ปี้นๆๆเสียงบีบแตรรถลากยาวของรถบรรทุกพ่วงแล้วตามมาด้วยเสียงเบรคดังกระชั้นชิดของรถกระบะ
เอี๊ยด โครมเสียงรถชนดังสนั่นขึ้นในเช้าตรู่ของวันที่ 14กรกฎาคมปีดวงดาวที่ 2006
เกิดอุบัติเหตุรถกระบะชนกับรถบรรทุกพ่วงบริเวณช่องทางกลับรถในสถานที่เกิดเหตุมีผู้เสียชีวิตหนึ่งรายเป็เพศหญิงซึ่งเป็คนขับรถกระบะ
หลังจากการสอบสวนทราบว่าผู้ตายเป็แม่ค้ากำลังจะนำสินค้าไปขายที่ตลาดด้านหน้าซึ่งห่างจากที่เกิดเหตุเป็ระยะทางประมาณอีก5 กิโลเมตร สันนิษฐานว่าผู้ตายมีอาการหลับใน
เนื่องจากไม่มีร่องรอยของการเบรครถเพื่อชะลอความเร็วเลยจึงทำให้รถกระบะของเธอพุ่งชนรถบรรทุกพ่วงอย่างแรงทำให้เกิดอุบัติเหตุสลดดังกล่าว
เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจดังขึ้นรอบๆตัวของขวัญซึ่งในขณะนี้เ้าตัวยังคงงุนงงอยู่เพราะไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่
จำได้ล่าสุดว่าเธอกำลังจะขับรถไปขายของที่ตลาดเอ๊ะใช่แล้วมีรถบรรทุกตัดหน้าเธอ แต่ตอนที่เห็นเธอไม่สามารถหยุดรถได้ทันทำให้เธอได้ชนเข้ากับรถบรรทุกคันนั้นทันที
เมื่อเธอนึกได้เธอก็รีบไปดูที่รถของตัวเองเธอเห็นสภาพรถด้านหน้าที่ยุบบุบเข้ามาทางด้านฝั่งที่เธอเป็คนขับ
จนเ้าหน้าที่กู้ภัยไม่สามารถที่จะทำการเปิดประตูรถออกได้จำเป็จะต้องใช้เครื่องมือตัดประตูออกเพื่อนำร่างของผู้ที่อยู่ในรถออกมา
เมื่อขวัญได้เห็นร่างนั้นถนัดตาเธอถึงกับทรุดตัวลงและกรีดร้องด้วยความเ็ปและเสียใจเนื่องจากร่างที่เ้าหน้าที่ยกออกมานั้นเป็ร่างของตัวเอง
ที่ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าที่สมบูรณ์ได้เพราะกระโหลกศีรษะของเธอทางด้านขวายุบเข้ามาจนเห็นมันสมองสีขาวที่ไหลเยิ้ม พร้อมกับลูกตาที่กำลังห้อยต่องแต่งคล้ายจะหลุดอยู่ร่อมร่อ
ฮือๆเสียงร้องไห้คร่ำครวญจากดวงิญญาตนหนึ่งที่ดังขึ้นมาโดยที่ไม่มีใครได้ยินพร้อมทั้งเสียงตัดพ้อต่อว่าถึงความโชคร้ายของตน ฉันตายแล้ว ตายแล้วจริงๆ อย่างนั้นเหรอนี่ เป็เสียงคำถามที่ถามตัวเองซ้ำๆ ของดวงิญญาตนนี้ที่ไม่อาจจะยอมรับชะตากรรมของตนได้แม้เพียงสักนิด
แล้วลูกของฉันละจะอยู่กันยังไงด้วยิญญาของตนทราบดีว่าสามีของตนนันเป็คนกินแต่เหล้า ไม่สนใจลูก
ญาติพี่น้องก็ไม่น่าจะพึงพาอาศัยได้เพราะส่วนใหญ่มีแต่มาพึ่งตนเองทำไมกันทั้งๆ ที่ฉันหมั่นทำความดีมาตลอด
พอทำงานหาเงินเองได้ก็ส่งเสียให้พ่อแม่ถึงแม้ว่าแม่คนนั้นจะเป็แม่เลี้ยงก็ตาม ชีวิตนี้ของฉันทำไมถึงได้อาภัพแบบนี้กัน
ทำไมต้องให้ลูกๆของฉันเป็เด็กกำพร้าเหมือนตัวเองด้วยทำไมขวัญได้แต่จมจ่ออยู่กับตัวเองโดยที่ไม่ได้สนใจสิ่งใดรอบๆ ตัวเลยสักนิด
