ฤดูใบไม้ผลิ ปี 2015
“ค่ะแม่ มาแค่สองอาทิตย์เอง มหา’ลัยไม่ตามตัวกลับหรอก” ริมฝีปากอิ่มสีชมพูแต้มยิ้มบาง มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์ อีกข้างลากกระเป๋าเดินทางตามโฮสหญิงชราเข้าไปยังบ้านพักอาสาสมัคร บ้านไม้หลังใหญ่ที่แบ่งสัดส่วนชัดเจนทั้งโซนห้องรับแขก โซนห้องอาบน้ำ และโซนห้องนอนซึ่งมี 3 ห้องใหญ่คือห้องทางซ้าย ทางขวาและด้านในสุดของตัวบ้าน โฮสยายเดินนำมีรดาในวัย 20ปี เข้าไปยังห้องทางขวามือ
ภายในห้องมีขนาดกะทัดรัด ไม่เล็กไม่ใหญ่ พออยู่ได้ 2 คน เตียงขนาดคิงไซส์วางติดกับหน้าต่าง ด้านข้างเป็ตู้หนังสือสูงเลยศีรษะเธอไปวางเรียงกัน 2 ตู้ หนังสือเก่าบ้างใหม่บ้างวางเรียงเต็มชั้น ดูท่าว่าครอบครัวคาวางาชิคงชอบอ่านหนังสือน่าดู มีรดาคิด และมองสำรวจตู้หนังสือนั้น บนชั้นมีทั้งหนังสือภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ที่สำคัญ เธอเหมือนจะเห็นชื่อหนังสือนิยายที่เธอชอบด้วยนะ อยากหยิบมาอ่านจัง...
“หนังสือพวกนี้ มิซุจังหยิบอ่านได้เลยนะ เป็หนังสือสะสมของฉัน และก็มีหนังสือของเด็กอาสาสมัครคนก่อนๆ ที่ลืมทิ้งไว้ เยอะอยู่เหมือนกัน” และเหมือนโฮสจะอ่านสายตาเธอออกจึงเอ่ยปากชวน พลางอธิบายเกี่ยวกับตัวบ้านคร่าวๆ “ครั้งนี้มีอาสาสมัครมา 4 คน มิซุจังเป็คนสุดท้ายที่มาเลย แต่เสียดายมา 2 อาทิตย์เอง”
“ฉันก็เสียดายเหมือนกันค่ะ แต่ต้องกลับไปเรียนต่อ” มีรดาตอบ
“มิซุจังเรียนเอกภาษาญี่ปุ่นใช่ไหม ดีใจจังเลย มีอะไรให้ช่วยแนะนำตรงไหนก็บอกได้นะ อยู่ที่นี่พูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่นเลย แต่มิซุจังพูดภาษาญี่ปุ่นเยอะๆ ก็ดีนะ ถือว่าฝึก” หญิงชรายิ้มอย่างเป็มิตร ก่อนจะเดินออกจากห้องให้เธอจัดการสัมภาระส่วนตัว
มีรดาโค้งให้โฮสยาย ก่อนจะหันกลับมาเปิดกระเป๋าใบใหญ่ของตัวเอง
การมาอาสาสมัครที่จังหวัดเล็กๆ ของญี่ปุ่นเป็ความฝันที่เธออยากทำมาั้แ่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ครั้งนี้เป็โอกาสดีที่เธออ่านเจอกับบทความเกี่ยวกับโครงการที่ให้คนต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลกมาทำงานอาสาให้กับคนญี่ปุ่น โดยเน้นงานด้านเกษตรกรรมและการโรงแรม โดยอาสาสมัครจะออกค่าเดินทางมาเอง และทำงานแลกกับที่อยู่และอาหารซึ่งทางโฮสจะเป็คนจัดให้ มีรดาเห็นว่าโครงการนี้เป็ประสบการณ์ใหม่ที่เธอยากลองทำ เลยตัดสินใจสมัครทันที
เธอเลือก่เดือนเมษายนที่ทางมหาวิทยาลัยปิดวันหยุดสงกรานต์เป็เวลา 1 อาทิตย์ เพื่อที่จะได้เห็นฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น และอากาศเย็นสบายที่ไม่หนาวจนเกินไป
และมีรดาต้องเตรียมจดหมายลากิจให้กับทางคณะเพิ่มอีก 1 อาทิตย์ต่อจากระยะเวลาปิดวันหยุดสงกรานต์ เพราะเธอเลือกทำงานอาสาที่นี่นาน 2 อาทิตย์เต็ม
