ซ่งจื่อเหยาได้แต่เฝ้ามองเซียวหย่งเต๋อลงมือต่อยตีอย่างขัดใจเขาไม่เพียงออมมือให้บรรดาคนของเฉิงซิ่นเล่อแถมที่บอกว่าจะลงมือสั่งสอนเฉิงซิ่นเล่อนางยังไม่เห็นว่าเขาจะได้ลงมือสั่งสอนเฉิงซิ่นเล่อเลยสักนิด ซ่งจื่อเหยาทำได้แค่พ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด..พ่นลมหายใจ! นางไม่ได้รู้สึกเช่นนี้มานานแล้วพอคิดได้เช่นนั้นนางก็รีบดึงมือข้างขวาของตนเองกลับแล้วชกออกไปสุดแรงหลังจากนั้นก็แย่งชิงกระบี่ในมือของเฉิงซิ่นเล่อได้แล้วตวัดจู่โจมเฉิงซิ่นเล่อและคนที่มาโจมตีไปอย่างไม่ออมมือ
“ซ่งจื่อเหยาข้าจะฆ่าเ้า” เมื่อเอ่ยจบเฉิงซิ่นเล่อก็ทะยานร่างเข้ามาโจมตีอย่างดุดันทักษะการโจมตีของนางเมื่อเทียบกับสตรีทั่วไปถือว่ายอดเยี่ยมแต่น่าเสียดายที่เมื่อเทียบเคียงกับซ่งจื่อเหยาแล้วถือฝีมือของนางกลับดูอ่อนด้อยไปในทันที
‘ข้าควบคุมร่างกายของตนเองได้แล้ว’ซ่งจื่อเหยาะโก้องอยู่ในใจด้วยความยินดีแล้วลงมือแย่งกระบี่ของซ่งจื่อเหยามาแล้วใช้กระบี่ด้ามนั้นโจมตีเข้าใส่เฉิงซิ่นเล่ออย่างดุดันหากไม่เพราะยามนี้นางยังอยู่ในกองทัพที่บิดาของเฉิงซิ่นเล่อเป็รองแม่ทัพนางคงจะจัดการสตรีผู้นี้ให้ตายในกระบี่เดียวแล้วเพียงแต่เพราะเกรงว่าจะเป็การสร้างศัตรูให้แก่ตนเองอย่างไม่คุ้มค่านางจึงทำได้แค่สั่งสอนเฉิงซิ่นเล่ออย่างพอเหมาะเพียงเท่านั้น
“เ้า!ฆ่าเสียเลยดีกว่า”เฉิงซิ่นเล่อะโออกมาเมื่อพบว่าผมของตนเองร่วงหล่นบนพื้นเป็จำนวนมากสำหรับสตรีแคว้นต้าเป่ยแล้วความงามของเส้นผมคือเครื่องบ่งชี้ความงามของสตรี ยามนี้เมื่อได้เห็นปอยผมที่ร่วงลงมาหลายปอยในใจของเฉิงซิ่นเล่อพลันอัดแน่นไปด้วยความโกรธ
“เข้ามาสิ!ข้าจะโกนผมบนหัวของเ้าจนหมดส่วนเสื้อผ้าของเ้าข้าก็จะใช้กระบี่ด้ามนี้ของเ้าปลดออกให้เกลี้ยงฆ่าเ้าให้ตายมันเป็เื่ง่ายแต่ทำให้เ้าอับอายจนมีชีวิตอยู่ไม่ได้ต่างหากที่ข้าอยากลองจะได้รู้ว่ามันเป็เื่ง่ายหรือว่าเป็เื่ยากที่จะทำได้”เมื่อเอ่ยจบซ่งจื่อเหยาก็แทงกระบี่ออกไปเมื่อเฉิงซิ่นเล่อหลบคมกระบี่ของนางพ้นและกำลังเสียหลักนางก็ใช้มืออีกข้างที่ว่างตบเข้าไปที่ใบหน้าของเฉิงซิ่นเล่อไปหลายที
“เพี๊ยะเพี๊ยะ” ซ่งจื่อเหยาออกแรงตบอย่างเต็มที่จนเฉิงซิ่นเล่อล้มลงไปกองที่พื้นนางควงกระบี่ในมืออย่างย่ามใจพลางคิดในใจว่าในที่สุดก็ได้ทำในสิ่งที่อยากทำเสียทีที่สำคัญนางสามารถกลับเข้าร่างของตนเองได้แล้ว
“พวกเ้ามันไม่ได้เื่ข้าบอกให้พวกเ้าลงมือฆ่านางอย่างไรเล่า”เฉิงซิ่นเล่อที่ยามนี้ทั้งเจ็บทั้งอับอายหันไปตวาดใส่คนของนางแต่ยามนี้คนของนางต่างก็ล้มลงไปกองที่พื้นจนหมดแล้ว
“เล่อเล่อ!เ้าหยุดได้แล้ว” เสียงของเฉิงอวิ๋นตวาดก้องจนทุกคนต้องหันไปมองเขาสวีรั่วหานรีบเข้าไปดูอาการของบุตรสาวในทันที
“นางไม่ได้เป็อันใดมากได้รับาเ็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”เมื่อสวีรั่วหานเอ่ยเช่นนี้เฉิงอวิ๋นก็รีบหันไปเอ่ยวาจาขออภัยต่อซ่งจื่อเหยาในทันที
