ชั้นที่ 30 ของโรงเตี๊ยมสุดหรู ภายในหออรุณเบิกฟ้า หลิงเทียนที่ลากหลานฮัวขึ้นมาเคลียปัญหาที่คาใจเพราะเขาไม่มั่นใจว่า หลานฮัวมีความสามารถอย่างที่พูดจริงหรือไม่ ก่อนจะวาดอักขระขึ้นมาปกคลุมรอบห้องเพื่อป้องกันการดักฟัง และเสียงเร็ดรอดออกไป
"เอาล่ะ!! อธิบายมา การมองเห็นอนาคตที่ว่าคืออะไร" หลิงเทียนถามอย่างไม่อ้อมค้อมทันที
หลานฮัวมองไปรอบๆ ห้องที่ถูกวาดอักขระจนเกิดมีม่านพลังบางๆ ปกคลุมอย่างสนใจ ก่อนจะหันไปมองหลิงเทียนที่จ้องมองเธออย่างดุร้าย จนถึงกับรู้สึกหนาวเย็นไปทั่วทั้งร่างอย่างบอกไม่ถูก จนทำให้นางต้องรีบพูดออกไปอย่างร้อนรน
"ข้าสามารถมองเห็นอนาคตผ่านเนตรที่ได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ แต่ที่ข้าเห็นก็เป็นเพียงแค่ภาพอสูรจำนวนมากที่พุ่งผ่านประตูมิติที่แตกร้าวจากทั้งสองโลก แต่ก็ไม่เคยมีเวลาที่แน่นอน จนทำให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้น อสูรที่ออกมาทางประตูนั่นมีหลากหลายชนิด ที่ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน แม้มันจะไม่เก่งกล้าสามารถมากนัก แต่เพราะจำนวนที่มากมายมหาศาล ก็ทำให้หลายเผ่าพันธ์ุต้องดับสูญไป และเผ่ามนุษย์ที่เหลือรอดนั้นนอกจากเจ้าตำหนักทั้ง 9 และบรรดาลูกศิษย์ในตำหนักบางส่วนแล้ว ก็มีเพียงพวกราชวงศ์ กับครอบครัวของท่านที่สามารถเอาตัวรอดได้ ข้าจึงตัดสินใจที่จะเข้าร่วมกับตระกูลหลิง เพราะใน 9 ตำหนัก กับทางราชวงศ์ ย่อมไม่มีทางเชื่อเรื่องไร้สาระเช่นนี้แน่นอน และมันคงจะดีกว่าถูกอสูรพวกนั้นกัดกินร่างจนตายอย่างทุกข์ทรมานเป็นแน่"
หลิงเทียนมองไปที่หลานฮัวเล็กน้อย เพราะอาการที่นางแสดงออกมานั้นบ่งบอกว่ากำลังหวาดกลัวกับสิ่งนั้นเป็นอย่างมาก แสดงว่าเนตรของนางก็คงเป็นสิ่งที่อันตรายไม่น้อยเช่นกัน แม้จะสงสัยเรื่องเวลาไปบ้าง ก่อนจะรีบถามต่อ
"แล้วเจ้าเห็นอะไรผ่านเนตรนั่นอีก"
"ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ ในแต่ละครั้งเนตรของข้าจะมองเห็นอนาคตก็ต่อเมื่อ มีภัยอันตรายถึงชีวิต และจะบ่งบอกทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อให้มีชีวิตรอดเท่านั้น"
หลิงเทียนครุ่นคิดอย่างหนัก เพราะเหตุใดทำไมหลานฮัวจึงได้มีเนตรเช่นนี้ได้ มันต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญเป็นแน่ ขนาดเหล่าตัวตนที่ยิ่งใหญ่ยังไม่อาจมีเนตรแบบนี้ได้ มันไม่ต่างไปจากการพยากรณ์คำทำนายล่วงหน้า อาจเรียกได้ว่าแทบจะไม่ต่างไปจากระบบของเขาด้วยซ้ำ หรือแท้จริงแล้วสิ่งเหนือโลกพวกนี้จะเป็นพลังของพระเจ้า ถ้าหากจะช่วยเหลือให้มนุษย์ให้ได้ดำรงเผ่าพันธ์ุอยู่ ทำไมถึงไม่แสดงเจตจำนงค์ที่แท้จริงออกมา และเพราะอะไรถึงได้เลือกคนแบบเขา หรือคนอย่างหลานฮัวกันแน่ ในขณะนั้นเองเสียงของหลานฮัวก็ดังเรียกสติของหลิงเทียน
"มีอีกเรื่องนึงเจ้าค่ะ จากเนตรของข้าที่เห็นเหตุการณ์ในครั้งสุดท้ายนั้น เอ่อ.....คือ..ว่า..ข้าเห็นคุณหนูหงเยี่ยตาย.....!!?"
