ปตานีเป็นครโบราณก่อตั้งมานานหลายร้อยปีหลังจากตัวเมืองเดิมเสียหายจากการโจมตีของอาณาจักรชวาเมื่อ ๘๐ปีก่อนจึงย้ายมาสร้างเมืองใหม่อยู่ทางทิศใต้ของอ่าวปตานีราว ๓๐๐ เส้น (๑๒กิโลเมตร) การเดินทางจากอ่าวมักล่องเรือเล็กเข้าสู่แม่น้ำปตานีแล้วมาขึ้นฝั่งทางทิศตะวันตกของตัวเมืองหรือทางด้านหลังเพราะพระราชวังหันหน้าไปเบื้องทิศตะวันออกผังเมืองเป็รูปสีเหลี่ยมกว้างยาวด้านละ ๑๒-๑๓ เส้น (๕๐๐ เมตร)ก่อกำแพงเป็แนวดินสูงขุดคูเมืองรายรอบตลอด มีป้อมทหารอยู่ทั้งสี่มุมกำแพงเมือง
เซียงจือกงพร้อมคณะและเ้าทิพพากันอัญเชิญสิ่งของบรรณาการจากพระเ้ากรุงจีนล่องเรือมาตามแม่น้ำปตานีมีเรือของพระคลังเ้าท่าเมืองปตานีพายนำเมื่อมาถึงท่าพระวังจึงเทียบเรือขึ้นฝั่งแล้วเดินทางต่อด้วยม้าและรถลากที่เตรียมไว้ตามรายทางข้างถนนเข้าเมืองมักพบเห็นโรงพักสินค้าอยู่ทั่วไปและโรงใหญ่ที่สุดย่อมเป็ของไต้ซีหงใกล้กำแพงเมืองมีตลาดและร้านรวงขายสินค้าอยู่คึกคัก เมื่อผ่านประตูเมืองด้านทิศตะวันตกเข้าไปจึงพบเห็นตำหนักต่างๆมักปลูกสร้างใกล้บ่อน้ำขนาดใหญ่ อีกทั้งมีวัดพุทธมหายานและเทวสถานพราหมณ์ปรากฏอยู่หลายแห่งมองไปจะเห็นรูปหล่อสำริดองค์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรประดิษฐานอยู่ภายในวัดพุทธและองค์พระนารายณ์ภายในเทวสถานพราหมณ์
เมื่อเข้าใกล้จนพอมองเห็นด้านหลังพระราชวังทุกคนจึงลงจากหลังม้าโดยพระคลังเ้าท่านำขบวนเดินอ้อมวนขวาเข้าสู่ด้านหน้าซึ่งเป็ลานหินมีต้นไม้ใหญ่ใบโปร่งปลูกเรียงราย ตัวพระราชวังใหญ่โต ก่ออิฐถือปูนเป็ฐานและผนังสลับด้วยงานไม้จำหลักพระทวารและพระบัญชร
บริเวณหน้าพระทวารมีทหารองครักษ์รายล้อมพร้อมทั้งอำมาตย์ใหญ่น้อยผู้ยืนอยู่หน้าสุดเป็ชายสูงวัยอายุราว ๕๐ ปีแต่งกายด้วยผ้าสมปักขลิบทองลักษณะแถบผ้าและลายตะเข็บบ่งบอกศักดิ์ฐานะขุนนางชั้นสูงสุดใบหน้าประดับด้วยหนวดเคราสีเงินบางๆ รับกับผมสีขาวดอกเลา รูปร่างสมบูรณ์ไม่สูงหรือเตี้ยเกินไปบุคลิกสง่าสีหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา
“ข้าพเ้ามหาอำมาตย์วาสุธีเสนาบดีใหญ่นครปตานีขอต้อนรับท่านเซียงจือกงผู้บัญชาการกองเรือสินค้าแห่งพระจักรพรรดิกรุงจีน”อำมาตย์ผู้มีตำแหน่งสูงสุดกล่าวด้วยอาการสนิทสนม
