ตอนที่ 19 เงินที่หายไป
เนื่องจากติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรง ทั้งคู่จึงต้องเดินทางไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน
เวลานี้ อู๋ซิ่วเหลียนและหวางต้าจูต่างก็อยู่ในห้องสอบส่วนด้วยเช่นกัน
และก็เป็อู๋ซิ่วเหลียนที่ถึงขั้นน้ำตาไหลพรากทันทีที่เห็นหลินชิงอี้
“พี่ชิงอี้ เื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับฉันจริงๆนะ! ฉัน…”
เธอ้าจะพูดต่อ แต่กลับถูกตำรวจตวาดใส่แทน
“หวางต้าจูยอมสารภาพแล้วว่า เขาถูกพี่ชายคนโตของคุณจ้างวานมาอีกต่อ! ขอเพียงพาตัวเขามาที่นี่ เขาจะต้องยอมรับสารภาพความจริงทุกอย่าง!”
ทันทีที่อู๋ซิ่วเหลียนได้ยินเช่นนั้น เธอก็ถึงกับหน้าถอดสีซีดขาวในทันที
หลินจิงซูเฝ้ามองท่าทีหมดสภาพของคนกระทำผิดอย่างอู๋ซิ่วเหลียน เธอหัวเราะคิกคักเย้ยหยัน และบอกกับตำรวจในบริเวณนั้นว่า
“คุณลุงตำรวจ คุณน้าตำรวจ หนูต้องขอบคุณทุกคนมากๆเลยนะคะ ด้วยความสามารถของคุณตำรวจทุกคน หนูเชื่อว่าจะต้องจับคนร้ายตัวจริงมาลงโทษได้อย่างแน่นอนค่ะ”
“สาวน้อยคนนี้ฉลาดพูดจริงๆเชียว”
“นั่นน่ะสิ เด็กคนนี้ท่าทางฉลาดมากจริงๆ”
“ดูท่าแม่ของเธอคงจะอบรมสั่งสอนมาดีสินะ”
เ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มนี้ดูเหมือนจะชอบอกชอบใจหลินจิงซูเป็อย่างมาก โดยเฉพาะกับเหล่าตำรวจหญิงที่ได้เห็นหลินจิงซูปกป้องแม่ของตนั้แ่เกิดเื่ ด้วยความรักและความกล้าหาญที่มีอย่างล้นหลามของเด็กคนนี้ พวกเธอรู้สึกราวกับได้เห็นว่าที่ตำรวจหญิงคนใหม่ในอนาคตก็ไม่ปาน
ตรงกันข้าม ทันทีที่ได้ฟังคำชื่นชมของเ้าหน้าที่ตำรวจที่มีต่อหลินจิงซู กลับทำให้ทั้งหลินชิงอี้และอู๋ซิ่วเหลียนหน้าตาน่าเกลียดมากยิ่งขึ้น
ไม่นานเกินรอ ตำรวจก็ควบคุมตัวอู๋เก๋อเซิง พี่ชายคนโตของอู๋ซิ่วเหลียนเข้ามาอย่างรวดเร็ว
อู๋เก๋อเซิงผู้นี้เคยออกไปทำธุรกิจร่วมกับคนอื่น แต่กลับถูกหลอกเอาทรัพย์สินของครอบครัวไปจนหมด และกลายเป็คนล้มละลายในเวลาต่อมา ั้แ่นั้น เขาก็กลายเป็พวกชีวิตเหลวแหลก เล่นไพ่เล่นการพนันทุกวี่วันเรียกได้ว่าถึงขั้นเสพติด และวันหนึ่งก็ได้พบกับหวางต้าจูซึ่งเป็อันธพาลข้างถนน แล้วพวกเขาทั้งสองก็ได้กลายมาเป็เพื่อนสนิทกัน
อู๋เก๋อเซิงเต็มใจยอมรับสารภาพว่า ตนได้ขอให้หวางต้าจูออกไปตามล่าติงเสวี่ยเหม่ย เพราะครั้งหนึ่ง น้องสาวของเขากลับไปที่บ้านพ่อแม่ตัวเองทั้งน้ำตา เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ฟ้องว่าถูกติงเสวี่ยเหม่ยกลั่นแกล้งรังแกสารพัด ชนวนเหตุนี้เอง ทำให้เขาได้ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพื่อเป็การแก้แค้นอีกฝ่ายคืน
เมื่ออู๋ซิ่วเหลียนได้ฟังคำสารภาพชนิดหมดเปลือกของอู๋เก๋อเซิง เธอจึงรีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที เพื่อขอขมาต่อติงเสวี่ยเหม่ยและขอให้เธอเมตตาพี่ชาย
“พี่สะใภ้เสวี่ยเหม่ย ฉันขอโทษแทนพี่ชายของฉันด้วยนะคะ ได้โปรดยกโทษให้เขาด้วยเถอะ! ที่เขาหลงผิดทำแบบนั้นก็เพราะเป็ห่วงฉันเท่านั้นเอง!”