"วู้บบบบ!!!" พลังในร่างกายของหลิงเทียนพลันปะทุดุเดือดขึ้นถึงขีดสุด จนทำให้อากาศโดยรอบถึงกับเริ่มสั่นไหว ม่านอักขระที่กางไว้ก็เริ่มที่จะปริแตกออก แม้แต่หลานฮัวเองก็ได้ผลกระทบไปด้วย จนถึงกับทรุดลงไปทันที หลิงเทียนรีบพยายามระงับโทสะ ก่อนจะเอ่ยขอโทษและเอ่ยถามอย่างสะกดกลั้นอารมณ์อย่างที่สุด
"นางตายเพราะอะไร!!?"
"ข้าเองก็ไม่ทราบ ข้าเห็นเพียงศพของนางเท่านั้น จากนั้นก็เห็นคุณชายหลิงอาละวาดจนทำลายทัพอสูรและกวาดเมืองจนราบคาบ ก่อนจะหมดสติไปแล้วก็ถูกใครก็ไม่รู้ช่วยเอาไว้เจ้าค่ะ" หลานฮัวพูดด้วยน้ำเสียงหอบเล็กน้อยจากพลังของหลิงเทียนที่กดมา
หลิงเทียนสบถในใจอย่างมีโทสะ "บัดซบ!!? นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว" ก่อนจะรีบประเมินสถานการณ์อย่างเร่งด่วนทั้งเรื่องเวลาที่ไม่แน่นอน ทั้งเรื่องการตายปริศนาของหงเยี่ย แม้แต่คนแปลกหน้าที่มาช่วยเหลือเขาด้วย หลิงเทียนหยิบโอสถพิษ พันธนาการนิรันด์ ที่เคยใช้กับเสิ่นเยว่ ก่อนจะยื่นให้หลานฮัว แล้วอธิบายถึงพิษชนิดนี้ เพื่อให้นางพิสูจน์ความจริงใจ หลานฮัวที่รับพิษมาก็ไม่ได้พูดสิ่งใดต่อก่อนจะโยนยาเข้าปากทันที พอหลิงเทียนเห็นเช่นนั้นก็สลายม่านออกให้นางรออยู่ที่นี่ จากนั้นก็รีบไปหอประมูลทันที เพื่อทำธุระเล็กน้อย แล้วก็มารับหลานฮัวกลับไปบ้านของเขาในทันที
บ้านของน็อก
เมื่อน็อกกลับมาถึงบ้านก็เล่าเรื่องทุกอย่างให้ครอบครัวของเขาฟังทั้งหมด ยกเว้นเรื่องที่พรีมตายเท่านั้น พอทุกคนได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับมีสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นมาทันที ก่อนที่พ่อของน็อกจะเป็นคนเริ่มถามขึ้น
"นี่คือเหตุผลที่ลูกถามพ่อและทุกคนในเรื่องเ���ื่อเช้านี้สินะ"
"ใช่ครับ ที่ผมให้ทุกคนเลือกเพราะไม่ว่าด้านไหนๆ ก็ต้องรับมือกับอสูรที่รุกรานมาแน่นอน ลูกสามารถใช้มุกสยบฟ้า สร้างม่านพลังได้ไม่ว่าทุกคนจะเลือกที่ไหน แต่สามารถป้องกันได้เพียงแค่ที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น"
พ่อกับแม่หันมองทุกคนเล็กน้อย ก่อนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเลือกอยู่ที่นี่ ด้วยสองเหตุผลคือ อย่างน้อยก็สามารถช่วยเหลือคนธรรมดาได้บ้าง แม้จะไม่มากนักแต่ก็ยังดีกว่าไม่ช่วยอะไรเลย และอีกเหตุผลก็คือ หากไปอยู่ที่โลกแห่งการต่อสู้ อาจต้องกลายเป็นเบี้ยของตำหนักใดตำหนักหนึ่งเป็นแน่
น็อกพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เพราะเขาเองก็คิดแบบนั้นเช่นเดียวกัน แต่เพราะทุกคนในบ้านรวมถึงเพื่อนๆ ของเขาเป็นผู้ฝึกตนทั้งหมด เขาเองก็จำเป็นต้องถามความยินยอมของทุกๆ คนด้วยเช่นกัน"แล้วเหตุผลที่ลูกท้าทายผู้นำมหาอำนาจทั้งเจ็ด และเรียกร้องเงินจำนวนมากเพื่ออะไรกันแน่ คงไม่ใช่แค่ซื้อเกาะอย่างเดียวใช่ไหม" แม่ของน็อกเลือกถามตรงจุดมากกว่า