“ขอบคุณท่านแม่ทัพซ่งที่ยอมยั้งมือไว้ไมตรีข้าไม่ดีเองที่ตามใจนางมากจนเกินไป”เมื่อเฉิงอวิ๋นเอ่ยเช่นนี้ซ่งจื่อเหยาจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนล้า
“เมื่อครู่นาง้าจะฆ่าข้าครั้งนี้ข้าเห็นแก่ที่เฉิงฮูหยินเคยช่วยเหลือข้าเอาไว้จึงได้ละเว้นโทษตายให้แก่นางแต่หากมีครั้งหน้าอีกข้าคงจะไม่ยั้งมือแล้วนะเพราะข้าไม่อยากจะเอาชีวิตของตนเองมาเสี่ยงเพียงเพราะคำว่าหนี้บุญคุณหรอก”ซ่งจื่อเหยาเอ่ยพลางสะบัดศีรษะเมื่อความอ่อนเพลียและความวิงเวียนเข้าจู่โจมนางเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดร่างกายของนางจึงได้อ่อนล้ามากถึงขนาดนี้แต่ที่นางััได้ก็คือหากนางสิ้นสติไปในยามนี้นางอาจจะถูกเซียวหย่งเต๋อแย่งร่างกายของนางไปอีก
“ข้าจะจดจำเอาไว้และข้าขอรับรองว่าข้าจะลงโทษนางอย่างหนักอีกทั้งจะอบรมนางให้ดีกว่านี้ไม่ให้นางมาก่อกวนท่านอีก”เมื่อเอ่ยจบเฉิงอวิ๋นก็หันมาไปสั่งให้คนของตนเองพาบุตรสาวของเขาไป
“ให้ข้าตรวจร่างกายของท่านสักหน่อยเถิดดูเหมือนว่าท่านจะมีอาการที่ไม่ค่อยจะดี”สวีรั่วหานเดินมาเอ่ยกับซ่งจื่อเหยาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ข้า...”ซ่งจื่อเหยาเอ่ยออกมาได้เพียงเท่านี้แล้วร่างกายก็ล้มพับลงไปบนพื้นในทันทีสวีรั่วหานรีบเข้ามาประคองนางแล้วหันมาเอ่ยกับสามีด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“พานางเข้าไปด้านในหากนางเป็อันใดขึ้นมาแม้แต่สกุลเฉิงของท่านทั้งสกุลก็คงจะแบกรับความผิดเอาไว้ไม่ไหว”เมื่อสวีรั่วหานเอ่ยเช่นนี้เฉิงอวิ๋นก็รีบตรงเข้ามาอุ้มซ่งจื่อเหยาขึ้นแล้วหันไปเอ่ยกับเฉิงซิ่นเล่อด้วยสีหน้าจริงจัง
“เ้ากลับไปที่เรือนของเ้าแล้วจงสำนึกตนเองให้ดีนางเป็ผู้ใดแล้วเ้าเป็ผู้ใดจงกลับไปวิเคราะห์ดูให้ดี”เมื่อเอ่ยจบเฉิงอวิ๋นก็อุ้มซ่งจื่อเหยาเข้าไปในเรือน
“นางเป็ผู้ใดแค่แม่ทัพที่เป็สตรีจากต่างแคว้นไม่มีค่าเพียงพอที่จะมาเป็ชายาของท่านอ๋องหรอก”เฉิงซิ่นเล่อเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองและเจ็บช้ำ
“เพี๊ยะ!”สวีรั่วหานลงมือตบบุตรสาวเพียงคนเดียวของตนเองด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง
“บุตรสาวของข้ามีแค่เพียงเ้าหลายปีมานี้ข้าจึงพยายามที่จะสอนสั่งเ้าทุกอย่างแม้ว่าเ้าจะไม่สนใจใฝ่เรียนรู้ข้าก็ไม่ว่าเพราะคิดว่าเมื่อเ้าเติบใหญ่ก็คงจะคิดได้และเรียนรู้ที่จะฝึกฝนและพัฒนาตนเองเพื่อให้ตนเองสามารถเอาตัวรอดได้ในอนาคตแต่ไม่เลย! เ้าทำให้ข้าได้เห็นแล้วว่าเ้าไม่เพียงยังคิดไม่ได้แถมเ้ายังโง่งมจมอยู่แต่กับความคิดที่ผิดๆของตนเองอีกด้วย” สวีรั่วหานดุด่าบุตรสาวของตนเองด้วยความเจ็บช้ำ