แค่ได้มาเห็นวิวทิวทัศน์ของฟาร์มม้าคาวางาชิแห่งนี้ เธอก็รู้สึกคุ้มค่ากับการที่ต้องหยุดเรียนเพิ่มจริงๆ วิวบนูเาที่โอบล้อมด้วยสีสันของใบไม้แห่งฤดูใหม่หลังจากหน้าหนาว ช่างให้ความรู้สึกเหมือนการเริ่มต้นที่เต็มไปด้วยพลังและชีวิตชีวา
ที่ที่ทำให้เธอได้เยียวยาจิตใจตัวเองเช่นกัน…
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย โฮสยายก็เรียกตัวอาสาสมัครทุกคนเพื่อไปทำงานในฟาร์ม มีรดาตื่นเต้นมาก ฟาร์มม้าแห่งนี้มีขนาดใหญ่ พื้นที่กว้างขวางทั้งทุ่งหญ้า ูเา และป่าด้านหลังทำให้ม้าที่นี่ได้วิ่งเล่นอย่างจุใจ ส่วนของงานในวันนี้คือบริเวณคอกม้า อาสาสมัครทุกคนต้องทำความสะอาด กวาดขี้ม้า เตรียมหญ้าแห้งใส่ร่องอาหารสำหรับม้า และแบ่งถั่วเหลืองจากถุงผ้าขนาดมหึมาใส่ในกระสอบเล็กๆ
จริงๆ เรียกได้ว่านี่คืองานประจำวันของอาสาสมัครที่นี่เลยก็ว่าได้ ทุกวันั้แ่ 6 โมงเช้า อาสาสมัครจะมาช่วยดูแล ทำความสะอาดคอกม้าและบริเวณโดยรอบ ให้อาหารม้า จัดแยกและแบ่งอาหารจำพวกถั่วจากรถบรรทุกที่นำมาส่ง ม้าที่นี่พันธุ์ดี สูงใหญ่ ทำให้มีผู้คนมาใช้บริการกันมากมาย อีกทั้งยังมาติดต่อซื้อขายม้าพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์อีกด้วย
กว่าจะเสร็จงานรอบเย็นก็ปาไปเกือบ 6 โมงเย็น คาวางาชิซังรีบกลับมาเตรียมอาสาให้บรรดาอาสาสมัครทุกคน ครั้งนี้มีอาสาสมัครจากไต้หวัน อิตาลี และสเปน ทำให้มีรดาได้รู้จักเพื่อนใหม่ ทั้งยังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนภาษา วัฒนธรรมตามแบบฉบับสาวสายสังคมศาสตร์ด้วย
หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จทุกคนก็แยกย้ายไปพักผ่อนตามอัธยาศัย มีรดาพักห้องเดียวกับหญิงสาวชาวไต้หวันชื่อ ‘ไอวี่’ ที่ทั้งน่ารักและใจดี แถมยังคอยช่วยเหลือเธอตลอดทั้งวัน ระหว่างที่ไอวี่ไปอาบน้ำ มีรดาเลยใช้เวลานี้สำรวจชั้นหนังสืออีกรอบ เผื่อว่าเธอจะได้หนังสือน่าอ่านมาสักเล่มสองเล่ม
มีรดากวาดตาไปทั่ว ก่อนจะหยุดที่หนังสือนิยายเล่มเก่า ‘รักหวนคืน’ ของนักเขียนชื่อดังนามปากกาว่า อักษรพเนจร มีรดาเขย่งสุดขา เอื้อมไปหยิบหนังสือเล่มนี้ออกมาจากชั้นวางพลางมองพินิจพิจารณา ย้อนนึกถึงสมัยอดีตที่เธออ่านนิยายเล่มนี้ครั้งล่าสุดก็ตอนสมัยอยู่ม.ต้น ไม่คิดว่าจะมาเจอนิยายเล่มโปรดที่ฟาร์มม้าห่างไกลตัวเมือง ไม่สิ ไกลถึงประเทศญี่ปุ่นด้วย
มีรดาเปิดหน้าหนังสือผ่านๆ เพื่อดูความหนาของหนังสือคร่าวๆ จู่ๆ ก็มีซองจดหมายสีขาวหล่นลงมาจากหนังสือที่เธอถือ
“ของเ้าของหนังสือรึเปล่านะ” เธอว่าพลางหยิบซองจดหมายมาดู หน้าซองมีตัวอักษรสีดำเขียนด้วยลายมือบรรจง
‘แด่เธอผู้จากไป...’