ระหว่างที่เธอกำลังเสแสร้งเล่นละครทำเป็ ‘สารภาพความผิด’ อยู่นั้น อีกใจหนึ่งเบื้องลึกก็สบถคิดกับตัวเองในใจว่า คนอย่างติงเสวี่ยเหม่ยใจอ่อนจะตายไป แค่พูดดีๆด้วยสักสองสามคำ แล้วก็ขอให้หลินชิงอี้และย่าอู๋ช่วยพูดอีกแรง คนมีนิสัยไม่สู้คนแบบติงเสวี่ยเหม่ย ย่อมไม่มีทางจะโต้แย้งอะไรได้อย่างแน่นอน!
เธอเตรียมการไว้พร้อมั้แ่แรกอยู่แล้ว จึงได้วานให้อู๋เก๋อเซิงยอมให้การเท็จทันทีที่ถูกตำรวจจับ โดยบอกกับอีกฝ่ายว่า แล้วเธอจะหาทางช่วยเหลือในภายหลังอีกที
ขณะที่อู๋ซิ่วเหลียนกำลังวาดฝันจินตนาการแสนงดงามไปไกล จู่ๆเธอก็ถูกตบหน้าอย่างแรง เล่นเสียตื่นจากฝันแทบไม่ทัน
“เพี้ยะ!!”
“โอ๊ย!!” อู๋ซิ่วเหลียนถูกตบหน้าหันจนร้องเสียงดัง และรีบยกมือขึ้นปิดป้องใบหน้าครึ่งซีกที่บวมเป่งไว้ด้วยความเ็ป ก่อนจะค่อยๆชำเลืองมองไปทางหลินจิงซูอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“แก…แกกล้าตบหน้าฉันงั้นเหรอ?”
“ป้ารอง อย่าโกรธหนูเลยนะ หนูก็แค่บัดดาลโทสะแทนแม่เท่านั้นเอง ก็เลยเผลอตบหน้าป้ารองโดยไม่ตั้งใจไป”
ทุกคนในที่นี้ล้วนได้ยินเหมือนกัน และตราบใดเท่าที่พวกเขายังพอมีสมองอยู่บ้าง ย่อมต้องรู้ว่าประโยคแก้ตัวที่ออกมาจากปากของหลินจิงซูนั้น จงใจเย้ยหยันอู๋ซิ่วเหลียนอย่างชัดเจน
นั่นเพรามีใครที่จะไร้ยางอายมากพอ ถึงขั้นทำร้ายร่างกายผู้อื่นเสร็จแล้ว แต่กลับเสแสร้งทำตัวไร้เดียงสาเหมือนไม่ได้ตั้งใจเช่นนี้?
ขณะที่หลินชิงอี้กำลังจะเคลื่อนไหว เขาก็ถูกตำรวจขัดจังหวะไว้เสียก่อน
“เอาล่ะ เอาล่ะ เื่ในบ้านก็ไปจัดการกันที่บ้าน ที่นี่เป็สถานีตำรวจ ไม่อนุญาตให้ใครมาก่อความวุ่นวายใดๆทั้งนั้น เข้าใจกันไหม?”
“ขอโทษค่ะคุณตำรวจ หนูหุนหันพลันแล่นไปเอง”
หลินจิงซูพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง กลับกลายเป็เด็กว่านอนสอนง่ายไปเสียดื้อๆ อีกทั้งยังให้สัญญาด้วยว่าจะไม่ทำตัวเช่นนี้อีก ส่วนหลินชิงอี้กับอู๋ซิ่วเหลียนนั้นไม่สามารถพูดอะไรได้ แม้จะรู้สึกจุกอกจนอยากจะระบายออกมามากเพียงใดก็ตาม
เ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งพูดขึ้นว่า
“คดีนี้เป็เหตุกระทำโดยเจตนา ผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดขึ้นมีั้แ่สูญเสียเล็กน้อยถึงมาก แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีใครได้รับาเ็สาหัสหรือเป็เหตุให้เสียชีวิต ดังนั้น…”
หวางต้าซูบ่นตัดพ้อกับตำรวจแทรกขึ้นทันควัน
“ใครบอกไม่มีคนได้รับาเ็ ผมเกือบจะถูกนังเด็กบ้านี่ใช้กรรไกรแทงตาย!”
