บทที่ 4 แพ็กเกจของขวัญสำหรับมือใหม่
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
พระอาทิตย์ที่ทรงพลานุภาพในทะเลทรายแห่งนี้ก็เริ่มเคลื่อนตัวลับหายไปทางทิศตะวันตก แล้วในดินแดนที่ความร้อนแผดเผานี้ก็มีโอกาสได้พักหายใจกับเขาบ้างเสียที
เมื่อตะวันตกดิน แสงตะวันสีทองส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างกระจกที่มีรอยกระดำกระด่างลงมาบนตัวเฉียวซู่ เกิดเป็เงาทอดยาว
มองไปที่ห้องสะอาดเรียบร้อยตรงหน้า เฉียวซู่ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
นอกจากขยะครัวเรือนกองใหญ่แล้ว ผู้พิทักษ์ทะเลทรายคนก่อนก็ได้ทิ้งของดี ๆ ไว้เยอะมากเช่นกัน
มีดญี่ปุ่นแหลมคมหนึ่งเล่ม เชือกไนลอนแข็งแรงหนึ่งม้วน กาต้มน้ำความจุสูงหนึ่งใบ แว่นตาดำหนึ่งอัน วัสดุไม้ที่รื้อออกมาจากเฟอร์นิเจอร์ที่ทิ้งแล้วหนึ่งกอง...
นอกจากนี้ยังมีหนังสือพร้อมภาพประกอบหนึ่งกอง ที่น่าจะเป็ของาุโรุ่นก่อน ๆ ที่ใช้อ่านแก้เบื่อ
เฉียวซู่หยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาเปิดพลิกดูด้วยความสงสัย แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนสีทันที
บ้าเอ้ย นี่มัน... ‘บุปผาในกุณฑีทอง’*[1]!
ผู้พิทักษ์คนไหนที่ทิ้งสมบัติชิ้นนี้ไว้กัน?
ถูกส่งมาที่เขตพื้นที่ 044 นี่แล้วแท้ ๆ ยังมีกะจิตกะใจมาศึกษา ‘หนังสือมหัศจรรย์แห่งยุค’ นี่อยู่อีก?
เฉียวซู่อาศัย่ที่กล้องยังไม่ได้จับภาพไปที่ชื่อหนังสือรีบยัด ‘บุปผาในกุณฑีทอง’ ไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง
พอสำรวจกองหนังสือนี้อีกครั้ง นอกจากหนังสือแปลก ๆ ประเภทนี้แล้ว ก็ยังมีนิตยสารรูปภาพต่าง ๆ แก้เบื่ออีกเพียบ
สรุปแล้ว ...ของดี ๆ ทั้งนั้น
เฉียวซู่เก็บของดีพวกนี้ด้วยสีหน้าและจิตใจที่พยายามเก็บอาการ เขาพูดกับกล้องต่อไปว่า
“การเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมที่เป็ป่า สิ่งแรกที่ต้องจัดการก่อนเลยก็คือสิ่งจำเป็ขั้นพื้นฐานสุดของมนุษย์ อย่างพวก ‘อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยานพาหนะ’”
“ปัญหาเื่ที่อยู่อาศัยนับว่าได้จัดการแบบชั่วคราวไปแล้ว ต่อไปผมจำเป็ต้องก่อกองไฟก่อน แล้วค่อยแก้ปัญหาเื่อาหารทีหลัง”
เขามองไปยังเฟนเนกน้อยที่หลับอยู่บนเตียง และพูดด้วยรอยยิ้ม “หลังจากเผชิญเื่หนักหนามาเป็เวลานาน เ้าตัวน้อยก็น่าจะหิวมากแล้วละ อาการาเ็ของมันก็คงที่แล้ว น่าจะสามารถกินอะไรได้บ้าง”
เฉียวซู่เดินไปอีกด้านหนึ่ง ยกวัสดุไม้สองสามชิ้นที่ผู้พิทักษ์ทะเลทรายคนก่อนทิ้งไว้มาทำฟืน
แม้ว่าศูนย์ควบคุมจะดูเรียบง่าย แต่ก็มีของครบครัน
สิ่งที่ทำให้เฉียวซู่พึงพอใจเป็ที่สุดคือเตาผิงสไตล์เรียบง่าย บนผนังทิศเหนือของห้องครัว ซึ่งสามารถใช้ในการจุดไฟและอุ่นอาหารได้
หลังจากโยนฟืนเข้าไปในเตาผิง นำเฟนเนกน้อยไปอยู่ในห้องครัวด้วยกันแล้ว เฉียวซู่ก็พูดคุยกับผู้ชมต่อ
“เมื่อต้องเอาชีวิตรอดในป่า วิธีการจุดไฟนั้นมีหลากหลาย วันนี้ผมจะสอนวิธีจุดไฟในป่าที่ง่ายและใช้ได้จริงที่สุดให้กับทุกคน”
ประโยคนี้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชมทั้งหลาย
จะจุดไฟด้วยมือเปล่าเหรอ? หรือจะใช้วิธีจุดไฟด้วยการปั่นไม้? หรือจุดไฟด้วยคันธนูปั่นไม้?