มีรดาจ้องตัวอักษรตรงหน้านิ่ง ราวกับรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้เขียนจดหมาย
เขาคนนี้คงอยากบอกอะไรสักอย่างกับคนที่จากไปโดยไม่มีวันหวนกลับ
ที่เขาเขียนจดหมายแบบนี้ เพราะเขาไม่มีโอกาสได้บอกเธอคนนี้รึเปล่านะ...
มีรดาสอดจดหมายกลับเข้าที่เดิม เตือนตัวเองในใจว่าไม่ควรเปิดซองจดหมายของคนอื่น และเธอก็ไม่ได้รับอนุญาตจากเ้าของจดหมายด้วยทว่าหญิงสาวยังยืนนิ่ง เหมือนมีความรู้สึกในใจอะไรบางอย่างะโบอกให้เธอลองอ่านจดหมายนั้น
“ขอโทษนะคะ แต่ขออ่านหน่อยนะ อ่านไปฉันก็ไม่รู้จักคุณอยู่ดี”
มีรดาค่อยๆ หยิบซองจดหมายออกจากหนังสืออีกรอบ และคลี่กระดาษแผ่นบางจากซองออกมาอ่านอย่างตั้งใจ
‘แด่...รักแรกของผม... เพทาย
ผมเป็เด็กธรรมดาคนหนึ่งที่คอยแอบมองรุ่นพี่ดาวโรงเรียนอย่างเธอมาั้แ่เข้าม.ปลาย ผมดีใจมากที่เธอเข้ามาทักทายผม และชมว่าผมน่ารัก เธอคงไม่รู้ว่า ผมเขินสุดๆ และดีใจมากจนเก็บไปฝันเลย
เราทำกิจกรรมร่วมกันหลายอย่างจนสนิทกัน แต่เธอก็ยังไม่รู้ว่าผมชอบเธอ เธออ่อนโยนและใจดีกับทุกคน เธอที่มีรอยยิ้มอบอุ่นมอบให้ผมเสมอ เธอจะคิดแบบเดียวกับผมบ้างไหมนะ ผมได้แต่คิด แต่ไม่กล้าพูดออกไป…
จนวันหนึ่ง วันที่ทุกคนต่างเรียกร้องหาความรักจากอีกฝ่าย วันที่ทุกคนคาดหวังว่าคนคนนั้นจะรับรักตอบ
วันวาเลนไทน์...
ผมก็เป็หนึ่งในนั้น ที่หวังว่าเธอจะตอบรับความรักจากผม ผมเตรียมตัวซื้อดอกไม้ั้แ่เช้า เขียนการ์ด ฝึกพูดประโยคสารภาพรักเป็ร้อยครั้ง เพราะเกิดมา 17 ปี ผมไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อน
แต่ก่อนที่ผมจะไปหาเธอที่ห้องเรียน เธอก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าผม พร้อมกับดอกกุหลาบสีแดงในมือ
‘เราชอบวินทร์นะ ลองคบกันไหม’
ผมยังจำแก้มแดงระเรื่อของเธอขณะสารภาพรักกับผมได้อยู่เลย เสียงหวานใสก้องกังวานอยู่ในความทรงจำของผมั้แ่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้
‘ได้สิ ผมชอบพี่เพทายนะ’ ผมตอบกลับพร้อมยื่นช่อดอกกุหลาบสีแดงสดที่เตรียมั้แ่เช้าให้เธอ นั่นยิ่งทำให้เธอหน้าแดงกว่าเดิม แต่เสียงโห่แซวของพวกชอบยุ่งเื่ชาวบ้านด้านหลัง ทำให้ผมนึกสงสารคนตรงหน้า เลยคว้าข้อมือเธอให้ออกจากตรงนั้นพร้อมกัน
เธอยังจำเื่ราวเหล่านี้ได้ไหมนะ
ตอนนี้เธอจากผมไปไกลแสนไกลแล้ว เสียงของเธอ รอยยิ้มของเธอ มือของเธอ ผมไม่มีโอกาสได้ััมันอีกแล้ว
ผ่านมา 1 ปีแล้วหลังจากอุบัติเหตุครั้งนั้นที่เอาชีวิตเธอไปจากผม
ทำไมผมยังรู้สึกเหมือนว่าเราเพิ่งนั่งคุยกัน ยิ้มให้กัน จับมือกันเมื่อวานนี้เอง
อยู่บนฟ้าเป็ยังไงบ้างเพทาย…
สบายดีไหม คอยมองผมอยู่รึเปล่า
ตอนนี้ผมมาอาสามัครที่ญี่ปุ่น แม่ไล่ให้มาทำสิ่งใหม่ๆ ดู เผื่อว่าอาการของผมจะได้ดีขึ้นบ้าง อืม.... ั้แ่เธอจากไป ผมไม่อยากพูดอะไรกับใครเลย ผมนิ่งเฉยเหมือนแทบไม่รู้สึกอะไร เพราะจริงๆ หัวใจผมมันก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว มันชาไปหมดแล้ว
เพทาย เธอกลับมาทำให้หัวใจของผมอบอุ่นอีกครั้งได้หรือเปล่า...