น็อกได้แต่เกาหัวเล็กน้อย ถ้าจะให้เขาบอกครอบครัวว่าเขามีระบบก็ยังไงอยู่ เขาจึงเลี่ยงไปและบอกเพียงแค่ว่าเขามีความจำเป็นบางอย่าง โดยที่สายตาของทุกคนมองมาที่เขาอย่างกับจะจับผิด แต่ก็ยังโชคดีที่พ่อของน็อกช่วยพูดให้ ทำให้ไม่มีใครคาดคั้นอีก จากนั้นน็อกก็รีบบอกให้ทุกคนดำเนินการตามแผนเดิมที่วางไว้ และเรื่องนี้ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด ส่วนครอบครัวของพรีมกับนพนั้น เมื่อใกล้ถึงเวลาก็ค่อยให้พวกเขามารวมตัวกันอีกที ทุกคนก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
ส่วนเรื่องของหลานฮัวนั้น เมื่อน็อกอธิบายถึงความสามารถของนางและให้นางกินโอสถพิษไปแล้ว ก็ทำให้ทุกคนวางใจไปได้ ก่อนที่แม่ของน็อกจะเป็นคนเสนอชื่อของหลานฮัวที่ใช้เรียกในเวลาปกติให้นั่นก็คือ หลิน นั่นเอง แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้น็อกช็อคค้างไปได้ เพราะนั่นเป็นชื่อเดียวกับคนที่เขากำลังจะไปบอกรักในชีวิตที่แล้วและที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ทั้งสองนั้นยังเป็นคนๆ เดียวกันอีกด้วย
ก่อนที่น็อกจะพยายามย้ำกับตัวเองในใจว่าตอนนี้เขาคือน็อก ไม่ใช่ชาญเพราะฉะนั้นอย่าได้หวั่นไหวกับนางเด็ดขาด และที่สำคัญนางเองก็อายุเกิน 200 ปีแล้วนะ ขณะที่เขากำลังข่มใจไม่ให้คิดอยู่นั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงแม่ของเขาเรียกจนถึงกับสะดุ้งตกใจ ท่ามกลางความแปลกใจของทุกคนในบ้าน จะมีก็แต่มินมินเท่านั้น ที่รู้สึกไม่เหมือนใครแต่เธอเองก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
น็อกที่มีอาการลุกลี้ลุกลน รีบกลบเกลื่อนเพื่อเปลี่ยนเรื่องทันที ก่อนจะหันไปมองทางพรีมเล็กน้อย แล้วตัดสินใจให้พรีมไปจัดการในเรื่องอื่นๆ แทนเพื่อให้เธออยู่ห่างจากเขาไปสักพัก จนกว่าจะหาสาเหตุ การตายของพรีมในภาพนิมิตรของหลินได้ก่อน สุดท้ายน็อกจึงเลือกมินมินกับหลินไปช่วยเขาเตรียมรับมือกับผู้นำแต่ละประเทศในอีกสองวันแทนที่จะมาถึงแทน ส่วนคนอื่นๆ ต่างก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน ก่อนที่เขาจะหยิบโทรศัพท์โทรหาใครบางคนและรีบออกไปในทันที
----------------------------------------------------------
ร้านอาหาร ห้อง VIP
น็อกมองไปยังมินมินกับหลินที่กำลังนั่งกินของขนมเค้กตรงหน้าอย่างอดตะลึงไม่ได้ ก่อนจะเหลือบไปมองยังจานเปล่า ที่กองหลายตั้งและแต่ละกองนั้นสูงกว่าหัวของเขาแล้วด้วยซ้ำ ในใจก็อดหวาดวิตกกังวลไม่ได้กับกระเพาะของพวกเธอ เพราะมันน่ากลัวพอๆ กับหลุมดำที่สามารถจุของได้อย่างไม่มีจำกัด ในคราแรกนั้นเขาโทรนัดกับผู้กองทศเพื่อมาคุยเรื่องธุระสำคัญ แต่ระหว่างที่รอนั้น พนักงานก็นำเมนูอาหารมาให้ เขาก็เลยให้สองสาวสั่งของมากินแทนเพราะเขาไม่ค่อยหิว ตอนแรกทั้งสองก็ลังเลเล็กน้อย แต่ทันทีที่พนักงานแนะนำเมนูของว่างต่างๆ ไม่นานนักก็เป็นแบบที่เห็นนี่แหละ
"ก็อก ก็อก!!?"