พูดจบภายใต้การจดจ้องของทุกคน เฉียวซู่หยิบเอาสิ่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋า… ไฟแช็ก
เปลวไฟที่ถูกพ้นออกจากไฟแช็ก จุดไฟที่ฉนวนจุดไฟใต้ฟืนให้ลุกไหม้ได้อย่างง่ายดาย
[เอ่อ ...ขอบคุณนะคุณเ้าของไลฟ์ ที่ทำให้ฉันได้รู้วิธีจุดไฟจากไฟแช็ก]
[คนที่จุดไฟในป่าเป็และคนที่จุดไฟในป่าไม่เป็เงียบกันไปหมดแล้ว]
[ฉันเพิ่งมาใหม่ เ้าของไลฟ์นี่กวนแบบนี้มาตลอดเลยเหรอ?]
เมื่อมองดูเปลวไฟที่ค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น เฉียวซู่ก็อธิบายด้วยรอยยิ้ม
“ในป่า สิ่งที่มีค่ามากที่สุดก็คือพลังกายของคุณ”
“ดังนั้น แทนที่จะเสียเวลาไปกับพวกวิธีโบราณที่ต้องใช้ทั้งเวลา และกำลังกายใจ ไม่สู้เตรียมพวกไฟแช็กหรือหินเหล็กไฟไว้เผื่อยามฉุกเฉินเลยแต่เนิ่น ๆ”
“แน่นอนว่าถ้าไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ติดตัว ก็คงทำได้เพียงจุดไฟด้วยมือเปล่าเท่านั้น วิธีการจุดไฟด้วยมือเปล่ามีมากมาย หากภายภาคหน้ามีโอกาส ผมจะสาธิตให้ทุกคนดู”
เปลวไฟยังคงใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เฉียวซู่หยิบหม้อเหล็กออกมาจากกระเป๋าเดินทางข้าง ๆ เติมน้ำดื่มลงไปด้วยความเสียดายเล็กน้อย
น้ำที่ทีมขนส่งส่งมามีปริมาณจำกัด จำเป็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง
อาศัยตอนที่น้ำกำลังเดือด เฉียวซู่สื่อสารกับระบบในใจอย่างเงียบ ๆ
‘ระบบ ช่วยเรียกใช้แพ็กเกจของขวัญมือใหม่ให้ฉันที’
[ติ๊ง! แพ็กเกจของขวัญสำหรับมือใหม่ถูกเปิดใช้งานแล้ว ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับ]
[ทักษะการต่อสู้ : การยิงขั้นกลาง]
[พัฒนาสมรรถภาพทางกาย]
[ปืนลูกโม่โคลท์ไพธอน หนึ่งกระบอก พร้อมะุ 200 นัด]
[น้ำดื่ม 10 ลูกบาศก์เมตร]
[นมสดมอมอ 10 ขวด]
[ต้นอ่อนแซกซอลดำที่ปรับปรุงแล้ว 100 ต้น]
[ของรางวัลข้างต้นได้ถูกแจกจ่ายไปยังคลังเก็บของของระบบแล้ว โฮสต์สามารถเรียกใช้งานได้ตลอดเวลา]
เฉียวซู่หรี่ตาลง พยายามสุด ๆ ที่จะระงับความตื่นเต้นภายในใจ
ถึงจะมีของไม่มาก แต่ก็ล้วนเป็ของจำเป็เร่งด่วน
ตอนนี้เขากำลังถ่ายทอดสดอยู่ ทำให้แสดงออกได้ไม่มากมัก เฉียวซู่ทำได้เพียงระงับความตื่นเต้นไม่ให้ตนเองนำของออกมาเสียก่อน
ในขณะที่เฉียวซู่กำลังอยู่ในภวังค์ อยู่ ๆ ก็รู้สึกถึงความนุ่มนิ่มจากที่มือ
พอเขาก้มมอง ก็เป็เ้าเฟนเนกน้อยนั่นเองที่ะโเข้ามาในอ้อมแขนของตน ตาคู่โตจ้องมองน้ำเดือดในหม้อโดยไม่ขยับเขยื้อน
เมื่อรับรู้ได้ว่าเฉียวซู่รู้ตัวแล้ว เ้าตัวน้อยก็หันไปมองเฉียวซู่ ดวงตาโตนั่นเบิกกว้างจนกลม ปากเล็กแหลมก็ยกขึ้นเล็กน้อย
“หงิง ๆ”
จิ้งจอกเฟนเนกสามารถทำเสียงได้หลายแบบ ‘งี้ด ๆ’ แสดงถึงการขู่เตือน แต่ ‘หงิง ๆ’ ก็เป็เสียงแนวออดอ้อน
มองดูเ้าตัวน้อยน่ารักในอ้อมแขน เฉียวซู่อดไม่ได้ที่จะยิ้มแล้วพูด “นี่น้ำร้อน กินไม่ได้”