ไม่ได้สินะ ผมรู้ดี มาญี่ปุ่นครั้งนี้ผมเอานิยายที่เธอชอบอ่านมาด้วย เพราะผมพาเธอมาตามที่สัญญากันไม่ได้ เลยพาตัวแทนเธอมาก็ยังดี
แต่เพทาย…
ผมจะขอทิ้งนิยายเล่มนี้ไว้ที่นี่นะ ความทรงจำของเราผมก็ขอทิ้งไว้ที่นี่ เพื่อกลับไทยไป ผมจะเยียวยาหัวใจตัวเอง เธอจะได้ไม่ต้องห่วงผมจากฝากฟ้าอันแสนไกล
อีก 5 ปีต่อจากนี้ ในฤดูหนาวแบบนี้...
ผมจะกลับมารับมันกลับไป พร้อมกับหัวใจของผมที่แข็งแรงขึ้น
ให้เวลาผมหน่อยนะ…
รักแรกของผม ผมรักเธอเสมอ
ธวินทร์
10/01/2015’
น้ำตามาจากไหนไม่รู้ไหลนองเต็มหน้ามีรดา เธอสะอื้นราวกับรับรู้ถึงความรู้สึกของคนเขียนจดหมาย
แน่สิ เธอเข้าใจ เพราะเธอก็เสียใครบางคนไปแบบไม่ทันตั้งตัวเหมือนกัน
มีรดาพับเก็บกระดาษบางสีขาวเข้าซองจดหมายอย่างเบามือ จากนั้นก็ค่อยๆ สอดจดหมายกลับเข้าไปในหนังสือนิยายเล่มนี้ ทว่ากลับมีกระดาษหนังสือพิมพ์ใบเล็กที่ถูกตัดมาแต่เนื้อหาข่าวหล่นลงมาจากหนังสือ
มีรดาหยิบขึ้นมาอ่าน ก่อนจะพบว่ามันคือข่าวเหตุการณ์ครั้งนั้น…
เหตุการณ์ที่เธอไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยินอีก…
น้ำตาที่เหมือนจะหยุดไหลไปแล้ว กลับไหลออกมาอีก ครั้งนี้หนักกว่าเดิม
มีรดาในสภาพที่ร้องไห้โหภายในห้องสี่เหลี่ยม สะอื้นจนตัวโยน สัญญากับตัวเองว่า ไม่ว่าเ้าของจดหมายฉบับนี้จะเป็ใคร เธอจะตามมาเจอเขาให้ได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า
เธอรู้ว่าเขารู้สึกยังไง เธอรู้ดี...
เธอรู้ว่าเขาจะต้องเ็ป และลำบากแค่ไหนกว่าจะผ่านมันไป
เธอรู้ว่าไม่ง่ายเลยกว่าจะกลับมายิ้มได้
แต่เธอก็ทำได้แล้ว เธอกลับมายิ้มได้อีกครั้งแล้ว
หวังว่า อีก 5 ปีต่อจากนี้ เขาจะกลับมายิ้มได้อีกครั้งเช่นกัน…