“แม่หนู แม่หนูขวัญ”เสียงแหบๆ ของหญิงชราดังขึ้นร้องเรียกขวัญที่กำลังส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญอยู่
ใครเสียงใครทำไมเราถึงได้ยินเหมือนมีคนเรียกเราล่ะ ขวัญไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองหาต้นเสียงนั้นทันที
เพราะเธอเอาแต่ก้มหน้าร้องไห้ไม่ได้สนใจสิ่งใดรอบตัวเลยด้วยซ้ำเนื่องจากคิดว่าคงไม่มีใครเห็นเธอแน่ๆ
แต่พอเธอได้เงยหน้าขึ้นมาตอนนี้เธอกับมองเห็นหญิงชราผมสีดอกเลาชุดขาว มองมาทางเธอเปี่ยมไปด้วยความเมตตา
“คุณยายเรียกหนูเหรอค่ะคุณยายมองเห็นหนูใช่ไหมคะ แล้วคุณยายเป็ใครทำไมถึงรู้จักชื่อของหนูด้วย”ขวัญเอ่ยถามคนตรงหน้าด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ
“ใช่ฉันเรียกหนูเอง ฉันเป็ใครหนูไม่จำเป็ต้องรู้หรอกฉันมาที่นี่เพราะจะมาบอกหนูว่าชีวิตของหนูที่ผ่านมานั้นมันคือเื่ราวส่วนหนึ่งในนิยายที่ถูกเขียนและกำหนดเอาไว้แล้ว
อ่ะอย่าเพิ่งถามอะไร หญิงชรารีบห้ามขวัญทันทีเมื่อมองเห็นว่าขวัญกำลังจะอ้าปากถาม
และที่ฉันมาที่นี่ก็เพราะว่าฉันเห็นถึงความกตัญญูและความดีที่หนูเคยได้ทำมา
ฉันถึงอยากยื่นข้อเสนอให้หนูได้กลับไปแก้ไขและได้ดำเนินชะตาชีวิตที่เป็เื่จริงของตัวเอง
แต่การกลับไปในครั้งนี้หนูจะมีหน้าที่พิเศษบางอย่างติดตัวไปด้วยฉันไม่สามารถบอกหนูได้ว่าหน้าที่นี้คืออะไร เพราะมันเป็เงื่อนไขของการแลกเปลี่ยน
แต่ฉันสามารถรับรองได้ว่าไม่ให้ไปทำเื่เลวร้ายและผิดศีลธรรมอย่างแน่นอน”หญิงชราได้กล่าวออกมาอย่างยืดยาว พร้อมทั้งมองขวัญไปด้วย ซึ่งตอนนี้ขวัญกำลังคิดประมวลผลเื่ราวที่คุณยายท่านนี้ได้พูดออกมาในความคิดของขวัญนั้นมี แต่ให้โอกาสกลับไปแก้ไขนิยาย นี่มันคืออะไรกัน
หากเราได้ย้อนกลับไปเราก็จะได้อยู่กับลูกๆของเรา แต่มีหน้าที่ ที่เราเองก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร ขวัญคิดวนเวียนอยู่อย่างนั้นสักพักแล้วจึงตัดสินใจ
“ตกลงค่ะหนูยินดีทำหน้าที่พิเศษที่ว่า ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าคือหน้าที่อะไรก็ตาม เพราะหนูอยากกลับไปอยู่กับลูกๆค่ะ” ขวัญแสดงเจตนาของตนอย่างแน่วแน่ทันที
เมื่อหญิงชราได้ยินคำตอบที่พอใจแล้วก็ยกมือพนมขึ้นกลางอกแล้วท่องคาถาบางอย่างทันที สักพักก็มีลมหมุนวนอยู่รอบๆ ตัวขวัญแล้วหอบพัดพาดวงิญญาของขวัญปลิวไปทันที โดยที่ขวัญยังไม่ทันตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ
ณ.หมู่บ้านหนองนา เมืองพรรตคีรี อาณาจักรดวงดาวแห่งสายน้ำ ปีดวงดาวที่ 1978 ท่ามกลางผู้คนที่กำลังทำการลงแขกเกี่ยวข้าวกันอยู่ได้เกิดเสียงอันอึกทึกครึกโครมขึ้น
