละทิศคนละทาง บ้างก็คว้าหม้อ ไห กะทะ มาเคาะตีเพื่อไล่สุนัข์ตามความเชื่อ (สุนัข์กินดวงจันทร์ คือจันทรุปราคา ตามความเชื่อต้องทำให้เสียงดัง มันจะได้ใกลัวคายดวงจันทร์ออกมา)
องครักษ์ที่ตามมาอารักขาเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้น จึงรีบเข้ามาประกบรัชทายาทของทั้งสองแคว้นทันที ก่อนจะพาทั้งสองพระองค์หลบหนีจากฝูงชนตรงหน้า เข้าไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย
จินอวิ๋นเซียนที่มองเห็นดวงจันทร์กำลังจะถูกความมืดกลืนกินนั้น ราวกับเกิดความผิดปกติของร่างกายขึ้นมา จึงคว้าข้อมือของมู่จิ่นเหยียนแล้วร้องขอให้พาออกไปจากบริเวณนั้นโดยเร็ว
“เ้าพาข้าออกไปจากที่นี่ที เร็วเข้า ไปเดี๋ยวนี้เลย”
มู่จิ่นเหยียนคิดว่านางคงอาจจะกลัวปรากฏการณ์แปลกประหลาดเช่นนี้ จึงได้มีอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด จึงกุมมือของนางเอาไว้แน่น จับจูงพาเข้าไปในซอกซอยที่ผู้คนเบาบาง
“ที่นี่ไม่ได้ ยังมีคนพลุกพล่าน เ้าพาข้าไปที่อื่นเร็ว”
เพียงแต่จินอวิ๋นเซียนยังไม่พอใจกับสถานที่ตรงนั้น จึงร้องขอให้เขาเปลี่ยนสถานที่แห่งใหม่
มู่จิ่นเหยียนจึงจนใจมิรู้จะพาไปที่ใด ทำได้เพียงคว้าเอวบางเอาไว้กับตัว ก่อนจะสะกิดปลายเท้าพาตัวเองและองค์หญิงใหญ่ทะยานขึ้นไปบนหลังคา แล้ววิ่งไปตามบ้านเรือนที่อยู่แถวนั้น
สุดท้ายมาหยุดลงที่ท้ายเมือง ซึ่งมืดสงัดไม่มีผู้คนสัญจร มู่จิ่นเหยียนไม่เห็นองค์หญิงใหญ่พูดว่าอะไร เลยพาร่างของทั้งคู่พลิ้วตัวลงมายืนที่พื้นอย่างมั่นคง
ถึงแม้จินอวิ๋นเซียนจะรู้สึกใกับร่างที่ถูกพาลอยขึ้นจากพื้นอย่างกะทันหัน เหาะไปมาบนหลังคาบ้านเรือนของผู้คน แต่นางหาได้มีความรู้สึกตื่นเต้นหรือดีใจอย่างที่ควรจะเป็
เนื่องด้วยตอนนี้ร่างกายของนางกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ความลับที่เคยซุกซ่อนไว้กำลังจะเปิดเผยต่อหน้าคนผู้นี้
สายตาที่แดงก่ำแหงนหน้ามองไปยังดวงจันทร์ที่ถูกความมืดกลืนกินไปจนเกือบหมด มู่จิ่นเหยียนจึงส่งสายตามองไปยังจุดหมายเดียวกัน ด้วยความไม่เข้าใจ เหตุใดจินอวิ๋นเซียนถึงมีปฏิกิริยากับปรากฏการณ์ประหลาดรุนแรงเช่นนี้