“ขอบพระคุณท่านที่ให้การต้อนรับหนึ่งปีที่ผ่านมาท่านมหาอำมาตย์สบายดีหรือ” เซียงจือกงกล่าวทักทายตอบด้วยไมตรีทุกครั้งที่ล่องเรือมามหาอำมาตย์มักจะเป็ผู้ดูแลต้อนรับอีกทั้งยังเชื้อเชิญไปสังสรรค์ที่เรือนพักของท่านเป็ประจำ
ครั้นสนทนากันไปสักครู่หนึ่งท่านมหาอำมาตย์จึงเชิญคณะทั้งหมดเข้าเฝ้าพระเ้าปตานีโดยเ้าทิพเปลี่ยนตำแหน่งไปติดตามอยู่ด้านหลังคณะของมหาอำมาตย์
เสียงดังจากภายในท้องพระโรงดังขึ้นเซียงจือกงสันนิษฐานว่าเป็คำประกาศให้เบิกคณะของตนเข้าเฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์พระเ้าปตานี
เซียงจือกงเดินก้มหน้าอาการสำรวม ก้าวช้าๆทิ้งระยะให้มหาอำมาตย์และมนตรีที่มารอต้อนรับรวมทั้งเ้าทิพได้เดินเข่าเข้าสู่ภายในท้องพระโรงเป็ลำดับแรกครั้นถึงหน้าพระที่นั่งจึงนำคณะจากกองเรือจีนก้มลงคุกเข่าคำนับจรดพื้นตามประเพณีราชสำนักกรุงจีนต่อผู้ครองนครหัวเมือง
“ข้าพระองค์ เซียงจือกงผู้บังคับบัญชากองเรือสินค้าของพระจักรพรรดิกรุงจีนขอกราบถวายพระพรพระเ้าฤทธิเทวาเจสุตตรา พระเ้าผู้ครองนครปตานี พระเ้าค่ะ”
พระเ้าฤทธิเทวาเ้าเมืองปตานีมีพระนามเดิมว่า เจสุตตรา ประทับบัลลังก์ทองสลักลวดลายพระยานาคทรงสวมมงกุฎทองทรงสั้นประดับเพชรพลอยแวววาวทรงฉลองพระองค์แขนยาวสีน้ำเงินเป็ภูษาไหมตัดเย็บสลับแพรต่วนปักร้อยอัญมณีทรงสร้อยพระสังวาลยาว ทรงพระสนับเพลายาวถึงกลางพระชงฆ์ (หน้าแข้ง) ทรงพระภูษาทับพระพักตร์อิ่มเอิบด้วยปิติ
แม้พระองค์จะทรงภาษาจีนได้แต่ด้วยธรรมเนียมพิธีการเข้าเฝ้าในท้องพระโรงใหญ่จึงมีพระปฏิสันถารผ่านล่ามเพื่อแปลภาษาทอดหนึ่ง
“พระจักรพรรดิแห่งกรุงจีนทรงสำราญพระหฤทัยดีอยู่หรือ”
“พระองค์ทรงพระสำราญดีพระเ้าค่ะและมีรับสั่งให้ข้าพระองค์กราบทูลถามพระองค์เช่นกัน พระเ้าค่ะ”
“ทั้งตัวเราและบ้านเมืองล้วนเป็สุขมิได้มีเื่ใดให้ขัดข้องใจไม่”
“ข้าพระองค์จะได้นำกราบทูลองค์พระจักรพรรดิดังนั้นพระเ้าค่ะ”หยุดครู่หนึ่งจึงกล่าว “ในครั้งนี้ องค์พระจักรพรรดิโปรดให้ข้าพระองค์นำสิ่งของเครื่องกำนัลจากกรุงจีนมาถวายแด่พระองค์พระเ้าค่ะ”
จากนั้นจึงขอเบิกตัวทหารจีนด้านนอกให้ลำเลียงหีบสิ่งของเข้ามาในท้องพระโรงเป็หีบไม้พื้นสีแดงแกะสลักรูปัสีทองโดยรอบ ขนาดกว้างยาวและสูงด้านละ ๓ ศอกจำนวน ๓ หีบ แล้วจัดการเปิดฝาหีบออกทีละใบพร้อมกับตัวนายใหญ่แห่งกองเรือักราบทูลบรรยายว่า