ตำรวจปรายหางตามองอย่างไม่นึกเมตตาพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“ก็แกเป็ฝ่ายลงมือก่อน ต่อให้จะถูกแทงจนตายจริงๆ เด็กคนนี้ก็ไม่มีความผิดอะไร เพราะถือเป็การป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย”
ถูกตำรวจสวนกลับเช่นนี้ หวางต้าจูถึงกับตาละห้อยคอตกอย่างหมดท่าในทันที
ตำรวจอธิบายเพิ่มเติมว่า
“คดีนี้ต้องแยกเป็สองส่วน คือหนึ่งคนร้ายที่ลงมือกระทำความผิด ย่อมต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม แต่เื่การจ้างวาน หากฝ่ายเหยื่อไม่ติดใจเอาความ เื่นี้จะถูกปัดตกไปในทันที และกลายเป็เื่การทะเลาะวิวาทภายในครอบครัวแทน”
ทันทีที่อู๋ซิ่วเหลียนได้ยินตำรวจอธิบายเช่นนั้น เธอก็ดูกระตือรือร้นอย่างมีความหวังขึ้นทันที รีบหันไปส่งสายตาอ้อนวอนเพื่อขอความช่วยเหลือจากหลินชิงอี้โดยเร็ว
หลิงชิงอี้ผายอกยืดไหล่ตั้งตรงประหนึ่งผู้ผดุงความเป็ธรรม เดินเข้าไปพูดกับเ้าหน้าที่ตำรวจว่า
“คุณตำรวจครับ เื่นี้พวกเราไม่ติดใจเอาความ หลังจากนี้จะกลับไปสะสางกันเองที่บ้าน เท่ากับว่าเื่ทุกอย่างจบแล้วใช่ไหมครับ?”
แต่ใครจะคาดคิด ตำรวจทุกนายล้วนก่นเสียงเ็าออกมาด้วยความรำคาญ และไม่มีใครสนใจคำพูดของเขาเลยสักนิด แต่กลับส่งสายตาไปทางติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูอย่างเงียบๆแทน ราวกับกำลังรอฟังคำตอบจากคนทั้งคู่อยู่
หลินชิงอี้ที่ถูกเมินเฉยใส่หน้าได้แต่รู้สึกอับอายอย่างมาก จนใบหน้าเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ
ติงเสวี่ยเหม่ยเอ่ยถามขึ้นว่า
“แล้วถ้าจะดำเนินคดีต่อ ดิฉันจะทำอะไรได้บ้างคะ?”
“อืม…” ตำรวจนายหนึ่งเลิกคิ้วพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ พึมพำเล็กน้อยก่อนสรุปให้ฟังว่า
“เอาแบบนี้ดีกว่า ผมขอแนะนำให้เรียกค่าทำขวัญ คุณผู้หญิงสามารถเรียกเงินตามจำนวนที่ถูกปล้นไปจากพวกเขาได้ ส่วนอีกวิธีผมไม่ค่อยอยากจะแนะนำเท่าไหร่ เพราะการส่งเื่นี้ฟ้องร้องไปที่ศาล อาจจะไม่ส่งผลดีต่อประวัติการทำงานของสามีและคนที่บ้านของคุณผู้หญิงนัก แต่ก็นั่นล่ะครับ ไม่ว่าจะเลือกทางไหน เ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็ตัวแทนของความยุติธรรมอย่างเรา ก็พร้อมสนับสนุนการตัดสินใจของคุณผู้หญิง และเราจะทำงานกันอย่างเต็มที่ให้ถึงที่สุดครับ”
เมื่อติงเสวี่ยเหม่ยได้ยินเื่เงินจำนวน1,600หยวนครั้งใด เธอมักจะรู้สึกผิดระคนร้อนใจขึ้นทันที เพราะเงินจำนวนนี้เปรียบเสมือนใบมีดที่ห้อยคอเธออยู่ตลอดเวลา
หลินจิงซูรีบอาสาให้คำตอบแทนทันที
“คุณตำรวจคะ พวกเราแค่้าเงินจำนวน1,600หยวนคืนก็พอค่ะ”
ในสายตาของเ้าหน้าที่ตำรวจ สาวน้อยคนนี้ดูจะมีไหวพริบปฏิภาณดีที่สุดแล้ว เห็นว่าเธอฉลาดที่จะเลือกหนทางนี้ เขาจึงได้พยักหน้าตอบรับทันที และรีบสรุปสำนวนให้ฟังอีกครั้งว่า
“เนื่องจากผู้เสียหายต่างก็เป็เครือญาติสนิทกัน อีกทั้งฝ่ายเหยื่อยังไม่ได้รับาเ็หรือเหตุร้ายแรงใดๆจนนำไปสู่การสูญเสียชื่อเสียงหรือชีวิต ดังนั้นทางเราจึงตัดสินใจไม่ส่งคดีนี้ต่อศาล…”
“พี่สะใภ้เสวี่ยเหม่ย ขอบคุณมากนะคะ! ฉันรับรู้เสมอมาว่าพี่เป็คนจิตใจดีแค่ไหน! ไม่มีวันที่พี่จะหักล้างทำร้ายคนในครอบครัวได้อย่างแน่นอน!”