“ช่วยด้วย ช่วยด้วยจ้า ใครก็ได้ช่วยไปตามหมอมาดูเ้าขวัญมันหน่อยเร็วมันเป็ลมไปแล้ว” มีเสียงะโอย่างรีบร้อนเรียกขอความช่วยเหลือจากหญิงสาววัยรุ่นอายุ18-19 ปี ดังขึ้น
เมื่อชาวบ้าน7-8 คนที่กำลังเกี่ยวข้าวอยู่นั้นได้ยินก็รีบพากันหยุดมือที่กำลังทำงานลงทันทีแล้วรีบพากันมามุงดู่นี้เป็่การเก็บเกี่ยวก่อนพิธีรดน้ำดำหัว
ทุกคนต่างก็รีบเร่งมาร่วมตัวช่วยกันทุกคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่มักเป็เครือญาติกัน รู้จักกันแทบทั้งหมดว่าลูกใคร หลานใคร
“เพชรเอ็งรีบไปตามหมอพงษ์ที่สุขศาลามาเร็วเข้า พี่สาวมึงเป็ลม” เสียงยายแช่มรีบร้องะโบอกเพชรน้องชายของขวัญทันที
ในขณะเดียวกันขวัญที่กำลังเป็ลมอยู่นั้นก็เริ่มรู้สึกตัวขึ้นเล็กน้อยและพยายามกำลังจะลืมตาขึ้นแต่ก็ยังไม่สามารถลืมได้
ทำไมมันร้อนแล้วก็อึดอัดขนาดนี้กันหูก็ได้ยินแต่เสียงดังปนเปกันไปหมดแยกแทบไม่ออกว่าเสียงใครเป็เสียงใครในขณะที่กำลังนอนอยู่ขวัญก็คิดว่าหรือเราจะได้ย้อนกลับมาแล้ว
เหตุการณ์นี้เหมือนจะเคยเกิดขึ้นกับตัวเองสมัยที่มีอายุ 15 ปีนี่คุณยายส่งเรามา่อายุที่เป็จุดเริ่มต้นของเื่ราวทั้งหมดตอนที่เรายังไม่เจอสามีเฮงซวย และยังไม่ได้แต่งงาน แต่ถ้าเป็อย่างนี้เราจะเจอลูกๆ ของเราได้ยังไงละ นี่สินะที่คุณยายได้บอกไว้ว่าให้เราลิขิตชีวิตด้วยตัวเอง
ขอบคุณนะคะคุณยายขวัญกล่าวในใจพร้อมกับมีน้ำตาไหลออกมาที่หางตาหลังจากขวัญพยายามที่จะลืมตาอยู่สักพัก
เธอก็สามารถลืมตาได้สักทีทันทีที่ดวงตาของเธอเปิดออกเธอก็ต้องรีบยกมือขึ้นมาป้องดวงตาเอาไว้ เพราะยามนี้เธอรู้สึกว่าแสงจากดวงอาทิตย์สว่างจ้าซะเหลือเกิน
“อย่ามุงอย่ามุงคนเป็ลมมุงกันแบบนั้นเดียวก็ขาดอากาศหายใจกันพอดี” เสียงของชายวัยกลางคนที่แต่งตัวค่อนข้างแตกต่างจากชาวบ้านพูดขึ้น
ในขณะที่เ้าตัวก็รีบวิ่งมาดูอาการคนป่วยพร้อมกับผู้ช่วยที่ยกเปลสนามตามมาด้วย“โอ้ หมอพงษ์มาแล้ว รีบหลีกทางให้หมอเร็วเข้า”หนึ่งในชาวบ้านที่มุงดูพูดขึ้น
“คุณมาช่วยผมยกตัวคนไข้ขึ้นเปลเร็วเข้าเราต้องรีบพาคนป่วยเข้าไปในร่มก่อน” หมอพงษ์กล่าวพร้อมชี้นิ้วมือไปยังชายที่มีรูปร่างค่อนข้างแข็งแรงคนหนึ่ง
ขณะที่หมอกำลังสั่งการอยู่นั้นเพชรผู้เป็น้องชายของขวัญก็เห็นว่าพี่สาวของตนฟื้นแล้วก็รีบะโเรียกพี่่สาวของตนทันทีด้วยความดีใจ
“พี่ขวัญ ฟื้นแล้ว” ทุกคนเมื่อได้ยินก็รีบที่จะเข้าไปมุงดูอีกครั้งแต่ครั้งนี้ก่อนที่ทุกคนจะได้ขยับ
หมอพงษ์ก็ได้ะโเสียงดังขึ้นมาเพื่อห้ามไว้ก่อนส่วนตัวเองก็รีบเข้าไปทำการวัดสัญญาณชีพคนไข้ ตรวจดูอาการต่างๆเมื่อเห็นว่าคนไข้ปลอดภัยแน่แล้วก็โล่งใจ