"ขออนุญาติครับ"
พนักงานที่นำของว่างชุดใหม่มาเสิร์ฟ เข้ามาพร้อมๆ กับผู้กองทศที่มองตามมาด้วยสายตาที่แปลกใจเล็กน้อย ทันทีที่ผู้กองทศเข้ามานั่งร่วมโต๊ะ เขาก็มองไปยังสองสาวที่ไม่คุ้นหน้า และกองจานเปล่าที่ตั้งเรียงรายราวกับกำลังแข่งขันว่าใครจะกินได้มากกว่า พอมองไปที่หน้าของเด็กหนุ่มที่กำลังปั้นหน้าอยู่ ก็อดหัวเราะเล็กน้อยราวกับถูกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดี
"วันนี้มีธุระอะไรล่ะ!!?"
"มะรืนนี้จะมีผู้นำมหาอำนาจทั้งเจ็ดมารวมตัวกันที่โรงแรมพาราไดซ์ เวลาเที่ยงตรง"
ผู้กองทศถึงกับหยุดยิ้มไปทันที เรื่องแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ทำไมถึงไม่มีหน่วยงานไหนรับทราบเรื่องพวกนี้เลย และผู้นำมหาอำนาจไม่ใช่บุคคลธรรมดา การเดินทางเข้ามาที่ประเทศไทยโดยไม่มีสื่อไหนออกข่าวแสดงว่าต้องเป็นเรื่องที่ลับสุดยอด แต่ทำไมเด็กหนุ่มตรงหน้าถึงรู้ได้
"เธอมั่นใจ" ผู้กองทศถามย้ำ
"พวกเขามาเพื่อเจรจากับผมเล็กน้อย" น็อกตอบอย่างเรียบง่าย
"เธออยากให้ฉันทำอะไร"
"ผมอยากให้ผู้กองทศ วางกองกำลังตามรูปแบบนี้ ในช่วงที่ผมกำลังเจรจา เพื่อแสดงศักยภาพประเทศของเรา เพราะฉะนั้นขอคนมีฝีมือและไว้ใจได้นะครับ" น็อกพูดจบก็ยื่นแผนผังและรูปแบบการจัดวางกำลังคนให้กับผู้กองทศ
"ถ้าแค่นั้น ก็ไม่มีปัญหา"
ผู้กองทศรับคำอย่างว่าง่าย โดยที่ไม่ถามไถ่อะไรมากนัก เพราะการที่เด็กหนุ่มอย่างน็อกสามารถติดต่อกับบุคคลระดับนี้ได้ ย่อมไม่ธรรมดาเป็นแน่ ก่อนจะขอตัวกลับไปก่อน เพื่อไปเตรียมพร้อมเรื่องกำลังพล แต่ก็อดที่จะแขวะเล็กน้อยไม่ได้
"เธอนี่ร่ำรวยผิดหูผิดตาเลยนะ เลี้ยงแฟนแบบนี้ระวังจะล้มละลายเอานะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!?"
น็อกที่ได้ยิน จึงรีบหันไปมองยังสองสาวตรงหน้าที่ยังไม่ทีท่าว่าจะหยุดกิน และกำลังเรียกพนักงานมาเพื่อสั่งอาหารเพิ่มอีกต่างหาก ก่อนจะถอนหายใจอย่างเพลียๆ เพราะลำพังตัวเขาเองเงินร่วมหมื่นล้านที่ได้มาจากหลายๆ ด้าน เขายังแทบจะไม่พอใช้ซะด้วยซ้ำ ก่อนจะสบถในใจ
"เฮ้อออ!!! นี่ที่บ้านฉันเลี้ยงพวกเธอแบบอดๆ อยากๆ รึไงกันนะ!!?"