อู๋ซิ่วเหลียวร้องออกมาด้วยความดีอกดีใจ
“อะแฮ่ม! ผมยังพูดไม่จบ!”
ตำรวจกระแอมพร้อมกับทุบโต๊ะเสียงดัง รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งกับพฤติกรรมไร้มารยาทของอู๋ซิ่วเหลียน ที่พูดทะลุกลางปล้องออกมาแบบนี้
“แต่ฝ่ายผู้กระทำผิดจะต้องจ่ายเงินค่าทำขวัญจำนวน1,600หยวนคืนให้แก่เหยื่อ! ไม่อย่างนั้น ทางเราจะส่งคดีนี้ไปที่ศาลทันที!”
หวางต้าจูถูกใส่กุญแจมือเรียบร้อยพร้อมถูกตำรวจสองนายหิ้วปีกเพื่อเตรียมโยนเข้าคุก ระหว่างนั้นเขายังพยายามดิ้นรนพร้อมกับร้องคร่ำครวญขอความเป็ธรรม
“ผมไม่ได้ขโมยเงินไป! ผมไม่ได้เอาเงินไปจริงๆ!! คุณตำรวจ ผมถูกใส่ร้าย! ผมไม่ได้ขโมย…”
อู๋เก๋อเซิงรีบส่ายหน้าปฏิเสธเช่นเดียวกัน
“ผมก็ไม่ได้จ้างวานให้เขาขโมยเงินนะครับ! แค่อยากจะสั่งสอนติงเสวี่ยเหม่ยให้ได้รับบทเรียนเฉยๆเท่านั้น! นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับผมแล้ว ถ้ามันจะขโมยเงิน ก็เป็เื่ของมันเอง! ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง!”
ตำรวจยิ้มเยาะพร้อมกับพูดว่า
“คิดว่าพูดแบบนี้แล้วโทษจะเบาลงรึไง? เอาล่ะ จะคืนเงินจำนวน1,600หยวนมา หรือจะติดคุก? คงเป็ไปไม่ได้จริงมั้ยที่เงินจำนวนนั้นจะมีขาวิ่งหนีออกไปเอง?”
เมื่ออู๋เก๋อเซิงได้ยินว่าตนกำลังจะต้องติดคุกติดตาราง เขาก็รีบโยนความผิดทุกอย่างให้พ้นตัวโดยไว
“ต้องเป็หวังต้าจูแน่ๆ! มันนั่นล่ะต้องซ่อนเงินเอาไว้แน่ๆ!”
“ไอ้เวร! อู๋เก๋อเซิง ไอ้ชาติชั่ว! อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะเว้ย ว่าแกกับอู๋ซิ่วเหลียนกำลังวางแผนอะไรกันอยู่! แกก็แค่อยาก…”
อู๋ซิ่วเหลียนกลัวว่าหวางต้าจูจะปากโป้งพูดในสิ่งไม่ควรพูดออกมา เธอจึงรีบร้องะโแทรกขึ้นเพื่อหยุดหวางต้าจูเอาไว้ก่อน
“จ่ายก็จ่าย! พวกเราตระกูลอู๋จะจ่ายเงินในส่วนนั้นเอง!!”