ชั่วขณะหนึ่ง เฉียวซู่ก็นึกถึง ‘นมสดมอมอ’ ที่อยู่ในแพ็กเกจของขวัญ
ในฐานะคนที่ทะลุมิติมา เฉียวซู่คุ้นเคยกับสิ่งนี้ดี นี่เป็นมจากกระป๋องนมใหญ่ใน ‘โปเกมอน’ เชียวนะ ไม่ว่าจะเื่รสชาติ หรือโภชนาการก็ล้วนเป็ตัวเลือกชั้นดี
นมสดมอมอมีประโยชน์ต่อพลังสปิริตเป็อย่างมาก เฟนเนกน้อยกินแล้วคงได้สำเร็จเป็เซียนจิ้งจอกเลยทันที
จิ้งจอกเฟนเนกเป็สัตว์ที่กินอาหารหลากหลาย มันแทบจะกินได้หมดทุกอย่าง
รวมทั้งประเภทเนื้อสัตว์ อย่างสัตว์ฟันแทะตัวเล็ก กิ้งก่า นก สัตว์จำพวกไข่ และแมลง พวกผลไม้ ใบไม้ รวมถึงรากพืชก็เป็อาหารอย่างหนึ่งของมันเช่นกัน
สภาพแวดล้อมในทะเลทรายนั้นโหดร้าย พวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ที่นี่ไม่ใช่สัตว์บอบบางที่ต้องคอยดูแล เกือบทั้งหมดเป็พวกที่มีกระเพาะแข็งแรง
“รออยู่ตรงนี้ไปก่อนนะ อย่าเดินเพ่นพ่านล่ะ”
เฉียวซู่ปรับมุมกล้องให้เล็งไปที่เฟนเนกน้อย จากนั้นตนก็เดินไปยังห้องเก็บสัมภาระนอกตัวบ้าน แล้วเรียกเอานมสดมอมอออกมาหนึ่งขวด
ทันทีที่คลายเกลียวฝาขวด กลิ่นหอมของนมก็กระจายไปทั่วห้อง กลิ่นหอมกลมกล่อมของนมอบอวลไปในอากาศ
เฟนเนกน้อยที่อยู่ห่างห้องครัวไม่ไกลย่นจมูกเล็ก ๆ ของมัน ยืดตัวขึ้นตรง หูใบใหญ่ทั้งสองข้างตั้งตรงหันไปทางเฉียวซู่
ไม่ต้องพูดถึงเฟนเนกน้อยที่ไม่สามารถต้านทานกลิ่นนมหอมหวานที่ล่อลวงนี้ได้ด้วยซ้ำ แม้แต่เฉียวซู่เองก็อดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปากแห้งผากของตน
นมนี่ จะหอมเกินไปแล้วมั้ง…
เฉียวซู่ที่พยายามหักห้ามใจอยู่ครู่นั้น สุดท้ายก็สามารถกลั้นไม่ให้ตัวเองหุนหันดื่มนมเข้าไปคำโต
คนดีที่ไหนเขาแย่งนมสัตว์เลี้ยงกิน แถมยังเป็นมจากนมขวดใหญ่นี่อีก
พอเทนมลงในชามแล้ว เฉียวซู่ก็เดินเข้าไปในครัวอีกครั้ง
เฟนเนกน้อยทนไม่ไหวตั้งนานแล้ว มันเดินกะเผลกเข้ามากระดิกหางคลอเคลียเฉียวซู่
เฉียวซู่มือถือชามนมข้างหนึ่ง อีกข้างดันหัวเล็ก ๆ ขนฟูนั่นออก
“เลิกซนได้แล้ว ถ้ายังวุ่นวายอยู่อีกจะไม่ยกชามนมนี้ให้แกนะ”
เห็นได้ชัดว่าเ้าเฟนเนกน้อยไม่เข้าใจคำของเฉียวซู่ มันเอาแต่พยายามดันหัวตัวเองไปที่ขอบชามนม
ไม่มีทางเลือก เฉียวซู่ทำได้เพียงวางชามใส่นมลงบนพื้น
ดวงตาของเ้าตัวน้อยเป็ประกาย มันเดินเข้าไปและแลบลิ้นออกมาเลียกินน้ำนมอันแสนหวาน
เห็นเ้าตัวน้อยกินด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู เฉียวซู่ก็อารมณ์ดีขึ้น
“ในเมื่อได้รับเลี้ยงเ้าตัวน้อยนี่แล้ว งั้นก็ควรตั้งชื่อให้มันสักหน่อย” เฉียวซู่มองเ้าตัวน้อยที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับการกินอย่างครุ่นคิด
[1] บุปผาในกุณฑีทอง เป็นวนิยายอีโรติกชั้นคลาสสิกของจีน เป็เื่ราวชะตาชีวิตของพ่อค้าจอมฉ้อฉลที่รุ่งโรจน์และอับปาง ประพันธ์โดยนักเขียนนิรนามในปลายศตวรรษที่ 16