“สิ่งของในหีบแรกเป็เครื่องราชูปโภคลายครามทั้งจานถ้วยชามเครื่องต้น ถ้วยพระสุธารส พระตะพาบ ชามชำระพระหัตถ์ พระสุพรรณศรีเป็ต้น ทั้งหมดวาดเป็ลายดอกไม้ห้าสีเข้าชุดกัน พระเ้าค่ะ”
เมื่อเห็นพระเ้าฤทธิเทวาทรงพยักพระพักตร์พอพระทัยจึงให้ทยอยเปิดหีบอีกสองใบที่เหลือกราบทูลต่อ
“ส่วนหีบที่สอง บรรจุผ้าแพรโล่ต่วนแพรกิมต่วน อย่างละ ๗ สี... และในหีบใบสุดท้ายเป็เครื่องหยกแกะสลักรูปัและงาช้างแกะสลักรูปหงส์...ของทั้งหมดทำถวายโดยช่างเอกผู้มีชื่อเสียงในแต่ละสาขาของราชสำนักกรุงจีนพระเ้าค่ะ”
พระเ้านครปตานีทอดพระเนตรและทรงรับฟังด้วยความพอพระทัยจากนั้นรับสั่งเชิญเซียงจือกงขึ้นนั่งบนตั่งที่จัดไว้เบื้องซ้ายของพระองค์ มีสามที่นั่งสำหรับเซียงจือกงไต้ซีหงและนายกองสินค้า ส่วนเบื้องขวาเป็พระทื่นั่งของพระมเหสี และองค์ชายอัศวเมฆถัดเรียงไปเป็ตั่งเล็กๆ ๔ ตัวตัวแรกและตัวสุดท้ายเว้นว่างไว้สำหรับมหาอำมาตย์วาสุธีและพระคลังนายท่าส่วนตั่งอีก ๒ ตัวตรงกลางมีผู้นั่งอยู่คือ “ขุนพลสิงหล” ผู้คุมกองทัพปตานีและพระคลังนายท่าจากเมืองนครศรีธรรมราช
เมื่อทุกคนเข้านั่งประจำที่เรียบร้อยแล้วองค์ประมุขแห่งปตานีมีพระปฏิสันถารกับนายเรือผู้แทนพระองค์พระจักรพรรดิกรุงจีนในเื่การบ้านการเมืองของสองนคร
บรรยากาศในพิธีต้อนรับเป็ไปด้วยความชื่นมื่นทั้งสองฝ่ายต่างแสดงมิตรไมตรีต่อกันเซียงจือกงกราบทูลให้พระเ้าฤทธิเทวามั่นพระทัยแม้ราชสำนักที่มีอิทธิพลเหนือดินแดนแถบนี้จะเป็สุโขทัยหรืออโยธยาแต่มิว่าอย่างไรปตานีก็คือเมืองท่าเอกอุของคาบสมุทรแห่งนี้ตลอดไป
องค์ชายอัศวเมฆแม้จะทรงเข้าร่วมพิธีต้อนรับเซียงจือกงทุกปีแต่มิได้ตระหนักถึงความสำคัญใดด้วยยังทรงเยาว์และตลอดสิบปีที่เกิดาจลาจลแย่งชิงอำนาจในกรุงจีนกองเรือสำเภาที่แต่งมาก็มิใคร่ยิ่งใหญ่เพิ่งจะเริ่มกลับเข้ามาติดต่อเป็ทางการกับราชสำนักปตานีได้ไม่นาน ครั้นทรงสบช่องจึงรับสั่งแทรกขึ้นว่า
“ท่านนายกองเรือกล่าวยกย่องเมืองปตานีเกินไปจนเรารู้สึกเป็เกียรติยิ่งอีกทั้งราชสำนักกรุงจีนก็โปรดพระราชบิดาของเรานักแต่การกระทำของท่านเมื่อวานนี้ช่างขัดแย้งสิ้นเชิงกับสิ่งที่ท่านกล่าวมาแม้ธรรมเนียมการมอบถวายของกำนัลก็ถูกละเลยหาได้กระทำให้เหมาะสมไม่”