“แม่ทัพซ่งผู้นี้เป็บุตรีของแม่ทัพใหญ่แคว้นเหลียนก็จริงแต่เ้าคิดว่าหากนางไม่มีความสามารถนางจะสามารถคว้าตำแหน่งแม่ทัพมาครองได้หรือนิ่งกั๋วกงผู้เป็บิดาของนางมีอำนาจสูงสุดในแคว้นเหลียนเป็รองแค่เพียงหลี่เสวียนฮ่องเต้เพียงผู้เดียวเท่านั้นเ้าคิดว่าหากเมื่อครู่นี้เ้าฆ่าแม่ทัพซ่งได้จริง ตัวเ้า สกุลเฉิงของพวกเรารวมไปถึงแคว้นต้าเป่ยแห่งนี้ยังจะรอดจากความพิโรธของนิ่งกั๋วกงได้หรือ”เมื่อสวีรั่วหานเอ่ยเช่นนี้เฉิงซิ่นเล่อก็เม้มปากแน่น
หลายปีมานี้นางคิดว่าตนเองจะต้องได้เป็ชายาของฉู่อ๋องแน่องค์ฮองไทเฮามักจะตรัสเสมอว่านางคือว่าที่พระสุณิสาแม้ว่าฉู่อ๋องเซียวหย่งเต๋อจะบอกปัดเื่นี้อยู่หลายครั้งแต่เพราะเขาไม่มีสตรีอื่นเคียงกาย นางจึงมีความหวังมาโดยตลอดแต่พอมีเื่ของซ่งจื่อเหยาเข้ามาทำให้ความหวังของนางต้องพังทลายนางจึงคิดว่าขอเพียงกำจัดซ่งจื่อเหยาไปเสียนางก็จะยังคงมีความหวัง
“แม่รู้ว่าเ้าคิดอันใดอยู่แต่ต่อให้ไม่มีแม่ทัพซ่งเ้าก็ยังไม่อาจจะสมหวังก่อนหน้านี้ต่อให้เขาทำเช่นใดเ้าก็ไม่มีทางรักเขา ในทางกลับกันคนที่ไม่ได้รักเ้าต่อให้เ้าทำเช่นไรเขาก็ไม่มีทางหันมารักเ้าเช่นเดียวกัน”คำพูดของสวีรั่วหานทำให้เฉิงซิ่นเล่อหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความเจ็บช้ำ
“ท่านแม่”
“กลับไปสำนึกผิดเสียหลังจากนี้ก็จงอย่าออกไปไหน ตำราที่แม่ให้เ้าไปจงศึกษาและเรียนรู้ให้ดีโลกใบนี้นั้นกว้างใหญ่อย่าได้ผูกใจเอาไว้แค่กับคนแค่เพียงคนเดียว”เมื่อนางเอ่ยจบก็เข้าไปในเรือนเพื่อตรวจชีพให้ซ่งจื่อเหยา
เซียวหย่งเต๋อรู้สึกได้ว่าเขากลับเข้าร่างของตนเองแล้วเพียงแต่ยังไม่อาจจะขยับตัวได้เขาได้ยินเสียงต่อสู้ที่อยู่นอกเรือนก็คาดเดาได้ว่ายามนี้ซ่งจื่อเหยาคงจะกำลังต้านรับการโจมตีอยู่เขาพยายามขยับตนเองอยู่หลายครั้งแต่แม้กระทั่งจะลืมตาก็ยังไม่ได้เลย จวบจนได้ยินเสียงของเสี่ยวหยินที่พยายามเรียกซ่งจื่อเหยาด้วยความร้อนรนในใจของเขาก็พลันร้อนรนด้วยคิดว่าจะต้องเกิดเื่กับซ่งจื่อเหยาแน่เขาพยายามต่อสู้กับความหนักอึ้งของร่างกาย อยากจะตื่นขึ้นมาแล้วไปหานางแต่ก็ไม่อาจจะทำได้แม้กระทั่งเรียกชื่อนางก็ยังไม่อาจจะทำได้
“จื่อเหยา”ในที่สุดเขาก็สามารถทำได้สำเร็จเซียวหย่งเต๋อรู้สึกยินดีเป็อย่างมากเขาจึงรีบลืมตาขึ้นมาแล้วก็ต้องนิ่งกันไปเมื่อพบว่าสองสามีภรรยาสกุลเฉิงกำลังจ้องมองเขาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วง
“ท่านแม่ทัพท่านมองดูที่มือของข้า ยามนี้ข้าชูนิ้วขึ้นมากี่นิ้ว”คำถามของสวีรั่วหานทำให้เซียวหย่งเต๋อนิ่วหน้า เขาเอ่ยตอบออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า
“สองนิ้ว”เขาเอ่ยพลางก้มลงมาสำรวจร่างกายของซ่งจื่อเหยาแล้วก็ทอดถอนใจออกมาเมื่อพบว่าร่างกายของนางไม่ได้เป็อันใด
‘ข้าไม่ได้เป็อันใดก็แค่ยามนี้ท่านกลับมาแย่งร่างของข้าไปอีกแล้ว’ เสียงของนางทำให้เขาทอดถอนใจออกมา
‘ไม่ได้เป็อันใดก็ดีแล้ว’เขาบอกกับนางอยู่ในใจแล้วก็หันไปมองยังห้องนอนของตนเองที่ในยามนี้มีร่างของเขาอยู่ในนั้น