แต่ถึงกระนั้นหมอก็ยังวานคนให้ช่วยกันยกเปลที่มีคนไข้นอนอยู่เข้าร่มก่อนอยู่ดีและให้คนหาผ้าไปชุบน้ำเย็นมาเช็ดตามใบหน้า หลังคอ
ตามข้อพับต่างๆ ซึ่งหน้าที่นี้ตกเป็ของหญิงวัยรุ่นคนที่ะโขอความช่วยเหลือนั่นเองผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หล่อนเป็อาสาวของขวัญนั่นเองชื่อจันทร์เ้า
อาจันทร์เป็ลูกสาวคนสุดท้องของปู่ทูลกับย่ามีซึ่งเป็ปู่และย่าของขวัญกับเพชรนั่นเอง
ปู่มีลูกชายสองคนคนโตชื่อทวนเป็พ่อของขวัญชีวากับขวัญเพชร ลูกชายคนรองชื่อเจริญ
ได้แต่งงานกับหญิงสาวต่างหมู่บ้านห่างจากกันสิบกว่ากิโลชื่อน้ำค้าง
อาเจริญได้ย้ายไปอยู่หมู่บ้านเดียวกับอาน้ำค้างเพราะอาน้ำค้างเป็ลูกสาวคนเดียว ทำให้ไม่มีใครจะทำนาที่บ้านนั้น
ส่วนคนสุดท้องเป็ลูกสาวชื่อจันทร์เ้าอายุห่างจากขวัญแค่สามปีตอนนี้เพิ่งจะอายุ18 ปี
ยังไม่ได้แต่งงานหน้าตาสะสวยรูปร่างสูงโปร่งจึงค่อนข้างที่จะเป็ที่หมายปองของชายหนุ่มมากหน้าหลายตาทั้งจากหมู่บ้านเดียวกันและต่างหมู่บ้าน
ขวัญเมื่อสติกลับมาแจ่มชัดดีแล้วก็เริ่มที่จะลุกขึ้นนั่งเมื่อนั่งได้เรียบร้อยดีแล้ว ขวัญก็หันใบหน้ามองไปรอบๆก็เห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาหลายคนที่ยังคงมีชีวิตอยู่
เพราะก่อนที่ขวัญจะได้ย้อนกลับมานั้นบางคนที่มีชีวิตอยู่ในตอนนี้ก็ได้ล้มหายตายจากไปบ้างแล้วจากวัยชราบ้างความเจ็บป่วยบ้าง
เมื่อได้มีโอกาสย้อนกลับมาอีกครั้งในครั้งนี้ขวัญตั้งใจที่จะทำให้ชีวิตครอบครัวของตนทั้งในตอนนี้และในอนาคตรวมทั้งคุณภาพชีวิตของน้องชายสายเืแม่เดียวกันอย่างเพชรให้ดียิ่งขึ้น
ส่วนครอบครัวของพ่อและแม่เลี้ยงตนก็ไม่ได้คิดจะทิ้งแต่ตนจะยึดเอาคติที่ว่าดีมาดีกลับ ร้ายมาก็ไม่ยุ่งแล้วกันทางใครทางมัน
ทางด้านหญิงชราที่มาส่งขวัญนั้นก็ยังไม่ได้หายไปในทันทีเธอยังคงมองขวัญและเพชรด้วยความอาลัย
หญิงชรานางนี้แท้จริงแล้วก็คือกลอยซึ่งเป็แม่ของขวัญกับเพชร จำแลงร่างตัวเองเพื่อให้แก่ลงเธอยอมใช้บุญที่สั่งสมมาเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนชีวิตของลูกของเธอ
จึงทำให้ิญญาที่เคยมีจิตที่แจ่มใสนั้นตอนนี้ดูค่อนข้างมัวหมองแต่เธอไม่ได้รู้สึกเสียใจเลยสักนิดตรงกันข้ามภายในใจของเธอกลับรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง
เธอหวังเพียงแค่ว่าในภพใหม่นี้ลูกทั้งสองของเธอจะมีชีวิตที่ดีถึงเวลาที่แม่ต้องไปแล้วลาก่อนลูกทั้งสองของแม่หากมีวาสนาเราคงได้พบกันอีกครั้ง
เมื่อกลอยกล่าวคำนี้จบก็บังเกิดสายลมอุ่นๆพัดล้อมรอบตัวของเพชรและขวัญทันที