พระเ้าฤทธิเทวาทรงตกพระทัยในสิ่งที่องค์ชายรับสั่งขึ้น
“นี่เ้ากล่าวเื่อันใด”
“ขอเดชะหม่อมฉันกราบทูลตามข้อเท็จจริง อันตัวท่านนายกองเรือผู้นี้รับพระบรมราชโองการจากพระจักรพรรดิกรุงจีนให้เข้ามาด้วยฉันทไมตรีกับนครเราแต่ตัวท่านกลับปฏิบัติหยามเกียรติเมืองปตานี มิได้ใส่ใจในธรรมเนียมปฏิบัติของการถวายของกำนัลใดเลยพระเ้าค่ะ”
“มีเื่ใดเกิดขึ้นหรือ”พระเ้าปตานีรับสั่งถามด้วยฉงนในพระทัย ทรงหันพระพักตร์ไปมาที่คู่กรณีทั้งสอง
องค์ชายอัศวเมฆทรงยิ้มกริ่มสบพระทัยสงบรอเป็เชิงให้นายเรือเป็ฝ่ายเจรจาแก้ตัว
เซียงจือกงเห็นดังนั้นจึงกราบทูลด้วยสีหน้าปกติมิได้สะดุ้งะเือันใดว่า
“ก่อนที่เรือจะเทียบท่าเมื่อวานนี้ท่านไต้ซีหงและคณะได้ขึ้นเรือเพื่อตรวจรายการคนและสินค้าในคณะมีเ้าทิพรวมอยู่ด้วย ต่อมาภายหลังองค์ชายใหญ่ทรงล่องเรือต่างหากเสด็จตามขึ้นมาข้าพระองค์เห็นผิดธรรมเนียมก็แต่องค์ชายอัศวเมฆจึงได้เชิญให้เสด็จกลับลงเรือไปเื่นี้เป็ประเด็นแรก”
“ท่านปฏิบัติถูกต้องแล้ว”พลางทอดพระเนตรไปยังเ้าทิพที่หมอบเฝ้าอยู่ใกล้ๆ เซียงจือกง รับสั่งต่อว่า”เ้าทิพอยู่ในคณะของผู้แทนไต้ซีหงย่อมขึ้นเรือได้ ส่วนคนอื่นใดย่อมไม่สามารถขึ้นไปบนเรือก่อนพิธีการเรียกเทียบท่าจะเสร็จสิ้น...แล้วประเด็นอื่นละ”
พระเ้าฤทธิเทวาทรงวินิจฉัยเฉียบขาดชัดเจนจนองค์ชายราชบุตรทรงหวั่นไหวแม้พระมเหสีผู้เป็พระมารดาซึ่งมิได้ทรงทราบเื่มาก่อนก็ทรงพลอยอึกอักปั่นป่วนพระทัย
นายกองเรือผู้มีลิ้นนักการทูตกราบทูลต่อด้วยสีหน้าแย้มยิ้มประหนึ่งกำลังสนองพระดำรัสถวายเื่เล่าสนุกทั่วไป
“อีกประเด็นคือเมื่อปีที่แล้วเ้าทิพได้ขอของสิ่งหนึ่งเป็การส่วนตัวกับข้าพระองค์คือผ้าแพรไหมดิ้นเงินดิ้นทองมีแต่ในราชสำนักกรุงจีน...”
ยังมิทันกราบทูลเสร็จสิ้นพระสุรเสียงเกรี้ยวกราดของพระเ้าปตานีทรงดังขึ้น
“เ้าทิพ... บังอาจนักไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ตัวเ้าไม่มีศักดิ์ใดจะได้มาขอสิ่งของระหว่างเมืองได้”ทรงจ้องสายพระเนตรดุดันไปที่เ้าทิพที่หมอบเฝ้าอยู่
ชายหนุ่มได้แต่หมอบนิ่งตัวชาวาบด้วยพระสุรเสียงดังและกระด้าง แม้ไม่เงยหน้าขึ้นมองก็รู้ว่าทั้งพิโรธและทรงรังเกียจตนจนอดรู้สึกเจ็บแปลบดวงใจมิได้